วันถัดมา ขณะที่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หลินซีก็ได้ยินเสียงคนมาเยือนที่หน้าบ้านแล้ว
นางยังคงง่วงงุนจนแทบลุกไม่ขึ้น ทว่าไม่นานก็ได้ยินเสียงเสิ่นเฉินจากห้องข้าง ๆ ลุกออกไปเปิดประตู ตามมาด้วยเสียงพูดคุยแ่ ๆ ของป้าจาง
เสียงจากด้านนอกปลุกให้ซื่อเป่าที่นอนอยู่ข้างกายนางตื่นตามไปด้วย เด็กหญิงลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ส่งเสียงอืออาคล้ายไม่สบายตัว หลินซีที่กำลังปิดปากหาวหวอดจึงตบแผ่นหลังเล็ก ๆ ของซื่อเป่าเบา ๆ เป็เชิงปลอบโยน กล่อมจนเด็กน้อยผล็อยหลับไปอีกหน นางจึงค่อย ๆ ลุกจากเตียงแล้วเดินออกไป
เมื่อออกมาด้านนอก ก็เห็นเสิ่นเฉินกำลังเชิญให้แขกทั้งสามนั่งพัก ส่วนตัวเขาเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อเตรียมก่อไฟหุงหาอาหารเช้า
นี่เป็ครั้งแรกที่สองพี่น้อง จางเจ๋อและจางอวี้เอ๋อร์ ได้มาเยือนบ้านสกุลเสิ่น ทั้งคู่จึงมีท่าทีประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
ป้าจางมองเห็นหลินซีเดินออกมาก็รีบลุกขึ้นยืนทันที พร้อมทั้งส่งสายตาให้ลูก ๆ ทักทายภรรยาเ้าของบ้าน เด็กวัยรุ่นสองพี่น้องจึงรีบออกปาก
“คารวะน้าหลินขอรับ/เ้าค่ะ!”
คำเรียกขานฟังดูาุโยังคงทำให้ใจหลินซีเ็ปรวดร้าว แต่นางก็รีบกล่าว “ไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้ก็ได้เ้าค่ะ”
‘…นางยังเยาว์วัยอยู่แท้ ๆ เหตุใดต้องถูกเรียกว่าน้าร่ำไปด้วยเล่า!’
แต่ความคิดเช่นนี้ก็ยากจะเอ่ยออกไปได้ หลินซีจึงรีบเปลี่ยนเื่สนทนา “ป้าจาง พวกท่านเดินทางมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้ กินมื้อเช้ากันมาแล้วหรือยังเ้าคะ?”
“กินมาแล้ว ๆ” สตรีขี้เกรงใจรีบตอบก่อนจะเอ่ยต่อ “แต่พวกเ้าสองคนคงยังไม่ได้กินอะไรกระมัง หากรู้แต่แรก พวกเราน่าจะมาให้สายกว่านี้สักหน่อย จะได้ไม่รบกวน”
“ไม่เลยเ้าค่ะ วันนี้พวกเราคงยุ่งกันเกือบทั้งวัน ป้าจาง ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ร่วมวงกินด้วยกันอีกสักหน่อยเถอะเ้าค่ะ จะได้มีแรงทำงาน” กล่าวจบนางก็เดินตรงเข้าไปในห้องครัว ขอสับเปลี่ยนให้เสิ่นเฉินออกมาดูแลแขกแทน
เหตุผลของเื่นี้นั้นง่ายดายยิ่งนัก… เมื่อวันก่อนนางได้มีโอกาสชิมอาหารฝีมือเสิ่นเฉินโดยบังเอิญ และพบว่า
—-รสชาติของมันช่างสุดจะพรรณนา!
เผลอ ๆ อาจจะไม่ได้อร่อยไปกว่ายาขมที่เขากำลังต้มให้นางดื่มอยู่สักเท่าไหร่ และเป็ตอนนั้นเองที่หลินซีเข้าใจ—-
‘ไม่แปลกใจแล้วว่า เหตุใดต้าเป่ากับน้อง ๆ ถึงมีท่าทีเป็มิตรกับนางมากขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงเพราะอาหารไม่กี่มื้อ…’
นับแต่นั้นหญิงสาวจึงปฏิญาณว่า จะเป็ผู้ควบคุมดูแลการปรุงอาหารทุกจานและทุกมื้อด้วยตนเอง
ในสภาวะที่ยังเป็ ‘ผู้ป่วย’ ้าการบำรุงร่างกาย หลินซีย่อมไม่อาจปล่อยให้ปากท้องของตนเองทนทุกข์ทรมานได้โดยเด็ดขาด!
เสิ่นเฉินเองก็ราวกับจะเข้าใจเื่นี้ดี เขาจัดการช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในครัวจนเสร็จเรียบร้อย ก็เดินออกมานั่งสนทนากับป้าจางและเด็กทั้งสองอย่างรู้หน้าที่ แม้ส่วนใหญ่ฝ่ายที่ชวนคุยจะเป็ผู้มาเยือนมากกว่าก็ตาม
ป้าจางรู้สึกเกรงใจที่คนฝั่งบ้านนางจะนั่งรอกันอยู่เฉย ๆ จึงชี้ชวนให้บุตรสาวเข้าไปช่วยงานหลินซีในครัว
หลินซีไหนเลยจะอยากให้แขกมาช่วยงานในครัว แต่นางก็ไม่อาจต้านทานความกระตือรือร้นและน้ำใจดีของจางอวี้เอ๋อร์ได้ เด็กสาวผู้นี้ขยันขันแข็ง ทั้งยังปากหวาน แม้จะไม่ช่างจำนรรจาแต่กลับช่างสรรหาและเลือกใช้ถ้อยคำ
ทว่า ไม่ว่าวาจาจะเสนาะหูเพียงใด ยามได้ยินคำว่า ‘น้า’ หลุดออกมาจากปากอีกฝ่าย หลินซีก็พลันรู้สึกจุกแน่นในอก น้ำตาก็พานจะไหล สุดท้ายจึงกล่าวร้องขออย่างจนใจ
“เอ่อ อวี้เอ๋อร์ ข้าอายุไม่ได้มากกว่าเ้าเท่าไหร่ เรียกข้าว่าพี่หลินเถอะนะ”
“เ้าค่ะ...พี่หลิน” จางอวี้เอ๋อร์รีบเปลี่ยนคำเรียกอย่างว่าง่าย ก่อนกล่าวเสริมด้วยแววตาฉงนที่เจือความระมัดระวังอยู่ในที “...ท่านดูไม่เหมือนกับที่ข้าเคยได้ยินผู้คนกล่าวถึงเลยเ้าค่ะ ข้าว่าท่านใจดีกว่าที่คนอื่นพูดถึงตั้งมาก”
หลินซียิ้มรับคำชมนั้น ขณะเดียวกันก็ลงมือนำเนื้อหมูเค็มที่เหลืออยู่มาปรุงเป็โจ๊กหม้อใหญ่ หั่นผักสดลงผัดกับน้ำมันอย่างรวดเร็วสองจาน และนำผักดองเค็มที่ทำไว้ส่วนสุดท้ายออกมาจัดใส่จาน จากนั้นจึงเรียกให้เสิ่นเฉินเข้ามาช่วยยกออกไปตั้งโต๊ะ
“เ้าช่วยเหลือโจ๊กไว้ในหม้อราวครึ่งหนึ่งนะ ข้าจะไปปลุกต้าเป่า พอพวกข้าออกไปแล้ว เ้าค่อยรอให้เอ้อร์เป่ากับน้อง ๆ ตื่น แล้วค่อยพากันออกไป”
เมื่อคืนหลินซีกับเสิ่นเฉินได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อยแล้วว่า วันนี้เสิ่นเฉินจะไปปรับปรุงที่นา ซึ่งสามารถพาลูก ๆ อีกสามคนตามไปด้วยได้ หมดกังวลเื่ที่ว่าจะต้องทิ้งเด็ก ๆ ไว้ที่บ้าน
ทว่าตอนที่นางกำลังจะเดินไปปลุกต้าเป่า ก็พบว่าเด็กชายตื่นนอนเรียบร้อยแล้ว แม้จะยังดูสะลึมสะลืออยู่บ้าง แต่ก็รีบเดินไปล้างหน้าล้างตาอย่างว่องไว
หลังได้ความเย็นของน้ำช่วยชะล้างความง่วงออกไป เด็กชายหกขวบก็สดชื่นตื่นเต็มที่ และพร้อมทำงาน
อาหารเช้าฝีมือหลินซียังคงรสชาติอร่อยเลิศล้ำเช่นเคย ป้าจางและลูก ๆ ทั้งสองไม่อาจทนแววตารบเร้าและถ้อยคำเชิญชวนอันแสนอบอุ่นของหลินซีได้ จึงยอมนั่งลงร่วมโต๊ะรับประทานด้วย
เมื่อได้คีบคำแรกเข้าปากคำต่อไปก็ตามมาไม่หยุด สามแม่ลูกต่างทึ่งในฝีมือการทำอาหารของสะใภ้บ้านเสิ่น ถึงกับเอ่ยชมเชยไม่ขาดปากตลอดมื้อ
หลังอุ่นท้องกับมื้อเช้าเลิศรส สองผู้ใหญ่ สองวัยรุ่น และอีกหนึ่งเด็กชาย ต่างสะพายตะกร้าสานขึ้นหลัง ก่อนออกจากบ้าน หลินซีไม่ลืมหยิบกระสอบป่านใบใหญ่ติดมือไปด้วยอีกหลายใบ ไม่นานขบวนเก็บของป่าขนาดย่อม ๆ ที่มีหลินซีเป็ผู้นำทางก็พร้อมออกเดินทางแล้ว
เวลานั้น ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง แสงอรุณอ่อนจางยังคงหลบเร้นอยู่หลังม่านเมฆ บนเส้นทางปกคลุมด้วยม่านหมอกบางเบา สายลมเย็นยามเช้าพัดปะทะใบหน้า พาทั้งความสดชื่นและหนาวเหน็บมาต้องผิวกาย
ป้าจางและลูกทั้งสองเพิ่งเคยเดินทางมาที่เขาพยัคฆ์คำรามเป็ครั้งแรกจึงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย ยิ่งนึกถึงเื่เล่าลึกลับที่ได้ฟังมา ก็ยิ่งทำให้ขนทั้งร่างลุกชูชัน ไม่มั่นใจนักว่าตัวสั่นเพราะอากาศยามเช้าหรือเพราะสิ่งใดแน่
หลินซีได้รู้จากพวกเขาว่า แท้จริงแล้วในบรรดาชาวบ้านหมู่บ้านเฉินหยาง มีเพียงเสิ่นเฉินผู้เดียวเท่านั้นที่กล้าเข้ามาหากินในพื้นที่เขาพยัคฆ์คำรามนี้ ชาวบ้านคนอื่น ๆ หรือแม้แต่พรานป่ามีฝีมือดีทั้งหลายล้วนแต่หลีกเลี่ยงที่นี่ และเลือกไปล่าสัตว์หรือหาของป่าในพื้นที่อื่นกันทั้งสิ้น
โชคดีที่จุดหมายของพวกเขาอยู่เพียงบริเวณตีนเขาเท่านั้น เมื่อเดินมาได้สักพักจนเริ่มคุ้นชินกับบรรยากาศและสภาพแวดล้อม ความหวาดกลัวของป้าจางและเด็กวัยรุ่นหญิงชายก็ค่อย ๆ จางหายไป
เมื่อมาถึง หลินซีก็อธิบายและชี้ให้ทุกคนจดจำลักษณะของผักป่าสองสามชนิดที่้าจะเก็บในวันนี้ ทั้งยังกำหนดขอบเขตพื้นที่สำหรับเก็บเกี่ยวไว้คร่าว ๆ เมื่ออธิบายเสร็จ ก็ทวนถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“ตอนนี้พวกท่านจดจำลักษณะผักป่าและเข้าใจพื้นที่เก็บเกี่ยวกันดีแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ?”
“จำได้แล้วจ้ะ/ขอรับ/เ้าค่ะ” สามสมาชิกกลุ่มเก็บผักพยักหน้ารับพร้อมเพรียง โดยเฉพาะวัยรุ่นสองพี่น้องที่มีท่าทางกระตือรือร้นมาก อยากจะลงมือทำงานเต็มแก่
หลินซีจึงปล่อยให้พวกเขาเริ่มทำงาน ส่วนนางก็มองหาพื้นที่เหมาะ ๆ เพื่อจะเริ่มงานบ้าง แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นต้าเป่านั่งยอง ๆ อยู่กับพื้น กำลังก้มหน้าพิจารณาต้นผักต้นหนึ่งอย่างละเอียด
หญิงสาวจึงเดินเข้าไปหา แล้วเอ่ยกำชับเสียงเบา “ต้าเป่า เ้าเก็บอยู่แค่บริเวณนี้นะ ห้ามเดินลึกเข้าไปในป่าตามลำพังเด็ดขาด หากรู้สึกเหนื่อยก็ให้นั่งพัก อย่าฝืนตัวเอง เข้าใจหรือไม่?”
ต้าเป่าหยุดชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ในดวงตาปรากฏแววซับซ้อนบางอย่าง ก่อนที่เขาจะรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง พร้อมขานรับเสียงอู้อี้ “ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
หลินซีใช้มือตบไหล่เล็ก ๆ ของเด็กชายเบา ๆ ก่อนจะเดินแยกไปเก็บผักในพื้นที่ส่วนของตนเอง ทว่ายังคงคอยหันกลับมา ชำเลืองดูต้าเป่าอยู่เป็ระยะ
ต้าเป่าเหลือบมองหัวไหล่ข้างที่ถูกมืออบอุ่นอ่อนนุ่มัั สองมือกำด้ามเสียมขนาดเล็กแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ไม่นานนักเด็กชายก็ก้มหน้าก้มตาขุดผักป่าอย่างขะมักเขม้น
เวลาผ่านไปทีละน้อย ดวงตะวันค่อย ๆ ลอยสูงขึ้น อากาศก็เริ่มอบอ้าวขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยร่างกายที่ยังคงอ่อนแอ หลินซีจึงต้องหยุดพักอยู่หลายครั้ง
เวลาล่วงเลยไปเกือบชั่วยามครึ่ง หลินซีคาดคะเนว่าน่าจะได้ผักป่าในปริมาณพอสมควรแล้ว จึงส่งเสียงเรียกป้าจางและคนอื่น ๆ ให้มารวมกัน เพื่อนับรวมและกะประมาณน้ำหนักผักที่เก็บได้ทั้งหมด
จากนั้นนางจึงแบ่งงานรอบใหม่ โดยให้จางเจ๋อทำหน้าที่เก็บผักป่าต่อไป ส่วนป้าจางกับจางอวี้เอ๋อร์ให้ช่วยกันคัดแยกและทำความสะอาดผักที่เก็บมาแล้ว ส่วนตัวนางจะใช้ตาชั่งขนาดเล็กที่เตรียมมาคอยชั่งน้ำหนัก แล้วบรรจุลงในกระสอบป่าน
ต้าเป่ายังเด็ก ออกแรงทำงานมานานก็เริ่มเหนื่อยล้าจนทนไม่ไหว หลินซีเห็นดังนั้นจึงรีบเรียกให้เขาหยุดพัก แต่เมื่อเห็นเด็กชายยังดื้อดึงไม่ยอมวางมือ นางจึงให้เขาเปลี่ยนมานั่งข้าง ๆ คอยช่วยมัดผักป่าที่คัดแยกแล้วเป็กำ ๆ แทน
กระทั่งใกล้ถึงเที่ยงวัน ในที่สุดพวกเขาก็รวบรวมผักป่าได้ครบหนึ่งร้อยชั่งตามที่ตั้งเป้าไว้
หลินซีจึงให้ป้าจางกลับไปเช่าเกวียนวัวจากบ้านพ่อเฒ่าหลี่ แล้วให้ขับไปรอที่ทางแยกบริเวณหน้าหมู่บ้าน ส่วนนาง จางเจ๋อ และต้าเป่าจะช่วยกันขนกระสอบผักป่าที่บรรจุเรียบร้อยแล้วตามไปสมทบที่นั่น
สุดท้าย เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางเข้าตัวอำเภอ หลินซีให้ป้าจางกับจางอวี้เอ๋อร์กลับไปรอฟังข่าวที่บ้านก่อน ส่วนตัวนางจะเดินทางไปพร้อมกับจางเจ๋อและต้าเป่า ระหว่างทาง พวกเขาก็อาศัยกินเสบียงง่าย ๆ จำพวกอาหารแห้งที่เตรียมมาเป็มื้อกลางวัน
ดูเหมือนเถ้าแก่จ้าวจะสั่งการให้คนมารออยู่หน้าประตูภัตตาคารเค่ออวิ๋นโหลวไว้ก่อนแล้ว เมื่อเห็นเกวียนวัวของหลินซีมาถึง คนผู้นั้นก็วิ่งเข้าไปรายงานด้านในทันที
เมื่อเห็นผักป่าสดใหม่กองใหญ่ที่ถูกขนลงมาจากเกวียน จ้าวเต๋อเฉวียนซึ่งก่อนหน้านี้กำลังเริ่มกังวลว่าแม่ค้าผักป่าอาจจะผิดนัดก็พลันถอนหายใจโล่งอก รีบแย้มยิ้มจนตาหยี กล่าวเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
ถึงแม้จางเจ๋อจะเป็ถึงบุตรชายของผู้นำหมู่บ้าน แต่ตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านนั้นก็เป็เพียงตำแหน่งลอย ๆ ของผู้ที่คอยช่วยทางการดูแลความสงบเรียบร้อยในท้องถิ่นเท่านั้น ไม่ได้รับเบี้ยหวัดใด ๆ ดังนั้นสถานะทางการเงินของครอบครัวจางจึงเป็เช่นชาวบ้านป่าธรรมดา ๆ ค่อนไปทางขัดสนมาโดยตลอด
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้มีโอกาสก้าวเข้ามาในภัตตาคารอันโอ่อ่า จึงรู้สึกประหม่าตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนไปเยือนเรือนสกุลเสิ่นเป็ร้อยเท่า เด็กหนุ่มที่เคยยิ้มแย้มร่าเริงแจ่มใส กระดากอาย ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางมือวางไม้อย่างไรดี
ต้าเป่าก็มาที่นี่เป็ครั้งแรกเช่นกัน เด็กชายเดินตามติดหลินซีแจ และรู้สึกเก้อเขินอย่างหนัก มือเล็ก ๆ ข้างหนึ่งจึงเผลอกำชายเสื้อของหญิงสาวไว้แน่น นี่เป็อากัปกิริยาที่ไม่ค่อยจะได้เห็นนักจากเด็กเข้มแข็งเช่นนี้
หลินซีเอ่ยปลอบโยนทั้งสองคนสองสามประโยค ก่อนจะหันไปสนทนาเื่การซื้อขายกับจ้าวเต๋อเฉวียนอย่างคล่องแคล่ว เมื่อยืนยันน้ำหนักสินค้าว่าครบถ้วนถูกต้องแล้ว เถ้าแก่จ้าวก็เอ่ยขึ้น
“แม่นางหลิน ทางเรายังคงคิดราคาให้กำละยี่สิบอีแปะเช่นเดิม ไม่ทราบว่าจะพอใจหรือไม่? หากแม่นางพอใจ ต่อไปก็ให้ยึดถือราคานี้ตลอด”
กำละยี่สิบอีแปะ—-ราคาเท่าการซื้อฉุกเฉินเมื่อคราก่อน ตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือกจึงซื้อไป ตอนนี้ยังยินดีให้ราคาเดิม…นี่ถือเป็การแสดงน้ำใจของอีกฝ่าย เขามีไมตรีต่อนางมากทีเดียว
หลินซีเข้าใจความหมายดี จึงพยักหน้ารับ “ตกลงเ้าค่ะ ขอบคุณเถ้าแก่จ้าวมาก”
จ้าวเต๋อเฉวียนพยักหน้าตอบอย่างพอใจ สั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ข้างกายไปเบิกเงินจากเสมียนทันที
จางเจ๋อซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ตื่นเต้นดีใจจนแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
‘ยี่สิบอีแปะต่อกำ! ผักกำหนึ่งหนักเพียงครึ่งชั่งเท่านั้น! เช่นนั้นผักหนึ่งร้อยชั่งก็เท่ากับสองร้อยกำ รวมเป็เงินทั้งสิ้นถึงสี่ตำลึง! หากแบ่งตามสัดส่วนสามต่อเจ็ดที่ตกลงกันไว้ บ้านเขาก็จะได้รับส่วนแบ่งถึงหนึ่งตำลึงกับสองร้อยอีแปะ! แม้จะต้องหักค่าเช่าเกวียนวัวออกไป ก็ยังนับว่าเป็เงินจำนวนมหาศาลอยู่ดี! คาดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถหาเงินได้มากมายขนาดนี้ภายในวันเดียว!’
ต้าเป่าที่ยืนอยู่ข้างกายหลินซีก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นยินดีไปด้วย …เขาไม่ค่อยรู้เื่ส่วนแบ่งรายได้มากมายนัก แต่รู้เพียงว่าเงินที่ได้รับจะต้องมากมายแน่ ๆ
หลังจัดการเื่การเงินเสร็จสิ้น หลินซีก็กล่าวลาแล้วก้าวขึ้นเกวียน ตั้งใจจะเดินทางกลับ ทว่าทันใดนั้น เถ้าแก่จ้าวกลับเอ่ยรั้งนางไว้
“ช้าก่อนแม่นางหลิน ไม่ทราบว่าวันนี้สามีของท่านพอจะมีของป่าอื่น ๆ มาขายอีกหรือไม่?”
ของที่เขารับซื้อมาเมื่อวันก่อนนั้นขายหมดเกลี้ยงภายในวันเดียว!
ไม่ใช่เพียงแค่ขายในภัตตาคารเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่เขาได้ส่งต่อไปยังจวนของเหล่าขุนนางและคหบดีในเมืองหลวง ซึ่งสามารถทำราคาเพิ่มขึ้นได้อีกนับสิบเท่า! เนื้อสัตว์ป่าที่ทั้งสดใหม่ รสชาติก็เป็เลิศ เนื้อัันุ่มละมุนลิ้น ทำให้จวนใหญ่เ่าั้ต่างส่งคนมาสอบถามถึงสาขาว่ายังมีสินค้าเช่นนี้อีกหรือไม่ จ้าวเต๋อเฉวียนมองเห็นลู่ทางสร้างผลกำไรมหาศาล ทั้งยังสามารถสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าชนชั้นสูงในคราวเดียวได้ ในใจจึงรู้สึกตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง
หลินซีส่ายหน้าตอบ “ขออภัยเถ้าแก่ ่สองสามวันนี้คงจะยังไม่มีหรอกเ้าค่ะ คาดว่าคงต้องรออีกสักสองสามวัน สามีของข้าจึงจะพอมีเวลาเข้าป่าได้อีกครั้ง”
.
.
.