ตอนที่ 34 หมายปองสตรีของฝ่ายอธรรม จงสำเหนียกถึงชะตากรรมแห่งผู้ถูกสังเวยเสียเถิด!
สิ่งที่ทำให้กู้ฉางเกอคิดเช่นนี้ ย่อมมีสาเหตุมาจากประสบการณ์เกี่ยวกับกลวิธีมากมายในนิยายออนไลน์ที่เขาคุ้นเคยจากชาติก่อน
เด็กหนุ่มอย่างหลินเทียน ไม่ว่าจะมองจากมุมใด ก็หาใช่เด็กหนุ่มไร้ค่าธรรมดาไม่
แม้แต่พี่สาวผู้สูงศักดิ์ของเขาก็ยังมีอาการประหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าตน แต่น้องชายผู้นี้กลับกล้าแอบติดตามเขาอย่างลับๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดผู้ที่เขาสัมผัสได้เมื่อครู่นั้น ก็เป็นหลินเทียน
เพียงแต่เมื่อถูกเขาจับได้ เจ้าหนุ่มนั่นก็รีบจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล
ความคิดและการกระทำเช่นนี้ หาได้เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มธรรมดาจะพึงมีได้
“เห็นได้ว่าคำเกลี้ยกล่อมของเจ้ามีผลจริง เขาจึงเริ่มเห็นใจและห่วงใยพี่สาวเช่นเจ้า”
“ในโลกใบนี้ หากมิอาจฝึกบำเพ็ญเพียรได้ ก็แทบมิต่างอันใดกับคนไร้ค่า”
“อย่างไรเสีย เจ้าก็ทำไปด้วยความหวังดีต่อเขาจริงๆ”
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
แม้ในคำพูดจะดูเหมือนสนทนาอย่างเรียบง่ายกับหลินชิวหาน แต่ในใจเขากลับแฝงเจตนาเพื่อซักถามเรื่องราวเกี่ยวกับหลินเทียน
ย่อมมิมีผู้ใดรู้จักหลินเทียนได้ดีไปกว่าหลินชิวหานผู้มีฐานะเป็นพี่สาวของเขาอีกแล้ว
หลินชิวหานหาได้รู้ทันถึงแผนการในใจของกู้ฉางเกอไม่ เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น นางจึงรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง
คุณชายกู้กำลังเอ่ยปลอบโยนนางหรือ
หลินชิวหานครุ่นคิด ก่อนจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลินเทียนต่อไปอีกหลายเรื่อง
กู้ฉางเกอรับฟังพร้อมรอยยิ้ม พลางสนทนาและถามแทรกอย่างมีชั้นเชิง จนได้รับรู้ความลับมาไม่น้อย
อาทิ เรื่องที่ช่วงนี้หลินเทียนหันกลับมาศึกษาการปรุงโอสถ และได้มาขอวัตถุดิบสำหรับปรุงโอสถจากนางผู้เป็นพี่สาว
นอกจากนี้ เขายังมีความรู้เกี่ยวกับค่ายกลโบราณและศาสตร์อันลึกล้ำ จนเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังได้ชี้ข้อผิดพลาดของผู้อาวุโสหลายท่านในสำนักเรียน จนทำให้ผู้คนตะลึง
กู้ฉางเกอเริ่มประติดประต่อเรื่องราวในใจจนเห็นภาพชัดเจนขึ้น และเริ่มวางแผนการในใจ
การจัดการกับเด็กหนุ่มผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่นี้ ดูจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเขาได้ง่ายดายกว่าที่คาดคิด
หลังจากที่แก้ปัญหาการตอบโต้แห่งโชคชะตาได้แล้ว กู้ฉางเกอก็มีวิธีการใช้กลยุทธ์ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น
“ไม่คาดคิดเลยว่าคุณชายกู้จะเข้าใจข้าได้ถึงเพียงนี้…”
หลินชิวหานรู้สึกซาบซึ้งใจนัก
“แม้แต่เสี่ยวเทียนเองก็ยังไม่เข้าใจข้า คิดว่าข้าเข้มงวดกับเขาเกินไป”
หลินชิวหานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความอ่อนล้า
แต่นางก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง ที่ในที่สุดหลินเทียนก็เริ่มเข้าใจในสิ่งที่นางทำ การทุ่มเทมาหลายปีนี้ก็ไม่นับว่าสูญเปล่า
สิ่งที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจก็คือ ผู้คนมากมายในตระกูลล้วนไม่เข้าใจในการกระทำของนาง
แต่คุณชายกู้กลับเข้าใจนางได้อย่างลึกซึ้ง
สิ่งนี้ทำให้ในใจนางเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลินชิวหานที่ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมานานกว่ายี่สิบปี ในที่สุดนางก็ได้ลิ้มรสความรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก
นี่นับว่าเป็นการพบกันครั้งแรกเพียงเท่านั้น
ก่อนหน้านี้นางกลับไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวต่อบุรุษหนุ่มผู้สูงศักดิ์และเปี่ยมฝีมือมากมายที่มุ่งหวังจะได้ครอบครองใจนางมาก่อน
กู้ฉางเกอเองก็ย่อมเดาได้ว่าหลินชิวหานมีความคิดเช่นใดในตอนนี้
เพราะทุกอย่างล้วนอยู่ในแผนการของเขา
ด้วยฐานะคุณชายผู้สูงศักดิ์จากแดนสวรรค์ บวกกับวาจาและไหวพริบที่สั่งสมจากโลกก่อน
แม้แต่ซูชิงเกอผู้มีไหวพริบเฉียบแหลม ก็ยังถูกเขาควบคุมไว้ในกำมือได้อย่างง่ายดาย
สำหรับหลินชิวหานที่ยังไร้เดียงสา การทำให้นางหวั่นไหวนับเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง
แทบไม่ต้องลงแรงเลยแม้แต่น้อย
การเริ่มต้นลงมือเข้าใกล้นางย่อมง่ายดาย และน่าสนใจมากกว่าการเข้าถึงหลินเทียนมาก
ซูชิงเกอที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ ก็ยิ่งเข้าใจถึงความซับซ้อนในวิธีการของกู้ฉางเกอ
เล่ห์เหลี่ยมกลวิธีในการเล่นกับจิตใจผู้อื่นของเขานั้นช่างซับซ้อนและช่ำชองยิ่งนัก
“ที่เสี่ยวเทียนน้องชายของเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้นั้นนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ก่อนหน้านี้เขาคงเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ปกคลุมตนด้วยฝุ่นผง แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วัน เขากลับสามารถชี้ข้อผิดพลาดของเหล่าผู้อาวุโสได้ พรสวรรค์เช่นนี้…”
กู้ฉางเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราวกับเป็นการรำพึงไปเอง โดยมิได้มีเจตนาอันใด
ราวกับเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจที่เพียงแต่รู้สึกประทับใจในพรสวรรค์ของหลินเทียนเท่านั้น
“เสี่ยวเทียนน่ะหรือจะเป็นอัญมณีล้ำค่าที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผง และก่อนหน้านี้พรสวรรค์ของเขา…ไม่แม้แต่จะสามารถทะลวงขั้นทะเลวิญญาณได้เลยด้วยซ้ำ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินชิวหานก็อดหัวเราะออกมามิได้ แต่เมื่อกล่าวยังไม่ทันจบ
นางก็พลันชะงักไป นางรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
แต่ก็ไม่อาจจับความรู้สึกนั้นได้อย่างชัดเจน
“งั้นหรือ หากแม้แต่ขั้นทะเลวิญญาณก็ยังมิอาจทะลวงได้ แล้วเขาจะปรุงโอสถได้อย่างไร หรือว่าหลินเทียนน้องชายของเจ้าผู้นี้จะรู้จักเคล็ดวิชาโบราณล้ำค่าที่หายสาบสูญไปกัน”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าในแดนสวรรค์ มีวิชาล้ำค่าโบราณบางแขนง ที่แม้ผู้ฝึกตนยังมิได้ทะลวงขั้นทะเลวิญญาณก็ยังสามารถปรุงโอสถให้สำเร็จได้ ดูท่าว่าน้องหลินเทียนจะเป็นผู้มีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่เสียแล้ว”
กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความตื่นตระหนก คล้ายกับพึมพำกับตนเอง
หากหลินชิวหานยังไม่ตระหนักถึงจุดนี้ เช่นนั้นตนก็เพียงชักนำให้นางคิดไปในทิศทางนี้ก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเห็นนางมีสีหน้าครุ่นคิด กู้ฉางเกอก็เข้าใจว่าควรหยุดไว้เพียงเท่านี้ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อยและมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ
…
ในเวลาเดียวกันนั้น
หลังจากที่ถูกกู้ฉางเกอสัมผัสได้ถึงร่องรอยของตน หลินเทียนจึงหยุดการติดตามและถือโอกาสหลบหนีออกมา
สีหน้าของเขามิสู้ดีนัก แม้กระทั่งในใจก็ยังเกิดความอิจฉาริษยาพลุ่งพล่าน
แน่นอนว่าความรู้สึกนี้เป็นเพราะเศษเสี้ยวแห่งจิตใจที่ยึดมั่นไม่ปล่อย
จากการรับรู้ของเขาในตอนนี้ เขาพบว่ากู้ฉางเกอมีพลังอำนาจที่น่าครั่นคร้าม แต่ด้วยเหตุที่เขาเป็นวิญญาณที่ยึดร่างมาเกิดใหม่
หลินเทียนจึงมิอาจแน่ใจได้ว่าพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอนั้นอยู่ในระดับใดกันแน่
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ
ท่านพี่ผู้เข้มงวดและเคร่งครัดต่อเขามาโดยตลอด กลับเผยให้เห็นท่าทีอ่อนหวานขวยเขินต่อหน้าชายอื่นเช่นนี้
และนี่เป็นเพียงการพบหน้ากันครั้งแรกเท่านั้น!
ภาพนี้ทำให้หลินเทียนรู้สึกขัดเคืองใจ ประหนึ่งสิ่งที่เป็นของตนได้ถูกช่วงชิงไป
หลินเทียนกำหมัดแน่นจนเกิดเสียงดังลั่น
แต่ด้วยจิตใจที่ผ่านการฝึกฝนมาช้านานในชาติก่อนช่วยทำให้เขาสงบลงได้
เขาสงบสติอารมณ์และตั้งสติอย่างรวดเร็ว พลางนึกในใจว่า ‘คุณชายกู้ผู้นี้ช่างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ดูจากท่าทีแล้วก็รู้ว่ามิใช่คนดีอันใด ข้าจะต้องเตือนหลินชิวหานให้ระวังตัว อย่าได้ตกหลุมพรางกลอุบายของเขาเด็ดขาด’
“ในเมื่อเจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับข้า ก็อย่าได้โทษที่ข้านั้นตอบโต้กลับเจ้าอย่างไร้ความปรานี”
ก่อนหน้านี้ เขายังลังเลว่าจะลงมือกับกู้ฉางเกอดีหรือไม่ เพราะเรื่องกายาพิเศษของหญิงสาวในชุดขาวผู้นั้น แต่บัดนี้เขากลับมิอาจลังเลได้อีกต่อไปแล้ว
นี่นับว่าเป็นเหตุผลในการจัดการลงมือกับเขาพอดี
เพราะกู้ฉางเกอเป็นฝ่ายที่เข้ามาก้าวก่ายและยั่วยุเขาเสียก่อน!
…
เพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยมาถึงยามราตรี
เขตศูนย์กลางเทวาพลันกลายเป็นสถานที่ที่คลาคล่ำไปด้วยเสียงเล่าลือจากการกลับมาของบรรพชนตระกูลหลินจากแดนสวรรค์ ข่าวนี้ทำให้ทุกสารทิศปั่นป่วนอย่างยิ่ง
เหล่าผู้ฝึกตนมากมายต่างวิพากษ์วิจารณ์และสนทนากันอย่างออกรส
ข่าวสารแพร่สะพัดจากตระกูลหลินไปสู่ดินแดนรอบข้าง ก่อให้เกิดระลอกคลื่นในทุกนครโบราณ
หลังจากนั้น เหล่านิกายและกลุ่มอำนาจต่างๆ ต่างก็เกิดการเคลื่อนไหว ส่งบุตรหลานมาเยือนตระกูลหลินเพื่อขอเข้าเยี่ยมคารวะ
ในขณะนั้น ภายในเรือนพักที่ตระกูลหลินจัดเตรียมไว้ให้กู้ฉางเกอ
ยามนี้ กู้ฉางเกอยืนไพล่หลังอยู่ริมหน้าต่าง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องผ่านม่านหมอก เสื้อคลุมยาวสีดำพลิ้วไหวด้วยแรงลมยามราตรี เผยให้เห็นถึงบรรยากาศอันลึกล้ำและน่าพิศวง
สีหน้าของเขาเรียบเฉยและเย็นชา เห็นได้ชัดว่ากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องบางอย่าง
กู้ฉางเกอแทบจะคาดเดาได้แล้วว่าผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่อย่างหลินเทียนนั้นมีชะตาในเส้นทางแบบใด
นั่นก็คือแนวเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปอย่างการที่วิญญาณของผู้แข็งแกร่งยึดร่างกลับชาติมาเกิดใหม่
ด้วยปฏิกิริยาของหลินเทียนที่แสดงออกมานั้น เขาคงมิใช่ผู้ที่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
เช่นนี้ การจัดการกับหลินเทียนจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่ง
แต่สิ่งที่ทำให้กู้ฉางเกอประหลาดใจที่สุดก็คือ เมื่อครั้งอยู่ด้านนอกห้องโถง เจ้าหนุ่มคนนั้นกลับจับจ้องมองซูชิงเกอ
ปกติแล้วจะเป็นฝ่ายอธรรมอย่างเขาที่คอยหมายปองสตรีของผู้อื่น
แต่ครานี้กลับกลายเป็นผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่กล้ามาคิดหมายปองสตรีของเขา
หากคิดจะหารนหาที่ตาย ก็มิจำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้ก็ได้
ในฐานะผู้ที่ถูกกำหนดให้ถูกสังเวย ก็จงสำเหนียกถึงชะตากรรมของตนเองเสียเถิด