ยูฮุ้ยหลิงที่ได้ยินการปฏิเสธอย่างไม่แยแสของยูหมิงเธอถึงกับผงะและมองไปยังชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
ปฏิเสธ !
นี่เขาปฏิเสธเธอ !
ในตอนนี้เธอรู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้ช่างแตกต่างจากผู้ชายคนอื่นๆที่เธอเคยเจอมาคนอื่นๆเมื่อได้มาเจอเธอหรือได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองก็มักจะหาโอกาสทําเวลาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ทั้งนี้ใบหน้าของคนพวกนั้นที่อยู่กับเธอยังมีความสุขแสดงให้เห็น
อย่างไรก็ตามผู้ชายคนนี้กลับไม่แสดงอะไรออกมาเลยนอกจากความรู้สึกที่เบื่อหน่ายบนใบหน้า
ช่างแตกต่างกันซะจริง !
“ ลองคิดดูอีกทีก่อนสิถ้านายไม่ช่วยฉันครั้งนี้จะต้องมีผู้คนที่ไม่รู้เรื่องตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดนะ’’ ยูฮุ้ยหลิงสูดหายใจเข้าและพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนกว่าเดิมตอนนี้เธอรู้ดีแล้วว่าชายคนนี้ไม่ใช่พวกชอบหื่นกระหายไปวันๆ ดังนั้นเธอก็ไม่จําเป็นที่จะต้องคงความเย็นชาหรือท่าทางแข็งกระด้างเอาไว้
หลังจากที่ยูฮุ้ยหลิงยกเรื่องของผู้คนที่ไม่รู้เรื่องมาพูดยูหมิงก็รู้สึกตะหงิดๆไม่ใช่น้อยเขาหันกลับมาและมองหน้าเธอก่อนจะพูดด้วยท่าทางเบื่อหน่าย “ เรื่องนั้นมันก็เป็นน่าที่ของพวกตํารวจอย่างคุณไม่ใช่รึไง? ผมเป็นแค่ประชาชนจะไปทําอะไรได้ ? ถ้าหากผู้คนไม่รู้เรื่องตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดนั่นก็ต้องโทษพวกตํารวจที่ทําหน้าที่ไม่ดีอย่างคุณแล้วล่ะ! ’’ ในสายตาของเขาเธอคนนี้ช่างไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลยถ้าหากเขาอยากช่วยก็คงจะช่วยไปแล้ว แต่เธอกลับมาขอร้องดื้อดึงจะให้เขาช่วยให้ได้
เฮ้อ…
“ นาย…’’ ยูฮุ้ยหลิงรู้สึกเหมือนถูกตอกหน้าเข้าอย่างจังเรื่องที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่ผิดแม้แต่น้อยเพราะอีกฝ่ายเป็นแค่ประชาชนจะไปทําอะไรได้อีกอย่างเรื่องพวกนี้มันก็เป็นหน้าที่ของพวกตํารวจเขาไม่ใช่ตํารวจซักหน่อยถึงได้ต้องมีความจําเป็นเข้ามาช่วยเหลือเธอในหน้าที่ของเธอดังนั้นถ้าครั้งนี้มีผู้ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดจริงๆก็คงต้องโทษพวกตํารวจอย่างเธอแล้วล่ะ
“ เฮ้อเอาเถอะผมจะแนะนําวิธีดีๆให้กับคุณแล้วกันง่ายๆเลยนะไอ้แก๊งค์เสือป่าอะไรนั่นคุณก็แค่เข้าไปจับมันซึ่งๆหน้าก็พอแล้วส่วนเรื่องหลักฐานถ้าไม่มีก็แค่สร้างมันขึ้นมาใครหน้าไหนที่ไม่ยอมเปิดปากพูดคุณก็แค่ทรมานเค้นให้มันพูดมันออกมาเท่านี้คุณก็จะได้รับหลักฐานมัดตัวและสามารถจับพวกมันไปได้อย่างง่ายๆแล้ว’’ ยูหมิงถอนหายใจออกมาก่อนจะแนะนําวิธีดีๆให้ยูฮุ้ยหลิงฟังอย่างน้อยอีกฝ่ายก็มีแซ่ยูเหมือนกันกับเขา ดังนั้นเขาก็ควรช่วยเหลือเธอนิดหน่อยพอ
“ … ’’ ยูฮุ้ยหลิงที่ได้ยินก็ต้องเงียบกริบและครุ่นคิดอีกครั้งวิธีที่ชายหนุ่มตรงหน้าเธอให้มามันอาจใช้ได้ผลจริงแต่นั่นเป็นวิธีที่รุนแรงเกินไปและยังเสี่ยงมากอีกด้วยเพราะถ้าเกิดเจอคนที่ปากแข็งมากพอและไม่คิดจะทรยศกับพวกตัวเองนั่นอาจจะไม่ได้อะไรเลยก็ได้แถมถ้าเรื่องนี้หลุดออกไปเธออาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกใช้ความรุนแรงก็ได้
ทางด้านยูหมิงก็ลุกขึ้นยืนเดินไปจ่ายเงินค่านํ้าชาและออกจากร้านไปเขาได้แนะนําวิธีดีๆไปแล้ว อีกฝ่ายจะทําตามนั้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเธอแล้วล่ะเพราะเขาไม่ต้องการเข้าไปยุ่งอะไรที่ไม่อยากจะยุ่งให้เสียเวลายิ่งไม่ได้ค่าตอบแทนอะไรด้วยแล้วมันยิ่งแล้วใหญ่เลย
หลังจากที่ยูหมิงออกจากร้านไปยูฮุ้ยหลิงที่กําลังครุ่นคิดอยู่ก็รู้สึกตัวว่าเธอถูกปล่อยทิ้งเอาไว้ “ เขามันบ้า ! ‘’ เธอมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างเปล่าของยูหมิงและพึมพําออกมาก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินไปจ่ายเงินพร้อมกับออกจากร้านไป
…
ร้านลุงซินภายในร้านมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกําลังยืนอยู่ด้วยท่าทางเคร่งขึมเหลียงเย่มองไปยังรอบๆร้านด้วยความประหลาดใจเพราะเขาไม่เข้าใจว่าเสวียนเหยินมันพาเขาและคนอื่นๆมาที่นี่ทําไมเพราะนี่มันก็แค่ร้านเสื้อผ้าธรรมดาที่กําลังจะปิดร้าน
“ ไม่ทราบว่าพวกคุณกําลังมองหาอะไรอยู่เหรอครับ? ’’ ซินเจียงถามคนทั้งสามที่ยืนนิ่งเฉยด้วยความรู้สึกตื่นตะหนกเขารู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆเพราะอีกฝ่ายมันยังกับนังเลงที่เตรียมจะมาพังร้านของเขาเลยน่ะสิ
“ ซินเสวี่ยอยู่ไหน? ’’ เสวียนเหยินไม่ตอบคําถามแต่กลับถามออกไปแทน
“ คุณถามหาหลานสาวของผมทําไมรึ? ’’ ซินเจียงขมวดคิ้วด้วยความเป็นกังวลการที่นักเลงกลุ่มนี้ถามถึงหลานสาวของเขานั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
“ แกแค่ตอบมา! ’’ เสวียนเหยินจ้องหน้าซินเจียงและพูดด้วยนํ้าเสียงข่มขู่ออกไป
“ ไอ้แก่รีบตอบมาได้แล้วอย่าทําให้บอสของฉันเสียเวลา! ’’ ฉินเลี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปข่มขู่ซินเจียงใกล้ๆเช่นกัน
“ พวกนายเป็นใคร? ’’ เสียงๆหนึ่งดังออกมาจากข้างหลังร้าน ก่อนจะตามมาด้วยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินออกมา
ซินเสวี่ยมองดูกลุ่มคนตรงหน้าและขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเพราะเธอไม่รู้จักคนกลุ่มนี้และไม่รู้อีกด้วยว่าคนกลุ่มนี้มาที่นี่ทําไม
“ เธอแค่บอกมาว่าฉันจะตามหาคนในรูปนี้ได้ที่ไหน? ’’ เสวียนเหยินนํารูปใบหนึ่งออกมา
‘ ยะ...ยูหมิง! ’ นัยน์ตาซินเสวี่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจเธอตกใจที่คนในรูปเป็นคนที่เธอรู้จัก
ในความคิดของเธอนี่ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆที่คนกลุ่มนี้ออกมาตามหายูหมิง
“ ไม่ !ฉันไม่รู้จักเขา ! ’’ ซินเสวี่ยส่ายหัวเธอจะไม่บอกคนพวกนี้แน่ๆว่าเธอรู้จักยูหมิง
“ หึ !อย่าบอกว่าเธอไม่รู้จักเขา เพราะฉันรู้มาว่าเธอรู้จักเขาทางที่ดีรีบๆบอกมาซะจะดีกว่า ไม่งั้นฉันจะจับเธอไปให้นายน้อยฉียู่เสิน ! ’’เสวียนเหยินแค่นเสียงเย้ยหยันออกมา ผู้หญิงตรงหน้าเขาช่างโง่เขลานักการที่เขามาตามหาคนในรูปที่นี่ก็หมายความว่าเขารู้อยู่แล้วยังไงล่ะว่าจะต้องเป็นเธอที่รู้จักมันไม่งั้นแล้วเขาจะมาที่นี่ทําไม ?
“ … ’’ ซินเจียงก็ไม่รู้ว่าจะแก้สถานการณ์ในตอนนี้อย่างไรดีเพราะเขาเองก็เห็นรูปยูหมิงเช่นกัน
ในขณะที่ทุกคนต่างหยุดนิ่งคิดไม่ตกว่าจะทําอย่างไรเวลานั้นเองยูหมิงก็เดินเข้ามาในร้านก่อนจะเดินผ่านกลุ่มของเสวียนเหยินไป “ ลุงซินผมมาตามที่คุณนัดแล้วว่ามาเถอะจะให้ผมสวมชุดอะไรดี ’’ เขามองไปที่ลุงซินด้วยความประหลาดใจเพราะอีกฝ่ายกําลังมองเขาและเหงื่อตกอยู่
“ กะ...แก! ’’ ฉินเลี่ยที่ได้เห็นใบหน้าของชายหนุ่มตรงหน้าก็สามารถจดจําได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เป็นมันนั่นเอง !
“ พี่ใหญ่ฉินหรือว่าจะเป็นมันที่อัดพี่จนมีสภาพเละแบบนี้? ’’ ซ่งหมินสังเกตเห็นถึงความโกรธเกรี้ยวของฉินเลี่ยจึงได้ถามออกมา
“ ใช่ !เป็นมัน ! ’’ ฉินเลี่ยกัดฟันพูดออกไปด้วยความอับอายเล็กน้อย เขาไม่ค่อยอยากจะยอมรับซักเท่าไหร่ว่าเขาได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้มา
เสวียนเหยินและเหลียงเย่เองก็ประหลาดใจไม่ใช่น้อยที่ได้ยินว่าคนที่เอาชนะฉินเลี่ยได้เป็นชายหนุ่มตรงหน้าโดยเฉพาะเหลียงเย่นั้นตกตะลึงจริงๆที่อีกฝ่ายเป็นคนที่เขาต้องตอบแทนบุญคุณและนึกไม่ถึงอีกด้วยว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจจนสามารถเอาชนะฉินเลี่ยได้ง่ายๆ
เพราะดูจากสภาพที่ยังอยู่ดีของอีกฝ่ายแล้วเหลียงเย่สามารถบอกได้เลยว่าฉินเลี่ยคงต้องพ่ายแพ้ในไม่กี่กระบวนท่าแน่ !
“ พวกคุณเองก็มาถ่ายแบบเหมือนกันเหรอ? ’’ ในเมื่อทุกๆคนต่างเงียบกริบ ยูหมิงจึงรู้สึกช่วยไม่ได้ที่จะหันไปทางกลุ่มของเสวียนเหยินและยิ้มถามจางๆถึงแม้เขาจะประหลาดใจที่ได้เห็นฉินเลี่ยก็ตาม !