“ซิ่วน้อย ลูกฝันร้ายอย่างนั้นเหรอ?”
เสียงร้องที่โหยหวนของถังซิ่วได้ปลุกซูหลิงหยุนที่กำลังหลับอยู่ขึ้น เมื่อเห็นสภาพของถังซิ่วที่เหงื่อท่วมตัวแล้วเธอก็รู้สึกจุกไปถึงลำคอ
ความเ็ปที่รุนแรงนั้นเกือบจะทำให้ถังซิ่วต้องหมดสติไป หลังจากที่ได้สูดอากาศเพื่อตั้งสติ เขาก็ได้เหลือบไปเห็นแม่ที่แสดงท่าทางเป็ห่วงเขาอย่างมากจึงได้พยักหน้าเพื่อตอบคำถามของแม่โดยทันที
เขาไม่อาจจะบอกใครได้เกี่ยวกับเื่ราวของดินแดนแห่งนิรันดร์เพราะมันจะเป็ตัวสร้างปัญหาให้กับตัวเขาได้
ถึงแม้เขาจะรู้ว่าแม่ของเขาไม่มีทางทำอันตรายใดๆกับเขาแต่เขาเองไม่อยากที่จะต้องทำลายชีวิตธรรมดาๆอันสงบสุขของเธอ
“เ้าลูกคนนี้นี่หลับไม่เต็มตื่นเลย ดูสิมีแต่เหงื่อเหนียวเต็มตัวไปหมด มาเถอะ เดี๋ยวแม่ไปหาผ้ามาเช็ดตัวให้ลูกนะ”
เมื่อรู้ว่าแม่ได้เดินออกไปแล้ว เขาก็ไม่สามารถทนอาการาเ็ได้อีกจึงได้ส่งเสียงร้องโอดครวญออกมาอีกครั้งทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่มีความสุข
“สุดยอดจริงๆ ,นี่มันสุดยอดเกินไปแล้ว! จริงๆแล้วเคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นี้ไม่จำเป็ต้องดึงดูดพลังิญญาเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันสามารถดูดพลังงานจากจักรวาลและดวงดาวมาเป็ของตัวเอง! จริงๆแล้วเรามันไม่มีสิทธิ์ที่จะบ่มเพาะวิชานี้ด้วยซ้ำ โชคดีของเราจริงๆที่กระอักเื ไปตอนนั้นจึงทำให้หมดสติและฝึกวิชานี้ภายใต้จิตสำนึกของตัวเอง ดีจริงๆที่มันดันไปตรงตามเงื่อนไขของวิชานี้จึงทำให้ได้รับสิทธิ์ที่จะบ่มเพาะพลังนี้ ไม่อย่างนั้นตอนที่เราหมดสติไปแล้วเราเผลอไปดูดพลังิญญารอบข้างเข้ามาก็คงไม่สามารถที่จะบ่มเพาะวิชานี้ได้”
ฉันนี้มันโชคดีเกินไปแล้ว!
เขารู้สึกถึงอำนาจแห่งดวงดาวอันเบาบางที่อยู่ในร่างกายตัวเองแต่มันกลับเต็มไปด้วยพลังซึ่งทำให้เขารู้สึกดีเป็อย่างมาก
อย่างไรก็ตามรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาต้องหุบลงทันทีเพราะความเ็ปนั้นสร้างความกดดันให้กับเขาเป็อย่างมาก ความเ็ปนี้สามารถเทียบได้กับ่ที่ต้องทุกข์ทรมานกับวังวนเดิมๆของการบ่มเพาะพลัง เขาไม่อยากจะต้องทนเ็ปแบบนั้นอีกแล้ว
ข้อบกพร่องร้ายแรงนั่นคือการบ่มเพาะนี้จะต้องมีร่างกายและจิตใจที่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะช่วยเหลือเขาในการดูดกลืนพลังจากท้องฟ้าและจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้ให้กำเนิดเคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นั้นได้กล่าวไว้ว่า การฝึกฝนขั้นแรก ร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาวนั้นจำเป็จะต้องเตรียมยาและสมุนไพรล้ำค่าให้เพียงพอรวมไปถึงแร่ล้ำค่าและเครื่องในของสัตว์อสูร แก่นโลหิต เส้นเื และอื่นๆเพื่อหล่อหลอมร่างกาย
เขตแดนชั้นแรกร่างกายที่เกรี้ยวกราดแห่งดวงดาวนั้นประกอบไปด้วยหลายๆขั้นซึ่งก็คือขั้นหล่อหลอมพลังฉี,เสริมสร้างิั ,เสริมสร้างเืเนื้อ, เปลี่ยนแปลงกระดูก ,เปลี่ยนแปลงหลอดเื,เปลี่ยนแปลงไขกระดูก ,เปลี่ยนแปลงอวัยวะภายใน ,ส่งพลังฉีและเื ,ดินแดน รวมทั้งหมดเป็ 9 ขั้น นี่คือสิ่งที่เผ่าพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์นั้นสร้างขึ้นเพื่อที่จะได้ลบข้อเสียของเผ่าพันธุ์ตัวเองที่มีร่างกายอ่อนแอไม่สามารถเทียบกับเผ่าอสูรได้
เงื่อนไขทางร่างกายที่วิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์้านั้นสูงเป็อย่างมาก ,ถ้าเกิดว่าร่างกายนั้นไม่ถึงระดับความแข็งแกร่งตามความ้าของวิชา ต่อให้จะฝึกวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์ได้รวดเร็วเท่าไหร่ก็ตามแต่สุดท้ายแล้วมันก็จะเป็แค่การดูดกลืนพลังงานจากดวงดาวมากเกินไป
เท่านั้น ชะตาของเขาจะต้องจบลงที่การที่ร่างกายะเิพินาศ
“กว่าจะกลับมาที่โลกได้ด้วยความยากลำบาก ฉันคงไม่อยากตัวแตกตาย,เหตุผลที่อยากฝึกวิชานี้นั่นก็คงเพราะครั้งที่ยังอยู่ที่ดินแดนแห่งนิรันดร์นั้นอันตรายเป็อย่างมาก ข้าต้องฆ่าไปทั่วทุกทิศทางเพื่อเอาชีวิตรอดจึงจำเป็ต้องมีระดับพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ทว่าต่างจากโลกที่เต็มไปด้วยความสงบสุขซึ่งไม่จำเป็ที่จะต้องมีระดับพลังต่อสู้ที่สูงเหมือนดินแดนแห่งนิรันดร์ ”
หลังจากที่ใอยู่พักหนึ่งเขาก็รู้สึกสงบอีกครั้งแล้วยกเลิกความคิดที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาเชื่อมต่อศิลปะแห่ง์นี้ต่อ
อย่างแรกเลยเหตุผลที่เขาไม่อยากฝึกฝนวิชานี้ต่อเป็เพราะว่าถ้าเขายังฝืนดูดกลืนพลังแห่งดวงดาวต่อนั้นจะทำให้ตัวเขาะเิพินาศ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือมันทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่แสนจะเ็ปเมื่อมิตรสหายและภรรยาที่เขารักกลับร่วมมือกันฆ่าเขาเพื่อแย่งชิงวิชาอันล้ำค่านี้ไปจากเขา
“ในเมื่อโลกแห่งนี้นั้นไม่จำเป็ที่จะต้องมีระดับพลังมากมาย ฉันก็สามารถที่จะฝึกฝนวิชาอื่นไปก่อนได้”
หลังจากได้ปลดเปลื้องความพยายามนับร้อยปีของเขา ภายในใจของเขารู้สึกสงบเป็อย่างมาก
ใน่ที่ถังซิ่วเป็หลานของผู้นำนิกายนกพิราบศักดิ์สิทธิ์นั้นเขาได้รับเทคนิคการบ่มเพาะพลังและวิทยายุทธมาจากนิกายมามากมาย
หลังจากที่ได้เป็นิรันดร์สูงสุดนั้นเขาก็ได้กวาดเอาวิชาแทบทั้งหมดมาจากดินแดนแห่งนั้น
ขณะที่คนอื่นนั้นต้องรู้สึกเครียดว่าตัวเองไม่มีเคล็ดวิชาที่จะให้ฝึกฝน กลับกัน ตัวเขากลับต้องเครียดว่าจะฝึกวิชาอะไรกันแน่ดี
“ซิ่วน้อย แม่ขอโทษนะที่ตอนกลางวันนั้นแม่ได้ตบลุงของลูกไป เขาอาจจะทำให้ลูกต้องโดนไล่ออกจากโรงเรียนมัธยมสตาร์ซิตี้ได้”
หลังจากที่ซูหลิงหยุนได้นำผ้าชุบน้ำมานั้น เธอก็ได้สังเกตเห็นท่าทางไม่ค่อยดีของถังซิ่วจึงคิดว่าเขาจะต้องกำลังกังวลเื่เกี่ยวกับโรงเรียนอยู่แน่เลย
“แม่ครับไม่เป็ไร ผมไม่นับมันเป็ลุงของผมอยู่แต่แรกแล้ว ไม่อย่างงั้นเราก็ต้องโดนใส่ร้ายฟรีๆน่ะสิ”
“แต่....”
“แม่ครับ แม่ไม่จำเป็ต้องกังวลไปหรอกเพราะไม่ว่าผมจะยังได้เรียนอยู่ในโรงเรียนสตาร์ซิตี้หรือไม่นั้นที่อื่นๆก็คงยินดีรับผมอยู่ดี มันอยู่ที่ว่าแม่ยังจะอยากจะสนับสนุนผมอยู่ไหม”
ซูหลิงหยุนที่กำลังจะพูดต่อนั้นได้ถูกขัดจังหวะโดยถังซิ่ว
“ไอ้เด็กน้อย แม่มีแค่ลูกคนเดียวนะ แล้วจะไม่ให้สนับสนุนได้ยังไงล่ะ!”
หลังจากที่จับจ้องที่ลูกของตัวเองก็พบว่าเขาไม่ได้มีสีหน้าถือโทษเธอเลยแม้แต่น้อยจึงทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ระหว่างที่ซูหลิงหยุนกกำลังช่วยถังซิ่วเช็ดตัวอยู่นั้นเขาก็กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดว่าตัวเองควรจะฝึกวิชาบ่มเพาะไหนกันแน่ดี แล้ววิทยายุทธล่ะ?
หลังจากที่เขารู้สึกว่ากางเกงของเขาถูกรูดลงแล้วจึงมีความรู้สึกเย็นะเืที่ขาหนีบซึ่งทำให้เขาตื่นขึ้นจากห้วงความคิด
“หยุดก่อนครับแม่ ตรงนั้นผมทำด้วยตัวเองได้ครับ แม่ไปนอนพักผ่อนดีกว่า”
ถังซิ่วรีบดึงกางเกงขึ้นและแย่งผ้ามาจากมือของแม่เขาทันที
“ไอ้เด็กน้อย! แม่เลี้ยงแกมากับมือ มีส่วนไหนบ้างที่แม่ยังไม่เห็นกัน?”
หลังจากที่ถูกถังซิ่วแย่งผ้าชุบน้ำไปจากมือแล้ว ซูหลิงหยุนจึงพูดเพื่อหยอกล้อเขาพร้อมทั้งเปลี่ยนไปเก็บกวาดห้องแทน
“ซิ่วน้อย หมอบอกแม่ว่าร่างกายของลูกไม่ได้เป็อะไรมากแถมแผลจากเหตุการณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนก็ดีขึ้นได้โดยที่ไม่ได้รับการรักษาเลย ตอนนี้ลูกรู้สึกเป็ยังไงบ้าง?”
“หลังจากที่พ่นเืเสียออกมาในเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันแล้วมันทำให้สมองผมปลอดโปร่งและรู้สึกสบายไปทั้งร่างกาย แม่ครับ ผมคิดว่าผมสามารถกลับไปเป็อันดับที่หนึ่งได้อีกครั้ง”
ถังซิ่วรีบตอบแม่ด้วยท่าทางตื่นเต้น เขารู้ว่าแม่นั้นเป็ห่วงเขาเื่อะไรจึงได้พูดตามสิ่งที่แม่คิดไว้
จริงๆแล้วสิ่งที่ถังซิ่วพูดกับแม่เขานั้นไม่ถือเป็การโกหกเลยแม้แต่น้อยแต่ทว่าอาจจะเรียกได้ว่าเป็การปิดบังแบบแเีซะมากกว่า
หลังจากที่ิญญากลับมารวมกันครบแล้วถังซิ่วได้ตรวจร่างกายของตัวเองและรู้ว่าในร่างกายของเขานั้นมีเืเสียอยู่มากมาย เขารู้ว่านี่ต้องเป็สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อตอนที่เขาได้รับอุบัติเหตุเมื่อหนึ่งปีก่อนอย่างแน่นอน
่ที่เขาได้ต่อยซูชางเหวินด้วยวิชาศิลปะต้นกำเนิดการจุดะเินั้นตัวเขาอยากจะให้ซูเชงเหวินได้รับบทเรียนที่ร้ายแรงแต่เมื่อกำลังเหวี่ยงหมัดเขาก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่นั้นเป็โลกที่มีแต่ความสงบสุขไม่ใช่ดินแดนแห่งนิรันดร์ที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน จริงอยู่ที่ซูชางเหวินนั้นได้สร้างความเ็ปให้กับครอบครัวของเขาแต่มันก็ไม่ใช่ศัตรูที่ถึงกับต้องแลกกันด้วยชีวิต เพราะงั้นเขาถึงได้ลดทอนพลังของวิชาลงและมุ่งพลังทั้งหมดไปที่การขับเืเสียภายในร่างกาย
อาการเจ็บป่วยที่อยู่ในร่างของถังซิ่วนั้นไม่ใช่ว่าหายได้โดยไม่ได้รับการรักษาแต่เขานั้นเป็คนรักษามันด้วยตัวเองส่วนเื่เกรดเฉลี่ยที่โรงเรียนนั้น หลังจากที่ิญญากลับมารวมกันหมดแล้วสมองเขาก็กลับมาเป็ปกติ มันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ต้องจำไปใช้สอบเพื่อให้ได้เกรดเป็ที่ หนึ่งในชั้นเรียนกับความรู้ที่เขาต้องจดจำใน่หมื่นปีที่ปกครองดินแดนแห่งนิรันดร์ ถ้าแค่สอบให้ได้ลำดับที่หนึ่งไม่ได้แล้วเขาจะครองโลกมาเป็หมื่นปีได้ยังไงกัน
หลังจากที่ตรวจสอบแล้วว่าถังซิ่วนั้นไม่มีความผิดปกติอะไร ซูหลิงหยุนก็ได้ช่วยพยุงเขาออกจากโรงพยาบาล
หลังจากนั้นสองแม่ลูกก็พากันไปโรงเรียน
“ซิ่วน้อย ยังไงก็ตามลุงของลูกนั้นก็ยังเป็ครอบครัวของเราและแม่คิดว่าเขาคงไม่ทำอะไรลูกหรอก ถ้าลูกเรียนที่โรงเรียนสตาร์ซิตี้ไม่ได้งั้นแม่ก็จะหาวิธีให้ลูกได้ย้ายไปโรงเรียนอื่น ยังไงก็ยังมีโรงเรียนสตาร์ซิตี้เจ็ดอยู่นะ”
ถังซิ่วที่กำลังจะผ่านประตูโรงเรียนก็ถูกหยุดโดยแม่ของเขาก่อนที่เธอกล่าวออกไปแบบนั้น
“ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมรู้แล้ว ผมจะตั้งใจเรียนให้ดีและไม่สนใจเื่อื่นๆเพราะว่าผมนั้นมีแม่อยู่”
เขาได้กอดกับเธอแล้วพูดต่อว่า
“แม่ต้องดูแลตัวเองดีๆนะ ไม่อย่างงั้นผมจะทำตรงกันข้ามกันให้หมดเลย”
หลังจากที่เขาพูดจบก็รีบมุ่งตรงเข้าไปในโรงเรียนเหลือไว้เพียงซูหลิงหยุนที่ยืนอยู่หน้าประตูพร้อมดวงตาที่เริ่มเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา
“ไอ้ลูกคนนี้หนิ, อยู่ดีๆก็แสดงความกตัญญูขึ้นมาซะงั้น ช่างแปลกจริงๆ”
เมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของลูกชายแล้วเธอก็ได้แต่รู้สึกโล่งในอกขึ้นมาทันที ความรู้สึกพึงพอใจเอ่อล้นขึ้นมาภายในใจ
แต่สิ่งที่ซูหลิงหยุนยังไม่รู้นั้นคือถังซิ่วยังไม่ได้ไปไหนเลย หลังจากที่เขาก้าวเข้าไปในโรงเรียนแล้ว เขาก็รีบวิ่งไปหาที่แอบเพื่อเฝ้ามองแม่ของเขาจากมุมไกลๆมุมหนึ่ง
เมื่อเห็นดวงตาที่เอ่อไปด้วยน้ำตาของแม่นั้น บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจ
เขาเริ่มที่จะรู้สึกเปรี้ยวจมูกพร้อมด้วยน้ำตาสองสายที่กำลังไหลอย่างหยุดไม่ได้บนใบหน้าของเขา
คนอื่นไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสำหรับเขาแล้ว แม่ของเขาสำคัญแค่ไหน แม้แต่ซูหลิงหยุนเองก็ยังไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ
หมื่นปีที่ผ่านมายังไม่อาจลืมได้
ในดินแดนแห่งนิรันดร์นั้น แม่เขาคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขากังวลถึงและมารในใจเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือแม่ ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่อาจที่จะลืมแม่ได้เลย
แม้ว่า่ที่อยู่ในดินแดนแห่งนิรันดร์นั้นตัวเขาจะไม่เคยได้พบแม่อีกเลยแต่เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องแบกรับทัณฑ์ทรมานจากจิตใจนั้น ทุกๆสังสารวัฏของการทรมานก็จะได้พบกับแม่ของเขา ทุกๆสังสารวัฏนั้นซูหลิงหยุนคือแม่ของเขาและถังซิ่วคือลูกชายเพียงคนเดียวของเธอ
“สิบเจ็ดปีที่ผ่านมานี้แม่เป็คนปกป้องครอบครัวเรา เวลาต่อจากนี้ผมจะเป็คนทำหน้าที่นี้เอง!”
เมื่อจ้องมองดูแม่ที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆจนหายไปในหมู่คนแล้วเขาก็ได้คำตอบในหัวใจ