บทที่ 5 ศาลบรรพบุรุษ (รีไรต์)
บัดนี้ หลิวปี้ทำผ้าคาดศีรษะให้ โดยประดับด้วยอัญมณีที่บุตรชายของนางเคยให้ไป พร้อมบอกว่านี่คือไมตรีจิต
นี่ไม่นับว่าน่ารังเกียจเกินไปหรอกหรือ?
“ไมตรีจิตงั้นหรือ?” ถังซูอี๋โกรธแล้วจริง ๆ
“หลิวปี้ฉินในยามนี้ นางกินอยู่หลับนอนใช้สอยด้วยเงินของจวนโหวทั้งสิ้น นางเอาเงินของจวนโหวมาทำของให้ข้าเช่นนั้นหรือ ข้าควรขอบคุณนางใช่หรือไม่?”
“ท่านแม่ ความรู้สึกของคนเราจะเปรียบกับเงินทองได้เช่นไร? ท่านจะ… จะ…”
เซียวอวี้เฉินไม่กล้ากล่าวออกไป เช่นนั้นถังซูอี๋จึงกล่าวออกมาแทน “ใจร้ายถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
เซียวอวี้เฉินไม่กล่าวสิ่งใด เพราะนั่นคือสิ่งที่เขา้าสื่อ ถังซูอี๋ มองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันอย่างดื้อรั้น ราวกับว่านางกำลังอาละวาดอยู่ ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา
“คุกเข่า” ถังซูอี๋สั่ง
คำสั่งของท่านแม่ย่อมต้องเชื่อฟัง เซียวอวี้เฉินคุกเข่าอย่างไม่เต็มใจนัก ถังซูอี๋ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ก้มมองแววตาดื้อรั้นของบุตรชาย ก่อนจะถามขึ้น “เซียวอวี้เฉิน เ้าก็เป็ผู้รอบรู้ในหนังสือและบทกวี เช่นนั้นข้าจะถามเ้าว่า การซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏ เ้าควรได้รับโทษร้ายแรงเพียงใด?”
เซียวอวี้เฉินไม่คาดคิดว่าถังซูอี๋จะถามเช่นนี้ เขาจึงชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ท่านแม่ เื่ของตระกูลหลิวไม่ข้องเกี่ยวกับน้องฉิน”
“เช่นนั้น ข้าถามเ้า หลิวอวี้ซานคือบิดาของหลิวปี้ฉินหรือไม่?” ถังซูอี๋ถามอย่างเ็า
“ใช่” เซียวอวี้เฉินไม่อาจปฏิเสธได้
“เช่นนั้น การซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏ เ้าควรได้รับโทษร้ายแรงเพียงใด?” ถังซูอี๋ถามซ้ำ
เซียวอวี้เฉินคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ทำได้เพียงก้มหน้าปิดปากเงียบราวกับรูปปั้นหิน ทว่าถังซูอี๋ััได้ถึงความดื้อรั้นและหัวแข็งที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
นางหยิบเก้าอี้มาวางแล้วนั่งลงเบื้องหน้าเซียวอวี้เฉิน ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าจะบอกเ้าว่าการที่เ้าซุกซ่อนหลิวปี้ฉิน จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร”
“เซียวอวี้เฉิน บุตรชายคนโตของโหวหย่งหนิง ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งโหวหย่งหนิง” ถังซูอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แววตาเฉียบคมดั่งราชินี ทำให้เซียวอวี้เฉินรู้สึกประหม่าโดยไม่รู้ตัว
“ทุกการกระทำของเ้าล้วนเป็ตัวแทนของโหวหย่งหนิง ชะตากรรมของข้า น้องชายและน้องสาวของเ้า รวมถึงทุกคนในจวนโหว ล้วนขึ้นอยู่กับเ้าทั้งสิ้น”
ถังซูอี๋กล่าวต่อ “หลิวอวี้ซาน บิดาของหลิวปี้ฉิน ถูกตัดสินปะาชีวิตเนื่องจากยักยอกเบี้ยเลี้ยงทหาร ตระกูลหลิวถูกริบทรัพย์สิน บุรุษในตระกูลหลิวถูกเนรเทศ สตรีในตระกูลถูกขายเป็ทาส แต่เ้าใช้เส้นสายของจวนโหว นำตัวหลิวปี้ฉินออกมาซ่อนไว้ที่ตรอกเหมยฮวา
ไม่ว่าอย่างไร ความลับก็ไม่มีในโลก เื่นี้ย่อมต้องมีผู้คนล่วงรู้เข้าสักวัน เมื่อถึงครานั้น โทษสถานเบาของเ้าคือจำคุก สถานหนักคือเนรเทศ
เซียวอวี้เฉิน เ้าเติบโตขึ้นมาอย่างสุขสบาย จะทนรับสิ่งเ่าั้ได้หรือ?
โอ้! แล้วยังมีน้องฉินของเ้า ครั้งนี้คงไม่เพียงแค่การถูกขายเป็ทาสธรรมดาเสียแล้ว เพราะนางคือผู้หลบหนีโทษ โทษอาจถึงขั้นปะาชีวิตก็เป็ได้”
เซียวอวี้เฉินใจนตัวแข็งทื่อ เขารู้ว่าการซุกซ่อนหลิวปี้ฉินไว้ใน ตรอกเหมยฮวาเป็เื่ผิดกฎหมาย ทว่าเขาไม่เคยคิดว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ หรือบางทีเขาอาจจะคิดไปเองว่า แม้เขาจะทำผิดพลาดสักเพียงใด ท่านแม่และท่านตาก็จะช่วยแก้ไขให้เขาได้
“ท่านพ่อ....” เขาคิดจะกล่าวว่าท่านพ่อจะช่วยเขา ทว่ากลับนึกขึ้นได้ว่าท่านพ่อได้จากไปเสียแล้ว “ท่านตา…. ท่านตาคงไม่ทอดทิ้งข้า”
ถังซูอี๋มีความผิดหวังเล็กน้อย บุตรชายคนโตยังไม่รู้จักความรับผิดชอบสักนิด
ถังซูอี๋เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ช่วยเหลือ จะให้ช่วยเหลือเ้าเช่นไร? จวนโหวของเราก็มิใช่ว่าไม่มีศัตรู เมื่อถึงครานั้น ศัตรูคงจับเ้าข้อหาซ่อนเร้นหลิวปี้ฉิน แล้วกล่าวหาว่าบิดาของเ้าร่วมก่อฏกับหลิวอวี้ซาน บัดนี้บิดาของเ้าจากไปแล้ว ไม่อาจหาพยานมายืนยันได้ เช่นนั้นพวกเราจะแก้ตัวอย่างไร พวกเขากล่าวคำเท็จให้กลายเป็จริงได้ทุกประการ ใส่ร้ายบิดาของเ้าด้วยเื่ที่ไม่เป็ความจริง
บิดาของเ้าออกรบั้แ่อายุสิบห้า ฟาดฟันศัตรูด้วยหอกและง้าวจนนับแผลเป็ไม่ถ้วน ท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงกลางสมรภูมิ ทั้งแผ่นดินต้าเฉียน ผู้ใดเล่าจะมิกล่าวว่า ‘เซียวไฮว่ คือวีรบุรุษ!’ เ้าตรองดูเถิด ด้วยเพราะว่าเ้าให้ที่หลับนอนและให้อาหารแก่หลิวปี้ฉิน จนทำให้บิดาถูกกล่าวหาว่ายักยอกเบี้ยเลี้ยงทหาร เซียวอวี้เฉิน เ้าจะรับผิดชอบเช่นไร!”
วาจาสุดท้ายของถังซูอี๋เป็ดั่งสายฟ้าที่ผ่าลงกลางศีรษะของเซียวอวี้เฉินอย่างรุนแรง สมองของเขาว่างเปล่าไปชั่วขณะ ร่างกายที่เคยเหยียดตรงในยามคุกเข่า บัดนี้กลับทรุดลงทันที
เห็นเช่นนั้น ถังซูอี๋จึงกล่าวต่อ “บัดนี้ เวลาล่วงเลยมาถึงสองปีนับจากวันที่บิดาของเ้าตายจาก ตามธรรมเนียมเ้าควรได้รับสืบทอดตำแหน่งแล้ว ข้าและท่านตาของเ้าได้ทูลเกล้าถวายฎีกาไปหลายครั้งหลายครา แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่ทรงยินยอม เ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
เซียวอวี้เฉินเงยหน้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน
ถังซูอี๋ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา นางก้มลงแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุตรชาย ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เหตุผลมีสองประการ ประการที่หนึ่ง ฮ่องเต้ประสงค์จะยึดอำนาจทหาร เมื่อบิดาของเ้าจากไปแล้ว ตราประจำตำแหน่งแม่ทัพก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน ฮ่องเต้ทรงลองใจข้าและท่านตาเ้าหลายต่อหลายครั้ง ด้วยคิดว่าตราประจำตำแหน่งอยู่ในมือของพวกเรา หากเรามอบตราประจำตำแหน่งกลับคืน พระราชโองการแต่งตั้งให้เ้าสืบทอดบรรดาศักดิ์ก็จะถูกส่งมา แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นตราประจำตำแหน่งนั่นเลยสักครั้ง”
หลังกล่าวจบ ถังซูอี๋ก็ยื่นมือออกไปคว้าคอเสื้อของเซียวอวี้เฉิน ทันใดนั้นแววตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็เ็าและดุดัน ทำให้เซียวอวี้เฉินรู้สึกอึดอัดและอับอาย ทั้งยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เขาไม่เคยเห็นมารดาเป็เช่นนี้มาก่อน นางช่างน่ากลัวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน จนเขาไม่กล้าสบตากับนาง
ในตอนนั้น นางกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ประการที่สองก็คือ เ้า! เ้าคือผู้สืบทอดโหวหย่งหนิงที่ไร้ความสามารถมากเกินไป!”
เซียวอวี้เฉินได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกใ ไม่ยอมรับ และน้อยใจ… บนใบหน้าปรากฏความรู้สึกมากมาย จนถังซูอี๋ไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้ เช่นนั้นนางจึงคลายมือที่กำคอเสื้อของเขาออก ก่อนจะยืดตัวตรงแล้วกดสายตาลงต่ำ
“เ้าคิดว่าฮ่องเต้จะใช้โอกาสนี้เพื่อลดขั้นบรรดาศักดิ์โหวหย่งหนิง เพียงเพราะเ้าให้ที่พักพิงแก่หลินปี้ฉินหรือไม่?
ปู่ของเ้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับฮ่องเต้พระองค์ก่อน ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกว่าจะได้บรรดาศักดิ์โหวหย่งหนิงมา และบิดาของเ้าก็สร้างเกียรติยศและผลงานไว้หนักหนา แม้ตัวจะจากไปแล้ว แต่ชื่อเสียงบารมีก็ยังคงอยู่ เช่นนี้แล้ว เ้าจะปล่อยให้โหวหย่งหนิงต้องพังพินาศลงด้วยน้ำมือของเ้าหรือไร?”
เซียวอวี้เฉินคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความใและสับสน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเื่ราวจะเป็เช่นนี้
ถังซูอี๋เห็นว่าคำพูดของนางเมื่อครู่กระตุ้นจิตใจของบุตรชายได้บ้างแล้ว นางจึงเดินออกจากศาลบรรพบุรุษอย่างไม่รีรอ
ชุ่ยอวิ๋นรออยู่ที่หน้าประตู โดยมีหญิงชราผู้ดูแลศาลบรรพบุรุษยืนห่างออกไปไม่กี่จั้ง ถังซูอี๋เรียกหญิงชราคนนั้นเข้ามาแล้วสั่ง “ปิดประตู ห้ามเปิดประตูหากไม่มีคำสั่งจากข้า”
หญิงชราเหลือบมองเซียวอวี้เฉินที่คุกเข่าอยู่ด้านใน แล้วถามอย่างระมัดระวัง “คุณชายใหญ่จะทานสิ่งใดเล่าเ้าคะ?”
“ให้อด ห้ามนำอาหารใด ๆ เข้าไปหากไม่มีคำสั่งจากข้า”
ความหิวโหยจักทำให้สมองคิดไตร่ตรองได้มากขึ้น ให้เขาได้ใช้สมองรีดน้ำส่วนเกินออกไปบ้างก็ดี
ดื้อนัก ต้องได้รับการสั่งสอน!
ถังซูอี๋เดินจากไป หญิงชราจึงค่อย ๆ ปิดประตูแล้วลงกลอนประตูของศาลบรรพบุรุษ
[1] กระดาษย่อมห่อไฟไว้ไม่อยู่ = ความลับไม่มีในโลก