ตอนที่ ๗
สตรีที่ออกเรือนแล้ว
ในที่สุดวันที่ต้องเดินทางเข้าวังหลวงก็มาถึง จางหรูอี้แต่งกายด้วยอาภรณ์ที่ทางจวนเฉิงอ๋องเป็ผู้จัดเตรียมไว้ให้ ชุดสีชมพูดั่งสีของกลีบดอกเหมยฮวาและเครื่องประดับที่สลักลวดลายมวลผกาและอัญมณีสีแดงถูกแต่งเติมลงบนทรงผมที่เกล้าขึ้นสูงครึ่งศีรษะ
เส้นผมสีดำขลับประดุจน้ำหมึกบนปลายพู่กันดึงให้ใบหน้าโฉมงามนั้นแลดูพริ้มเพราโดดเด่น
มู่ตานช่วยคุณหนูของนางแต่งองค์ทรงเครื่องจนเสร็จสรรพ ก่อนจะประคองร่างสะโอดสะองเดินออกไปส่งที่ประตูหน้าตำหนักเสวียนเย่ เพื่อรอขึ้นรถม้าไปพร้อมกับจ้าวฉางเล่อ
“ไม่เลวเลยนี่ แต่งกายเช่นนี้ค่อยเหมาะสมกับที่ข้าเสียเวลาสรรหาของล้ำค่าพวกนี้มาให้เ้า” บุรุษในชุดผ้าไหมสีแดงเข้มปักด้วยดิ้นทองคำลายวิหคล้อบุปผาเอ่ยขึ้นพร้อมกับสายตาชื่นชม
จางหรูอี้ก้มหน้าลงมองไปยังอาภรณ์ที่ตนสวมใส่อย่างไม่สบายตัวนัก “หม่อมฉันไม่ได้จะเข้าร่วมพิธีคัดเลือกพระชายาเสียหน่อย ไยต้องสวมใส่อาภรณ์และเครื่องประดับที่หนักมากถึงเพียงนี้ อีกอย่างหม่อมฉันเพียง้าพบรัชทายาทเท่านั้น”
“แล้วการที่เ้า้าพบเขาไม่ใช่เพราะลึก ๆ แล้วเ้าเองก็อยากให้เขาเลือกเ้าเป็ชายาหรอกหรือ”
“เื่นั้น...”
“หากเ้าจะมีความคิดเช่นนั้น มันก็ไม่ใช่เื่ผิดอันใด ผู้ใดจะเสียสละไปได้เสียทุกอย่างกันเล่า เ้าจะเห็นแก่ตัวบ้างก็ใช่เื่แปลกอันใด”
นางเกลียดตัวเองยิ่งนักที่ไม่อาจตอบโต้คำถามที่จี้แทงใจดำนี้ได้ เพราะส่วนลึกที่สุดในหัวใจนางก็หวังให้มันเป็เช่นนั้น
“เ้าจะคิดมากไปไยให้ปวดหัว อีกอย่างข้าแค่ไม่้าพาผู้ที่สารรูปดูไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยหรอกนะ เ้าแค่ทำตัวให้ชินกับสิ่งที่ข้ามอบให้ก็พอ รีบไปขึ้นรถม้าได้แล้ว”
...หลังจากรถม้าเคลื่อนตัว เดินทางออกจากตำหนักของเฉิงอ๋องก็กินเวลานานกว่าสองเค่อ (ประมาณ๓๐ นาที) จึงจะเดินทางมาถึงที่หน้าประตูวังหลวง
ครั้นเมื่อถึงจุดหมายสารถีก็ดึงบังเหียนเพื่อให้ม้าหยุด ก่อนจะทำการเจรจากับทหารยามหน้าประตูวัง ผ่านไปเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็สามารถผ่านเข้าไปได้โดยง่าย โดยไม่จำเป็ต้องตรวจตราผู้ที่โดยสารมาในรถม้าเลยด้วยซ้ำ
คงเพราะเป็อภิสิทธิ์ของเฉิงอ๋องกระมัง
กระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวต่อมาอีกไม่นานนัก ทั้งสองก็ได้เดินทางมาถึงลานจอดรถม้า จ้าวฉางเล่อก้าวลงจากรถม้าก่อน จากนั้นก็ไปยืนรออยู่ที่ด้านข้างพร้อมกับยื่นมือออกมารอรับสตรีเอวบางที่เขาพามาด้วย
จางหรูอี้เกิดความลังเลในท่าทีมีน้ำใจของจ้าวฉางเล่ออยู่เล็กน้อย แต่ก็ยอมยื่นมือไปจับฝ่ามือของอีกฝ่าย
“ข้ามีเื่ต้องไปทำก่อน หากเ้าไม่อยากเข้าไปในตำหนักเฟิงหวงก็มารอพบข้าที่นี่ แล้วพวกเราค่อยกลับพร้อมกัน”
“เพคะ” จางหรูอี้ตอบรับคำ
นางยังไม่กล้าเข้าไปเผชิญหน้ากับบรรดาหญิงสาวผู้มาร่วมงาน จึงเลือกที่รออยู่ด้านหน้าทางเข้าเพื่อดักรอพบจ้าวฉางหลินตามวัตถุประสงค์หลักของตน
จ้าวฉางเล่อเข้าใจถึงเจตนาจึงไม่ได้เอ่ยเซ้าซี้ เพียงพยักหน้าแล้วเตรียมจะหันเดินไปอีกทาง
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเท้าออกเดิน ก็ถูกเสียงหนึ่งของสตรีที่กำลังเดินมาจากทิศทางฝั่งตรงข้ามดึงความสนใจไว้เสียก่อน
“จางหรูอี้”
สตรีร่างผอมบางภายใต้อาภรณ์สีเหลืองประดับลวดลายดอกไม้ที่ชายกระโปรงะโเรียก นางเดินคู่มากับสตรีงดงามอีกผู้หนึ่งซึ่งสวมอาภรณ์สีขาวสลับฟ้า
“จางหรูอี้ เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่ แล้วผู้นี้...” เมื่อสตรีในชุดสีเหลืองหันไปเห็นใบหน้าของบุรุษที่ยืนข้างกายผู้ที่ตนเอ่ยรั้งก็เกิดอาการตกตะลึง ก่อนจะดึงสติให้กลับคืนมา
“ทะ...ท่านอ๋อง ถวายพระพรเพคะ” ทั้งสองเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปยืนยอบกายทำความเคารพตามธรรมเนียม
สิ่งที่น่าใคงจะเป็เพราะการที่จางหรูอี้ดูจะสนิทสนมกับอ๋องเ้าสำราญผู้นี้เป็พิเศษ และไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นเขาเข้าร่วมงานในวังหลวงเช่นนี้ได้ เพราะหากไม่เห็นเขาอยู่ที่ตำหนักของตนเองแล้วก็คงจะเป็หอสุรากลางเมืองหลวงเสียส่วนใหญ่
จ้าวฉางเล่อพยักหน้าให้กับหญิงสาวทั้งสองด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะหันมากล่าวกับจางหรูอี้อีกครั้ง
“เช่นนั้นพวกเ้าก็คุยกันไปแล้วกัน”
ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเดินจากไป จางหรูอี้สังเกตุเห็นว่าั์ตาของบุรุษที่เหลือบมองไปยังสตรีชุดฟ้า จากสายตาของคนทั้งคู่ที่มองสบตากัน นางรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายตาคู่นั้นซึ่งมันอธิบายไม่ได้
“จางหรูอี้เ้ามาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเ้าถูกบิดาสั่งห้ามไม่ให้เข้าวังหลวงหรอกหรือ แล้วยังเมื่อครู่นี้อีก เหตุใดเ้าจึงอยู่กับเฉิงอ๋องเ้าสำราญผู้นั้นได้กันล่ะ” หญิงสาวชุดเหลืองโพล่งคำถามเสียงดังขึ้นดึงสติจางหรูอี้
ทว่าเพราะคำพูดที่ไม่ยั้งคิดของนางกลับทำให้หญิงสาวในชุดสีฟ้าที่มาด้วยกันถึงกับต้องดึงชายอาภรณ์นางเพื่อเป็การตักเตือน
“ทำไมล่ะ ในต้าฉีมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเฉิงอ๋องก็คือเชื้อพระวงศ์ที่ไม่เอาไหนที่สุด”
“หลี่อิง เ้าพูดมากไปแล้ว”
สตรีผู้เอ่ยห้ามปรามอยู่นี้ก็คือ ลู่หย่งหนิง บุตรสาวของเสนาบดีฝ่ายขวาซึ่งมีนามว่าลู่ชิงเหยา
สำหรับจางหรูอี้แล้ว นางถือได้ว่าเป็สหายที่ตนสนิทมากที่สุดในบรรดาบุตรขุนนางรุ่นราวคราวเดียวกัน นั่นเพราะพวกนางรู้จักกันมาั้แ่ยังเยาว์
อีกทั้งลู่หย่งหนิงยังเป็ผู้ที่คอยช่วยเหลือ และเป็ที่พึ่งพิงในยามที่เดือดร้อน รวมถึงยังคอยให้คำปรึกษาในเพลาที่ทุกข์ใจ จางหรูอี้จึงได้รักและไว้ใจนางอย่างยิ่ง
ส่วนผู้ที่สวมอาภรณ์สีเหลืองซึ่งใช้ฝีปากจาบจ้วงเชื้อพระวงศ์อยู่เมื่อครู่นี้ก็คือ ชางหลี่อิง นางเป็สหายอีกคนที่คอยตามเกาะติดลู่หย่งหนิงราวกับปลิง
สาเหตุคงมาจากฐานะทางต้นตระกูลของนางเป็เพียงขุนนางขั้นต่ำ นางจึงต้องอาศัยการตีสนิทกับสกุลลู่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี หวังหนุนให้ตำแหน่งของบิดาก้าวะโขึ้นไป
“นางพูดถูกแล้วล่ะ ข้าไม่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมงานครั้งนี้จริง ๆ ส่วนเฉิงอ๋อง...เอาเป็ว่าเื่มันยาวนะ” จางหรูอี้ตอบกลับโดยไร้ความขุ่นเคือง นั่นเพราะนางรู้จักนิสัยของชางหลี่อิงเป็อย่างดีเลยไม่คิดจะถือสา
“เมื่อรู้เช่นนี้แล้วยังจะมาทำไม” ชางหลี่อิงยังคงเอ่ยกิริยาดูแคลน แต่ครานี้นางกล่าวด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะเป็เสียงกระซิบ เนื่องจากเกรงสายตาลู่หย่งหนิง
ชางหลี่อิงมักแสดงท่าทางไม่ชอบจางหรูอี้ออกมาโดยตรงเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร สาเหตุน่าจะมาจากการที่นางรู้สึกอิจฉาที่ลู่หย่งหนิงให้ความสำคัญกับจางหรูอี้มากกว่า ทั้งที่ฐานะด้อยกว่านางทุกประการ
ลู่หย่งหนิงส่งสายตาดุ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “เ้าไม่เห็นหรือว่านางมากับผู้ใด ท่านอ๋องพานางมาด้วย นั่นก็หมายความว่านางย่อมเป็แขกสำคัญของท่านอ๋อง”
“ก็นั่นแหลาะที่มันแปลก จู่ ๆ ทำไมเ้าจึงมาอยู่กับเฉิงอ๋องได้ เ้าก็รู้มิใช่หรือว่าท่านอ๋องกับรัชทายาทไม่ลงรอยกัน อีกอย่างเ้ากับรัชทายาทก็เป็...” ชางหลี่อิงแสดงสีหน้าครุ่นคิด พูดจาเรื่อยเปื่อยแต่ก็ต้องหยุดพูดกลางคันเมื่อหันไปเห็นสีของผู้ที่นางติดตาม
พวกนางต่างล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับจ้าวฉางหลินเป็อย่างดี
“หลี่อิง หยุดพูดจาเหลวไหลได้แล้ว” ลู่หย่งหนิง กล่าวเสียงแข็ง แลดูจะโมโหมากกว่าเมื่อครู่นี้หลายเท่า ก่อนนางจะก็หันกลับมากุมมือของจางหรูอี้
“อย่าใส่ใจคำพูดของนางเลย พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
“อย่าเลย ข้ารออยู่ข้างนอกนี้จะดีกว่า”
“ถูกต้อง คนเช่นเ้าแม้แต่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังไม่คู่ควร”
น้ำเสียงแหลมเล็กที่กล่าวถ้อยคำดูิ่ดังขึ้นจากทางด้านหลังของลู่หย่งหนิงและชางหลี่อิง ดึงความสนใจของหญิงสาวทั้งสามให้หันกลับไปมอง
หญิงสาวผู้สวมอาภรณ์สีแดงเพลิงดูโดดเด่น ส่งให้ใบหน้าขาวของจางหรูหรันสว่างขึ้นหลายเท่านัก อีกทั้งริมฝีปากที่แต้มชาดสีแดงเข้มแบะลงยามเมื่อมองพี่สาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ในขณะที่ก้าวเดินตรงเข้ามากิริยาที่แสดงออกก็ดูจะเย่อหยิ่ง ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยอาการวางท่าข่มผู้อื่น
“ผู้ที่ออกเรือนแล้วเช่นเ้าไยจึงกล้ามาที่นี่ หรือว่าเ้ามาตามหาขันทีเว่ยอย่างนั้นหรือ ข้าเข้าใจถูกหรือไม่เล่า ฮูหยินเว่ย” ใบหน้าร้ายกาจฉายรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้จางหรูอี้รู้สึกขยะแขยง
“ถ้าอย่างนั้น ข่าวลือที่ว่ามีขุนนางส่งบุตรสาวไปแต่งงานกับขันทีก็คือเ้าเองหรอกหรือ” ชางหลี่อิงโพล่งเสียงดังขึ้นมา พลางหันเหสายสายจากจางหรูหรันไปยังจางหรูอี้ พร้อมกับยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากตัวเองเอาไว้
“คุณหนูรองจาง ถึงอย่างไรนางก็เป็พี่สาวเ้า จะพูดอันใดก็ควรให้เกียรตินางบ้าง” ลู่หย่งหนิงก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อออกตัวตำหนิจางหรูหรันไปพร้อมกับปกป้องผู้เป็สหาย
“เหอะ! ลู่หย่งหนิง เ้าอย่าได้ทำตัวสูงส่งไปหน่อยเลย ตัวเ้าเองมันก็ไม่ได้ต่างไปจากข้าเสียเท่าไหร่ เลิกเสแสร้งเสียที” จางหรูหรันสะบัดใบหน้าใส่ หัวเรอะเยอะอยู่ในลำคอ ก่อนจะกล่าวต่อ
“แล้วสิ่งที่ข้าพูดมีอันใดไม่จริงบ้าง สตรีออกเรือนแล้วเช่นนางยังจะกล้ามาเสนอหน้าที่นี่อีก ช่างไม่เจียมตัว” นางเจตนาเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีกถึงแปดส่วนเพื่อประจานให้ผู้ที่อยู่ในที่นี่ได้ยินโดยทั่วกัน
“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือ”
“นั่นนะสิ”
เหล่าสตรีที่เข้าร่วมงานพิธีในครั้งนี้ เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายต่างก็ชะเง้อคอตามที่มาของต้นเสียงนั้นด้วยความอยากรู้อย่างเห็น
“ข้าไม่เต็มใจแต่งกับเว่ยกงกง” จางหรูอี้เดินแทรกกลางออกมาจากทางด้านหลังของสหายทั้งสองพร้อมกับกล่าวขึ้นอย่างหนักแน่น
“นั่นมันเป็เพราะแผนสกปรกของเ้ากับฟู่เหนียนชิงต่างหาก”
“ถึงเ้าจะพูดแก้ตัวอย่างไรก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงไปได้ เ้านั่งเกี้ยวเ้าสาวแต่งเข้าสกุลเว่ยไปแล้ว จะเต็มใจหรือไม่ เื่นี้มันก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” จางหรูหรันยังคงยืดคอกล่าวตอกย้ำ
คำกล่าวของนางยิ่งดึงความใคร่รู้ให้กับบรรดาเหล่าหญิงสาว หลายคนถึงกับกระชับวงล้อมเข้าหากลุ่มคนที่โต้เถียงกันอยู่อย่างสนอกสนใจ
“จางหรูอี้ เ้ามาที่นี่เพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่ หรือเ้าคิดจะมาออดอ้อนแก้ตัวกับรัชทายาท ขอให้พระองค์เลือกเ้าเป็ชายาอย่างนั้นรึ เื่ที่ผิดต่อขนบธรรมเนียมก็ยังกล้าทำ เช่นนี้ก็เท่ากับเ้าไม่ไว้หน้าฮองเฮาเลย”
ถ้อยคำที่จางหรูหรันกล่าวแต่ละคำล้วนทำให้ชื่อเสียงของผู้เป็พี่สาวมัวหมองและต้องอับอาย
“เื่จริงหรือนี่ นางกล้าทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไรกัน”
“น่ารังเกียจสิ้นดี”
ผู้คนต่างเข้ามาร่วมมุงดู บ้างก็ซุบซิบนินทาพากันวิพากวิจารณ์ บ้างก็แสดงกิริยาอาการรังเกียจเดียดฉันท์
“พวกเ้ากำลังพูดเื่ไร้สาระอันใดกัน” เสียงเข้มตวาดแทรกขึ้นระหว่างการโต้เถียง
เหล่าหญิงสาวเมื่อเห็นบุรุษสูงสง่าเดินตีคู่มากับฮองเฮาต่างก็พากันลนลาน เปลี่ยนกิริยาอาการเป็สงบเสงี่ยมโดยพลัน ยิ่งเมื่อได้เห็นสีพักตร์ของรัชทายาทเคร่งขรึมเพราะแรงโทสะปานนั้น พวกนางก็พากันมุดหน้าลงกันอย่างพร้อมเพรียง
“ถวายพระพรเพคะฮองเฮา รัชทายาท” เหล่าหญิงสาวยอบกายอ่อนน้อมต่อสตรีที่สวมมงกุฎหงส์ที่ทำด้วยทองคำในชุดสีแดงเข้ม และบุรุษผู้สวมอาภรณ์ตัวนอกสีคราม
“ฮองเฮาเพคะ จางหรูอี้บังอาจเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอฮองเฮาได้โปรดลงโทษนางให้รู้จักหลาบจำด้วยเพคะ” จางหรูหรันเดินสะบัดสะบิ้งเข้าไปเกาะแขนสตรีที่มีอายุรุ่นราวใกล้เคียงกับมารดา พร้อมด้วยการจีบปากกล่าวฟ้อง
สตรีสูงศักดิ์ผู้สวมอาภรณ์ลายหงส์คือหลัวฮองเฮา หรือนามเต็มคือ ฟู่ม่านหลัว น้องสาวของฟู่เหนียนชิง มารดาเลี้ยงของจางหรูอี้
นางเป็สตรีที่งดงามทั้งรูปลักษณ์และฐานะและมีต้นตระกูลอันสูงส่ง แม้จะไม่ใช่สตรีผู้หัวใจของฝ่าบาท แต่ก็นับว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็มารดาของแผ่นดิน ฉะนั้นฮ่องเต้หนิงหลงจึงให้ความสำคัญต่อนางมากเป็พิเศษ
“เอาล่ะ! เอาล่ะ! ข้ารู้แล้ว” หลัวฮองเฮาเอ่ยเสียงละมุนละไม นางมักจะกล่าวกับจางหรูหรันด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยนอยู่เสมอ กลับกันหากเป็จางหรูอี้แล้ว น้ำเสียงของนางจะเปลี่ยนมาเป็แข็งกร้าวขึ้นในทันที
“จางหรูอี้ เห็นแก่ความสัมพันธ์ในครอบครัว ข้าจะไม่สั่งลงโทษเ้า แต่หากเ้ายังเอาแต่ก่อความวุ่นวาย ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายกับเ้าก็แล้วกัน”