เด็กหนุ่มที่ยังคงหลับตานึกรสชาติอาหารและบทสนทนาที่พึ้งพูดคุยอยู่ก่อนจะรู้สึกเงาวูบวาบผ่านบนเปลือกตา อดไม่ได้ที่จะทำให้เด็กหนุ่มต้องเปิดเปลือกตาหยุดการกระทำภายในจิตใจลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อมองขึ้นมา ก็ต้องตกใจไม่น้อยเมื่อร่าง ทั้งสี่ยืนล้อมจ้องมองเด็กหนุ่มอยู่ เด็กหนุ่มกำลังจะพูดบางอย่างตามสัญชาตญานแท้จริงจะเป็นการเชื้อเชิญทั้ง สี่คนนั่งลงทานอาหารที่จัดเตรียมมา
ทว่าเฉินซินก็พูดราวกับมิได้รู้จักกับไป๋ลู่เลยแม้แต่น้อย สร้างความมึนงงแก่เด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก "เจ้าพอจะเห็นเด็กน้อยที่ตัวเล็กกว่าเจ้าผ่านมาทางนี้หรือไม่ ผมเผ้าสีแดงน้อยนิด ปานตาข้างขวาเนื้อตัวมอมแมม ชุดเดียวกับสหายข้าด้านหลัง ดวงตาสีม่วงอมดำเช่นกับเจ้า.... เมื่อพูดถึงตรงนี้ ทั้งสามยืนแข็งค้าง ภาพเด็กน้อยกับเด็กคนดังเกล่าล้วนแล้วแทบจะใกล้เคียงสลับเพียงเด็กผู้นี้มีผมรังนกสีแดงดำ ที่โดดเด่นส่วนสูงและผิวที่พรรณ ที่ดีกว่าเพียงเท่านั้น
ทว่าทุกอย่างนอกเหนือจากนี้กลับเหมือนไป๋ลู่เด็กน้อยทุกระเบียดนิ้ว "พวกท่านเป็นบ้าอะไรกัน ล้มหัวฟาดกันหรือขอรับ ข้าเองไป๋ลู่ไง" เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปที่ตัวเอง พร้อมกล่าวพลางเอียงคอในขณะที่อีก สามก็เอียงคอตาม นึกสงสัย ก่อนจางจะเข้ามาเขย่าตัว ไป๋ลู่ที่นั่งอยู่ ด้วยท่าทีแตกตื่น "เห้ย! นั้นเจ้ารึไป๋ลู่?
"กึกๆ ขือ ขะ ข้า อะ เอง โอ๊ย! พี่จางท่านจะเขย่าข้าอีกนานไหมขอรับ! เฉินซินที่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง หลับตาก่อนจะถอดแว่นออกมา ใช้ผ้าเบียดๆ ปรับสายตาก่อนจะสวมจ้องมองเด็กน้อยเบื้องหน้าอีกครั้ง เฉินหลิวซินที่จ้องนิ่งเขม็งสลับเพลิงแผดเผาชะลอตัวของ ใบหญ้าอัคคี สลับกับเด็กน้อยไปมา ครั้งล่าสุดที่เจอเด็กน้อยไม่ได้อยู่ในสภาพเช่นนี้
เพียงชั่วเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน เหตุใดจึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนกัน "เจ้าจริงๆ รึ....! เฉินซินปัดร่างจางที่บึกบึนเบาๆ หากแต่ร่างหนาเตอะกลับ เอียงตัวราวกับพลังช้างสารบางอย่างกระชากตนออกไป ก่อนร่างเฉินซินจะกางมือกุมหัวไหล่ทั้งสองเรียกขานเด็กหนุ่มอย่างเป็นห่วง และไม่ลืมตรวจสอบร่างกายเด็กหนุ่มเพื่อการยืนยันตนอีกที
ภายใต้ความสงสัยที่ก่อตัวไม่หยุดของ เกิงจูที่ยืนมองหน้าเฉินหลิวซินกับเฒ่าแก่สลับไปมา "คนนี้หรือขอรับเด็กที่พวกท่านตามหา? ทั้งสามนิ่งงันมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ พวกเค้าเพียงรอ ผู้ตรวจสอบผู้เดียวที่ยังคงมองเด็กหนุ่มค้างอย่างตกใจ "ชีพจรของเจ้า.....ได้อย่างไรกัน? เจ้าหนูเจ้ากลับไปกับข้าที่โรงเตี้ยม เรื่องอาหารฝากพวกเจ้าจัดการนำกลับมาด้วยเลยก็แล้วกัน ทุกสิ่งอย่างที่นี้เก็บไปให้หมด "รับทราบx2"
ใช้เวลาในการเดินทางอย่างรีบเร่ง ไม่กี่ 20 ลมหายใจ ทั่วเส้นทางเกิดแรงโฉบอันเกิดจากท่วงท่าย่างก้าวที่รีบเร่งของบุรุษทั้งสองที่หิ้วร่างห้องต๋องแต่งของไป๋ลู่หน้ากระพือต้านแรงลม ปากสบัดไปมาตามไปด้วย ชาวบ้านที่พลังยุทธ์ไม่ถึงขั้นนึกว่าสายลมกันโชกไร้ที่มา ซัดเสื้อผ้ากระโปรงบิดพริ้วเปิดเผย เสื้อผ้าน้อยชิ้นชายหญิง ที่คนรอบค้างพบเห็นโดยบังเอิญก็อดแทบจะสำลักเครื่องดื่ม บางคนตาลุกวาว กล่าวสรรเสริญ สายลมนี้ราวกับทวยเทพที่ทำให้บรรยากาศครึกครื้นขึ้นทีเดียว
"เจ้าอธิบายข้ามาอย่างละเอียด เจ้าพบเจอคนของทวีปอัคคีเป็นแน่ บอกลักษณะรูปพรรณมาให้ข้าอย่างเข้าใจเจ้าหนู! เมื่อร่างน้อยถูกทิ้งเอียงไปมาที่เก้าอี้น้อยประจำที่ฝึกสอนอ่านเขียน อักษรที่โรงเตี้ยมชั้นหนึ่ง เฉินหลิวซินก็กล่าวโพร่งอย่างรีบร้อนทันที "ท่านพูดอะไรข้าไม่เห็นรู้เรื่อง" เด็กหนุ่มเข้าใจว่าอาจเกิดเรื่องบางอย่างที่ฮัวหลูเทียนมิอาจบอกตน แต่เพื่อไม่ให้ผู้มีพระคุณที่ช่วยตนต้องลำบากจึงกล่าวบ่ายเบียงไป
"อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า ใบหญ้าอัคคีมีเพียงทวีปอัคคีและเจ้าที่อยู่ที่นี้แต่กำเนิดเป็นไปไม่ได้จะมีของต่างทวีป ถ้าเจ้าไม่ใช่เทพหรือแม้แต่ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่เหนือพวกข้าก็อย่ามากล่าว สองแง่บอกความจริงมา! เฉินหลิวซินไม่อาจปักใจเชื่อพลางโชหญ้าอัคคีบางส่วนที่เก็บมายื่นเป็นหลักฐานยืนยันความคิดของตน ภายใต้การจับจ้องที่ไม่แม้แต่จะช่วยของเฉินซินแม้แต่น้อย เมื่อใดเสาหลักปฏิบัติหน้าที่ ผู้ที่มีฐานะความเป็นจริงที่ด้อยกว่าต้องให้ความร่วมมือ แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกันก็ตาม
"บอกเค้าไปเถอะไป๋ลู่อย่าดื้อเลย ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมาจากไหนหากแม้แต่ขู่เข็ญเจ้า ข้าจะจัดการมันให้ไม่ว่าเจ้าจะลำบากใจเรื่องใด ข้าเฒ่าแก่โรงเตี้ยมที่รับเจ้ามาดูแลดั่งคนในครอบครัวก็พร้อมช่วยเหลือ ขอความร่วมมือเจ้าช่วยไข้ข้อข่องใจนี้เสีย ให้มันจบๆไป อย่ายืดเยื้อหากมีร้ายอันใด เกิดขึ้นมันจะเป็นตราบาปต่อตัวเจ้าไปชั่วชีวิต เพราะฉะนั้นตัดสินใจตอนนี้อย่าได้ลังเลเชื่อข้า!
เฉินซินที่กอด อก กล่าวเชิงขอร้องเด็กน้อยเบื้องหน้าอย่างปรานีประนอม เฉินหลิวซินก็แอบคิดบางอย่างไม่น้อยในเมื่อมีการขู่เข็ญจะจริงไม่จริงล้วนตรวจสอบได้ว่าเด็กน้อยต้องมนต์สะกดปราน หรือเปล่าว่าแล้วชายหนุ่มก็เร่งพลังปรานภายในซึมเข้าไปที่ดวงตาเหยี่ยวที่จดจ้องอย่างละเอียด ถึงขั้นเส้นเลือดวิ่งเข้าที่ตาขาวเชื่อมเข้าตาดำ หากแต่ไร้ซึ้งปรานพันธะใดที่มองเห็นแม้แต่น้อย ต่อให้มองอย่าละเอียดก็ตาม เด็กหนุ่มที่หงายตัวก็เอียงตัวกลับมาก่อนจะ สร้างเรื่องหลอกพลางๆ
"จะว่าข้าก็ว่ามาเถอะขอรับ เป็นชาวยุทธคนนึงนั่งมากับข้าพวกเรา กินอาหารสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ เค้าเสนอเสื้อผ้าที่เค้าพกมา และหยิบยื่นให้ข้าแลกกับบอกว่า "ป่าขจีแดนสนธยา" อยู่ที่ใด ข้าพูดจริงๆนะขอรับ" เด็กหนุ่มพูดพลางพงกหัว ดวงตาเชื่อมั่น เส้นเสียงไม่บิดพริ้วไร้ซึ่งความกดดันแต่ก็ไม่อาจ หลุดรอดเฉินซินที่พลางถอนหายใจส่ายหัว "ข้าให้โอกาศเจ้าอีกครั้ง บอกความจริงมาเถอะ เจ้าไม่เชื่อใจพวกเราแล้วอย่างนั้นรึระหว่างคนแปลกหน้าที่เจ้าพบเจอโดยบังเอิญเพียงเท่านั้น กับครอบครัวเจ้ากลับเลือกปกป้องผู้ที่อาจเป็นภัยต่อ ทวีปของเราเชียวหรือ"
เด็กหนุ่มสีหน้าเลิกลักไม่น้อยที่สิ่งที่ตนทำกลับไม่เป็นผล ทว่าเด็กน้อยก็ไม่เคยคิดทรยศผู้มีพระคุณ หากความเท็จไม่อาจก้าวผ่านก็ใช้ความจริงเข้าเลยก็แล้วกัน เด็กน้อยลุกขึ้นท่าทีขึงขังเอาเรื่องยอมกัดฟัน พูดทั้งน้ำตาที่เอ้อล้น ปากที่สั่นเพรือที่มีความกลัวปะปนอยู่ภายใน ประจันหน้ากับบุรุษทั้งสองแม้แต่เฉินซินก็เห้นความมุ้งมั่นนี้เป็นครั้งแรก "ข้าให้สัญญากับผู้มีพระคุณแล้ว ไม่ว่าท่านจะด่าหรือจงเกลียดจงชังข้า ขับไล่ข้าออกไปข้าก็จะไม่ลืมบุญคุณที่ผ่านมาของท่านเลยแต่คนผู้นี้ชี้นำและสร้างเส้นทางชาวยุทธ์ที่ข้าใฝ่ฝันมาโดยตลอด ข้าได้รับโอกาศนั้นแล้วข้าจะไม่ยอมให้พวกท่านทำร้ายผู้มีพระคุณของข้า!