พอได้วัตถุล้ำค่าชิ้นนั้นแล้ว สองเด็กชายไม่วายปะทะคารมกันอีกรอบ
เมื่อนำมาถึงยังหน้ากระท่อม สหายยังลังเลพะวงหวั่น
“เอาเห้อ ฤาษีไศลเบิ่งก่อน”
บักแปเอ่ยแนะจำเป็ต้องผ่านพิจารณา จากผู้ทรงภูมิ
ลายสือเก็บแหวนไว้ในขอดขมวดปม ตรงชายเสื้อเพื่อลดหรี่ทำให้อับแสง
“มึงคึดซั่นติ”
สหายวัยเดียวผงกหัวหวาดลึก ๆ
“กูผะว่า คึเป้าหนิละเบ่อ”
มันยกเปรียบเทียบถึงภูติเป้า สื่อสิ่งจำพวกชอบกินของสด ๆ
เช่น กบ เขียด ไก่ ปลา อันไม่ผ่านการปรุงแต่งใด
คราวเสียชีวิตลง จึงมักมีความเชื่อว่าคน ๆ นั้น จะกลายเป็ผีเป้าเฝ้าทุ่ง
รวมถึงผู้ที่เคยเรียนเวทมนต์ ผ่านการใช้ว่านแรงชนิดหนึ่ง
นำมาประกอบในพิธีกรรมเรียก ว่าว่านเืหรือว่านเป้า
เมื่อไม่สามารถควบคุมอาคมได้ ก็จะกลายเป็ผีเป้าเฝ้าป่าเหมือนกัน
ความเชื่อตามครรลองประเพณีเก่าแก่ ซึ่งเคารพในแถนพญาฟ้าคุ้มกระหม่อม
“เว้าไปหลาย บ่ปานนั่นดอก”
ตรองคิดสักครู่จะให้อดทนรอพิสูจน์ คงไม่ไหวด้วยของที่ได้มา
เจตนามันจะมอบวงแหวนล้ำค่านี้ให้กับมารดาจึงบอกปัด
“ได่ถือมานำแล้ว สิเอาไปฝากแม่อยู่เฮือน”
เลยถูกบักแปตราหน้า“ผิเลอ กะแม่เนาะมึง!”คำพูดเชิงประชด
ซึ่งเห็นทุกอย่างต้องนึกถึงบุพการีก่อนเป็อย่างแรก
“กูหลูโตนเพิ่น ลำบากคานกระบุงเลาะโท่ง”
เผยความตั้งใจอีกอย่าง“ผันเป็เบี้ยได่ คึสิดี”
ขบวนคิด อ่าน อันวาดไว้เกินตัวถึงวัวคู่เทียมเกวียน มันอยากให้แม่ได้มีนั่งสบาย
ไม่ต้องแบกหาบกระบุงเกลือหนัก ๆ อีกต่อไป
พลอยทำให้บักแปใจอ่อน เพราะมีพ่อแม่ครบพร้อมคอยเกื้อกูลสร้างฐานะ
แต่สำหรับบักลายสือกำพร้าพ่อ ชีวิตมีนางคำปงแม่ผู้เดียว
“อีเกิ้งเทิงหัวแล้ว บาดหนิกูเมือก่อน”
รีบร้อนบักแปลืมคืน รองเท้าหนังเดินคีบหน้าตาเฉย
ด้านลายสือมุดตัว ผ่านฝาช่องประตูกระท่อมเรือน
“ไปกะเลอมา?”
อดหลับอดนอนคอยลูก จนกว่าจะกลับนางคำปงทักขึ้น
“ฮ่ำเฮียนแล้ว กะล่องเล่นกับหมู่”
พยายามทำตัวปกติปรี่รีบเอนนอนราบ ยังอีกมุมห้องโล่ง มีแผงฝักข้าวโพดแห้งตากเรียงบัง
“แม่หมกมันไว้ อยากบ่”
คงเดิมเสมอกับการหาของมาเสริมบำรุงร่างกายแก่บุตร หิวเมื่อไรมีไว้ตลอด
ฉับพลันชั่งใจพรวดพราด ลายสือดีดตัวลุกจากที่นอน
“เบิ่งแหน่ แม่”
จัดแจงแก้ปมขมวดงัดเอาออกมา บังเกิดสว่างโชติ่สาดกระทบตา
“โฮะ!”คำปงนั่งใกล้กองขี้เถ้าตะกอนไฟ
เผลออุทานกับปรากฏการณ์ นางหดตัวสั่นถอยผงะ
เด็กชายเห็นอาการ ทิ้งแหวนร่วงลงพื้นขยับประคอง
“เฒ่าแม่”
คำปงนางไม่ได้สะท้านแสบร้อน จากวงรัศมีของวัตถุมงคลแต่อย่างไร
เพียงใมิทันตั้งตัวต่างหาก“ได่มาจากกะเลอ”ระส่ำถามถึงที่มา
“บ่ได่ลักเผอดอก”
รีบบอก“ผู้ข้าพ้อในโพนจอมปลวกฮ้างตั๊ว”
“เมี้ยนฝังเองกับมือ พ้อมบาดหนิคึอยู่กับลูกกูน้อ”
โวยวายนางคลายประโยคอัดอั้น เมื่อเห็นชัดถึงปาฏิหาริย์สำแดง
“ขมาเด้อ”
ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอันใด ทำให้มารดาตีอกชกตัวพร่ำลม ๆ แล้ง ๆ
ชายซิ่นถูกใช้ปาดซับมวลน้ำตา ที่หลั่งสะอึกสะอื้น
“เอาเถิน คั่นเม็ดไว้บ่อยู่ สิอ้าเห้อฮู้”
นางหยิบแหวนคืนเ้าของเดิม เมื่อเก็บความลับไม่อยู่
คงต้องเล่าเปิดเผยให้รู้กันไปเลย ประวัติอันลึกลับ
“แหวนนี่เจ่ากำแน่น คราวแม่ออกลูก”
ย้อนระลึกถึงความอเนจอนาถ ขั้นใช้โพรงดินหลบคลอดลูก กลางสถูปร้าง
สายสะดือถูกกัดด้วยคมฟันมารดา จนขาดก่อนตัดสินฝังรกกับวัตถุล้ำค่า
ซึ่งนางเองได้รู้ว่าแถนประทาน ั้แ่ทารกอุบัติในครรภ์
เนื่องคิดไปสารพัดเกรงถูกกล่าวหาเหนือธรรมชาติ
กับบุตรทั้งที่ยังไม่ลืมตาดูโลกยังถูกพิพากษาปลิดชีพ
ขยาดระแวงภัยไล่ตามทัน จึงซ่อนทุกอย่างภายในหลุมปริศนาดั่งเดิม
“เว้าสู่ผู้ข้า ฟังสา”
คำจากบักลายสือ ขอให้แม่เล่าต่อให้จบ
้ต้องไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ หากไม่ประสบกับตัวคำปงข่มกลั้น
“สรวงสางได๋น้อ สาปแซ่ง”
นางดึงเอาบุตรมากอด“พ่อฆ่าลูก”
น้ำตาซึมอีกรอบ“ลูกฆ่าพ่อ”ทวนย้ำกลับไปกลับมาอย่างรันทด
ลายสือปล่อยให้มารดาระบายพรั่งพรู สารภาพเื่ราวพื้นภูมิ
จนกระจ่างชาติกำเนิดตัวเอง อันมันจำต้องปกปิดเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยเช่นกัน
...แว่วเสียงนกไก่ฟ้าขันยามเช้าตรู่ ภายในกระโจมเพิงหมาแหงน
หม้อดินเผาทรงแอ่งแบน กำลังต้มกลั่นน้ำเค็ม ด้านล่างเป็ช่องยัดฟืนเร่งไฟ
สองแรงแข็งขันช่วยกัน ตักเกล็ดเกลือออกมาใส่กระบุง
กลุ่มควันละอองลอย บนภาชนะสานถักหลายใบ ขาวโพลนละลาน
“งวดหนิ คึสีไคแหน่”
น้ำเสียงมีความหวัง สายตากวาดมองปริมาณที่ได้
ข้างนอกซุ้มเกวียนจอดรอ เสียงบักแปเรียกเร่ง
“แล้วละเบ่อ!”
นางคำปงะโร้องบอกออกมา
“แล้ว ๆ”
ส่วนลายสือทยอยขนมาวางบนลำเกวียน
“อึบ!”
อุไรเดินตรวจนับกระบุงที่บรรทุกจะเอาไปขายรวมกันทั้งหมด
“ป๊าด ๆ เข้าท่า”
หัวแท่นนั่งเป็นายผารงคุมขับบังคับเชือก วัวคู่ลากเกวียนแข็งแรงพร้อมสมบุกสมบัน
“ฮิได่ญ่างเด้อ บาดหนิ”
ครบรอบต้องขนส่งให้แก่พ่อค้าเกลือเ้าประจำ
ผู้รับซื้อรายใหญ่ในแหล่งเขต*ท่าตูม
อาศัยพึ่งพาฝากกระบุงเกลือไปขาย กับนายผารงมาตลอด
“กูไป บ่โดนดอก”บักแปโบกมือะโสั่งเพื่อน
ตัวมันติดเกวียนไปกับพ่อแม่ ระยะเดินทางต้องพักค้างคืนหลายวัน
ลายสือรับปาก“เออ ๆ”ยืนแลสหายจนลับตา
“ได่เบี้ยมา ผู้ข้าสิแลกเอางัว”
ประโยคลูกชายเคยพูดไว้ คำปงรอเวลาสมทบทุน
เสร็จงานนางปลีกเข้าในเรือน ค้นหีบเปลือกหอยกับลูกปัดที่รวบรวม
พอเปิดจึงยิ้มออก คงอีกไม่นานได้มีวัวสักตัวมาเลี้ยง
ปีนี้ลูกชาย ร่างกายสัดส่วนสูงใหญ่เข้าสู่วัยเติบโต สมกับนางใส่ใจดูแล
จากนั้นจึงเก็บทุกอย่างไว้ในหีบกล่องเหมือนเดิม
พ้นบานประตูมองหา เห็นเดินคาดสะพายอุปกรณ์พร้อม
“สิไปเลอน้อ ลายสือเอ้ย”
ว่างเป็ไม่ได้ต้องมีสิ่งทำ“ลงห้วยกู้อีจู้ก่อนแม่”
จังหวะนางบอกแวะต้นกระบก ตรงวางกับดักไว้
“เบิ่งห้าง เห้อแหน่เด้อ”
“ได่ ๆ”รู้ความลายสือก้าวเดินลัดเลาะ
ถึงโคนต้นไม้ใหญ่ สำรวจบ่วงได้กระรอกติดแทนตัวค้างบ่างกลางคืน
สังเกตเห็นหน้าท้องพอง คล้ายมีกระเปาะนูน
เหลือบซ้ายแลขวาจึงงัดค้านไม้ดีดปล่อยเป็อิสระ
“ฮิออกลูกออกหลาน มาหลาย ๆ เด้อ”
จิตเมตตาส่วนหนึ่ง อีกมุมคิดหากจับกินหมดในวันนี้ อาจไม่มีโอกาสขยับขยายเพิ่มจำนวน
มุ่งไปทางหนองบึง ใช้ด้ามไม้ปลายแหลมขุดร่องแนวน้ำไหล
งัดอุปกรณ์ไผ่ขึ้นรูปทรงรียาว ลักษณะกลวงโพรง
จัดแจงเปิดฝาเทปลาหลากชนิด เข้าปากข้องจนเต็ม
...ควบมืดค่ำอาศรมชีวาจุดไขมันสัตว์ ล่อเปลวตะเกียงเรียงรายชะเง้อ
“คึมา เอาปานนี่?”
ฤาษีไศลนั่งสมาธินับลูกประคำ เอ่ยถามไถ่เมื่อเห็นหน้า
หากช้ากว่านี้ คงพ้นยามพฤหัสข้างขึ้นฤกษ์งามยามดี
“ข้าน้อยซ่วนเวียกแม่ ขัดกะแตะฝาเฮือนเปลี่ยนมุงหลังคาเลย*เญิ้น”
กวักเรียกลูกศิษย์“อย่าฮ่ำฮี ฮ่ำไฮ”กางใบลานคำภีร์
เด็กชายหมอบวางถาดขันธ์ห้า ที่ลงมือแต่งจัดเองก้มกราบ
เริ่มจากบทบูชาพระรัตนตรัย ถัดมาเป็ตั้งนะโมสามจบ
สวดชุมนุมเทวดาจนครบขบวน ท้ายท่องสูตรสัมฤทธิ์ผล
อีกอธิษฐานตั้งจิตน้อมปวารณา แน่วแน่มั่นคง
“ต่อแต่นี่ แวดป้องฮักสา”
ผ้าขาวรองวาง ปฐมจารย์กล่าวกำกับคำเตือนให้ระวัง
เพราะการร่ำเรียนวิทยาอาคม ย่อมเคร่งครัดควรปฏิบัติรักษาเป็อย่างดี
“ผู้ข้าสิสังวร”
น้อมระลึกขานรับเอา ถือว่าบริบูรณ์ถ้วน โดยนำขันธ์ขึ้นหิ้ง
ตรงหน้าพระประธานเพื่อเป็สิริมงคลสักการะสืบทอด
ทันท่วงพิธีกรรมเสร็จสิ้น ถึงคราวถือคบเพลิงเดินกลับ
อากาศอบอ้าวครึ้มฟ้าครึ้มฝนท้องฟ้า เบื้องบนกระแสอัสนีแล่นแทรกมวลหมู่เมฆ
“ฮ่วย!”
โดนน้ำรดปลายเปลวไฟมอดลง พลางนึกขึ้นได้บางอย่าง
ล้วงเอาห่อผ้าที่ผูกร้อยกับสายเชือกคล้องคอแกะออก
พลันอานุภาพบรรเจิด เด็กชายใช้พลังงานส่องทางจนถึงเรือน
“ฮู้จักลี้ เสี่ยงไว้แหน่เด้อ”
ปกติคำปงยังนั่งคอยลูกกลับ จึงจะนอนตาหลับ
นางทักท้วงขอให้รู้จัก แอบผู้อื่นบ้างยามใช้ตัวช่วยคราวจำเป็
เนื่องสรรพคุณวิเศษ เกรงจะนำมาซึ่งการแก่งแย่งฉกชิง
ฉงนอยู่เหมือนกัน กับพิศวงของโลหะวัตถุทดลองไม่นำติดตัวไร้ปฏิใด
ครั้งอยู่ใกล้ก่อเกิดอำนาจฉายประกาย ยิ่งแนบ่อกหว่างใจสร้างกระแสอุ่นไหลวนเวียน
“จังซั่นกะได่แม่”
ล้วนคำมารดาตักเตือน ลายสือว่านอนสอนง่ายเสมอ
ก้มพนมไหว้ปลายเท้า สำนึกตระหนักล้นในความห่วงใย
“นอนสา บาดหนิ”
คำปงหยิบยื่นผ้าห่มพื้นใหม่“แม่เฮ็ดเห้อเจ่า”
อันเคยพำนักในสถานนครเวียง พอมีปัญญาสร้างสรรค์
ทุบกัญชงปอป่า แปรสภาพเส้นใยมัดเหนียวถักทอประดิษฐ์
กระทั่งวัชพืชริมตลิ่งแถวกกเขียว นางยังถอนเอามาตากแดดจนแห้ง
สานถัดเป็ผืนสี่เหลี่ยม ได้เสื่อปูใช้สอยในเรือน
สิ่งละอันพันละอย่าง อยู่ในหัวบักลายสือซึมซับยึดปฏิบัติถือต้นแบบ
ขั้นยืนพื้นมุ่งมั่น ก่อฝันจินตนาการให้เป็จริงด้วยสองมือ
“สะมะมัว!”มันนึกขึ้นได้
คลุมโปงห่มผ้าเกือบเผลอเรอลืม ผุดลุกเดินออกนอกชาน
รวบเก็บหนังบ่างที่ขูดขนเกลี้ยงเกลา นำตากน้ำค้างจนยืดหยุ่น
จัดแจงขึงให้ตึง มีดพร้าตัดเลาะขอบตกแต่งเป็ชิ้นส่วนรองเท้า
ไว้รอประกอบเป็รูปเป็ร่าง ตามอาจารย์ถ่ายทอดหลักสูตรสัมมาชีพ
...ผ่านสี่ปีมีแว่วเจริญ บวกขยันทำมาหากินจนมีคนเยือนถึงเรือน
“เฮือนนี่ แท้บ่”
ลานดินข้างแคร่เยื้องกระท่อม มีชายร่างสันทัดเตี้ยล่ำยืนร้องถาม
“หนิหละ ถืกแล้ว”
คำปงสนทนาในธุระปะปังกับคนแบกเก้งพาดบ่า
สักพักบรรจงหอบเกือกหลายคู่ เพื่อให้เลือกแลกกับอาหาร
“เบิ่งเอาเด้อ”
สวมตามขนาดอีกถือในมือฝากเมีย พรานโมกอาชีพล่าสัตว์
“ซัมหนิ กะพอ”
มาถึงกระท่อมตามนางไฮเมียสั่ง ประสงค์สิ่งหุ้มป้องกันจากหนามยามเดินเหิน
“คั่นมีอีก กะเอาอีกเด้อ”
เ้าบ้านพูดกับนายพราน อยากได้จำพวกสัตว์
ที่สามารถนำหนังมาแปรสภาพ ใช้สอยให้เกิดประโยชน์
“สิป่าวฮ้องบอกต่อเห้อ”
พยักหน้ารับปากแจ้งกระจายข่าว ก่อนเดินตัวปลิวหิ้วพวงรองเท้า
สุขอนามัยพื้นฐาน ซึ่งศึกษาจากคัมภีร์ใบลานแห่งโพ้นทะเลเหลือง
ทั้งหมดพรตไศล ริเริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงาน ยังถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ลูกศิษย์
ถูกดัดแปลงต่อยอด จนเป็ที่้าของบรรดาระแวกอาศัย
โดยเด็กชายลายสือเสริมรายได้อีกทางกับเกือกเกิบ
“เอาไปต้อนเฮือน แม่อุไรนำแหน่”
พร้าด้ามเดียวสมบัติติดตัว ซึ่งกัลยาณมิตรปันมอบไว้
คราวลงเสาปักหลักสร้างกระท่อมถาวร เมื่อหลายปีก่อน
เฉือนตัดท่อนสะโพกขาหลังส่วนดีที่สุดของเก้งห่อใบตอง
ค่อย ๆ แง้มเบียดบานประตู นางคำปงเรียกใช้ลูกชาย
“ข่อยขอสีแข่ว สักบึด”
กลับจากเรียนภาคค่ำเมื่อวาน ลายสือตื่นตั่งแต่อรุณยังไม่เบิกวัน
ออกเก็บลอบกู้ไซ มี่เวลาได้งีบหลับเล็กน้อยยามฟ้าสาง
ทุบท่อนข่อยถูซอกร่องฟัน ฉีกยิ้มกว้างมองสะท้อนเงาน้ำจากกะลาครึ่งเสี้ยว
ซับด้วยผ้าผืนอเนกประสงค์ ใช้เป็เตี่ยวนุ่งหรือโพกหัวยามเหงื่อชุ่ม
คราวหาบกระบุงดินขี้ทาหรือคราบเกลือข้าม*โพนขี้นกในอาณาเขตทุ่งกุลา
ข้าวยังไม่ตกถึงท้อง ถูกวานเอาเนื้อไปแบ่งให้บ้านบักแปแม่มัน
“มา ๆ กินข้าวนำกันก่อน”
อุไรนั่งเฝ้ากองไฟไม่ให้ดับ เนื่องสำคัญในวิถีดำเนิน
เพราะกว่าจะก่อใหม่ หรือหามาได้ไม่ใช่เื่ง่าย
หากมอดลงต้องตระเวนขอเศษฝืน จุดต่อเชื้อจากแหล่งใกล้เคียง
โชคช่วยหน่อย อาจพบได้ตามซากต้นไม้ตอตะโก
ที่บังเอิญโดนฟ้าผ่ากลางต้นทะลุเป็ลำพระเพลิง
เกลือ ไฟ ไข ครั่ง ถ้ามีติดเคหะสถานไว้ถือว่าอำนวยสะดวก.
*ท่าตูม ถือเป็ชุมชนเก่าแก่ ั้แ่ปลายสมัยเจนละ (ยุคศตวรรษที่ 12 -13 )
อยู่ในเขตปกครองของอีสานปุระ (สุรินทร์) เมื่อรัฐสมัยของพระเ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกาศลัทธิเทวาา
สถาปนาอาณาจักรอังกอร์ อิทธิพลได้แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
ในยุคนับถือเทวนิยม มีการสร้างเทวสถานเพื่อใช้สำหรับประกอบพิธีกรรม
ทั้งปราสาทที่พำนักของผู้แสวงบุญทั่วไประหว่างเดินทาง
วิธีสัญจรสามารถติดต่อกันทั้งในทางบกและทางน้ำ
ซึ่งเป็ไปในรูปแบบของการส่งส่วยอีกเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ
รวมทั้งแลกเปลี่ยนผลิตผล ทำการค้าขาย ตลอดจนนำพลยกกองทัพไปรบ
การติดต่อระหว่างเมืองในแดนอีสานตอนล่าง มักเป็ทางเรือส่วนใหญ่
โดยในการล่องเรือดังกล่าว ตามแม่น้ำนั้นจะมีการติดต่อทางด้านนครจำปาสัก เมืองปากเซ และฝั่งแม่น้ำโขงเป็หลัก
*เญิ้น ภาษาไทพวนแปลว่า ช้า
*โพนขี้นกมีอยู่ทั่วไปตามทุ่งกุลาร้องไห้ แต่พบหลักฐานชัดเจนที่สุด
อยู่แถวเขตบ้านดอนพิมานในต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
คำว่าโพนเป็ภาษาถิ่นอีสานในพจนานุกรมหมายถึง
ลักษณะสะสมกองพะเนินทับถมอยู่รวมกัน เช่นเนินดินหรือจอมปลวกเป็ต้น
มีเื่ราวนิทานของชาวบ้านเล่าถึงที่มาของ ‘โพนขี้นก’ ไว้ว่า
เมื่อน้ำทะเลบริเวณทุ่งกุลาเหือดแห้งลง พวกสัตว์น้ำต่าง ๆ ได้ตายลง
ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งขึ้นถึง์ ก่อผลกระทบกระทั่งพระอินทร์ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว
จึงส่งนกอินทรีคู่หนึ่งลงมากินซากหอย ปู ปลา เกือบระยะประมาณเดือนหนึ่งถึงหมดสิ้น
อีกทั้งถ่ายมูลสีขาวทิ้งไว้กองใหญ่ จึงเป็ที่มาชื่อซึ่งชาวบ้านเรียกนั่นเอง
หลักฐานแสดงถึงอารยธรรมเก่าแก่ และล้ำค่าของภาคอีสานเหล่านี้
ยังไม่นับรวมหลักฐานทางโบราณคดี ยุคมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอาศัยซึ่งขุดค้นพบอีกมากมาย
รอการอธิบายและเผยแพร่ถึงประวัติศาสตร์สังคม
บริบทวิถีชีวิตบรรพชน ว่าเป็อยู่กันอย่างไร
อันถือสร้างประโยชน์ ต่อยอดองค์ความรู้ทางการศึกษาไม่น้อย
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย ค้นในข้อมูลช่อง เรือนอินทร์ หน้าพระลาน)
ขออนุญาตนำบทความ มาประกอบเพื่อเชิงสอดคล้องเท่านั้น.