ณ โลกใบใหม่
มีการแบ่งเขตแดนหลักๆ ออกเป็ห้าแคว้นใหญ่นั่นก็คือ แคว้นต้าเซี้ย แคว้นต้าเย่ว แคว้นต้าหลง แคว้นต้าสือ และแคว้นต้าไห่
แคว้นต้าไห่
แคว้นที่เรียกได้ว่าค่อนข้างยากจนผู้คนในดินแดนแห่งนี้ส่วนใหญ่ดำรงชีพด้วยการขุดแร่ในเหมือง หาของป่า และทำการเกษตรและบางเมืองหากอยู่ติดทะเลก็หาอาหารทะเลขาย ส่แม้ดูเหมือนกับว่ามีหลากหลายอาชีพแต่ผู้คนในแคว้นก็ยังคงประสบกับความยากจน สาเหตุหลักๆ เลยก็คือแคว้นแห่งนี้เคยเป็เมืองขึ้นของแคว้นต้าเซี้ยมาก่อนโดยกินระยะเวลายาวนานถึง 2,000ปี เรียกได้ว่าเป็ฝันร้ายของประชาชนอย่างแท้จริงทั้งต้องส่งของบรรณาการ ทั้งถูกเก็บภาษีอย่างขูดรีดทั้งถูกเกณฑ์แรงงานไปเป็ทาสลงเหมืองเพื่อหาสายแร่โดยไม่ได้ค่าตอบแทนและนำแร่ส่งไปให้แคว้นต้าเซี้ยซะส่วนใหญ่ จนธรรมชาติเสื่อมโทรมกลายเป็เหมือนเช่นทุกวันนี้พืชพรรณที่ปลูกนั้นก็ไม่ค่อยจะเติบโต ตอนนี้นั้นเหมืองก็ยังพอจะขุดได้อยู่บ้างแต่มีเพียงแร่เหล็กราคาถูกเสียส่วนใหญ่ นานๆ ทีถึงจะเจอสายแร่ทองหรืออัญมณีแร่ดีๆ
เมื่อปีที่ผ่านมาได้มีการปฏิวัติของฮ่องเต้ในราชวงศ์ต้าไห่ผู้ที่เกิดมาพร้อมพร์ที่หาได้ยากยิ่ง จนในที่สุดแคว้นนี้ก็ได้รับเอกราชแต่น่าเศร้าโดยแท้ เพราะเมื่อครั้นยังเป็เมืองขึ้น ตำราวิชาการต่างๆได้ถูกเผาไปจนเกือบหมดสิ้น และการเป็เมืองขึ้นก็กินเวลาค่อนข้างนานทำให้ความเจริญองค์ความรู้ การศึกษาค่อนข้างจะล้าหลังกว่าแคว้นอื่นๆ
แต่ไม่ใช่เฉพาะแคว้นนี้เท่านั้นหรอก เพราะโดยรวมความเจริญของโลกนี้ทั้งหมดนั้นเรียกว่าด้อยพัฒนาเพราะเมืองนั้นไปตีเมืองนี้ เมืองนี้ไปตีเมืองนู้น วนกันไปมาพอเป็เมืองขึ้นกันเสร็จก็เผาทั้งวัฒนธรรม เผาทั้งตำรับตารา เคล็ดวิชากันไปเสียหมดจนความรู้ยังคงหลงเหลือในปัจจุบันนั้นเป็การถ่ายทอดจากความจำของคนสมัยก่อนโดยบอกกันปากต่อปากซะส่วนใหญ่
โลกใบนี้มีการแบ่งลําดับชั้นของการบ่มเพาะพลังปราณซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากนัก โดยแบ่งตามสีและระดับพลัง แต่ละสีจะมีขั้นย่อยของระดับพลัง1-10
ระดับบ่มเพาะจะแบ่งตามสี ม่วง คราม น้ำเงินเขียว เหลือง ส้ม และแดง โดยสีม่วงจะเป็ระดับบ่มเพาะที่สูงสุด
ตระกูลหวังหมู่บ้านแมกไม้มนตรา
“ท่านน้าท่านน้าตื่นได้แล้วเ้าค่ะ”
เสียงเด็กน้อยดังปลุกขึ้นมา ทำให้ซู่ซินที่ตอนนี้ได้เข้าร่างของเ้าของร่างเดิมค่อยๆได้สติและฟื้นขึ้นมาพร้อมกับกำลังทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้านี้
‘โอ๊ย เ็ปไปทั้งตัวความรู้สึกนี้มัน… นี่ข้าได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่จริงๆแล้วสินะ’
พอซู่ซินลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบกับดวงตาสองคู่ที่ใสแป๋วจ้องมองนางอยู่อย่างกล้าๆกลัวๆ แถมยังมีอีกหนึ่งคนอยู่ตรงประตู
ซู่ซินพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบากแต่มันปวดร้าวไปทั้งตัว เอ๊ะ นางรู้สึกได้ว่าที่มือด้านซ้ายของนางมีอะไรบางอย่าง
‘นี่มัน! เม็ดยาสีขาว ใช่แล้วท่านอาจารย์บอกว่าเมื่อมาถึงโลกนี้ต้องกินยา! จะได้เข้าใจเื่ราวชีวิตของแม่นางเ้าของร่าง’
คิดได้ดังนั้นซู่ซินจึงสั่งให้เด็กน้อยพวกนี้ออกไปเอาน้ำดื่มข้างนอกมาให้พอเด็กๆ ออกไปแล้ว นางจึงรีบหยิบยาเข้าปากแล้วอมไว้รอเด็กๆ เอาน้ำมาให้ หลังจากกินยาแล้วความทรงจำในมุมมองของท่านเทพแห่งชะตาก็ไหลเข้าสู่หัว
‘เห้อนี่คงเป็ลูกเลี้ยงของไป๋ซู่ซิน ที่เกิดจากหวังเซี่ยหยางและภรรยาเก่าสินะ แล้วนี่ข้าควรจะทักทายเด็กพวกนี้อย่างไรดีคิดแล้วก็หนักใจชะมัด’
ไม่แปลกที่ซู่ซินจะหนักใจ เพราะเมื่อคิดถึงความร้ายกาจของไป๋ซู่ซินคนเดิมแล้วมันเรียกได้ว่าน่ารังเกียจเลยทีเดียว วีรกรรมของเ้าหล่อนมีมากมาย อาทิหยิกตีลูกเลี้ยง สั่งงดอาหาร ใช้งานเด็ก ตีสองหน้า ขู่ฆ่าตัวตายเถียงสามีและที่เด็ดสุดคือวางยากำหนัดหวังเซี่ยหยางจนได้มาเป็ภรรยาใหม่ของเขา และเื่นี้เองที่ทำให้ครอบครัวของสามีถึงกับเบือนหน้าหนี
ย้อนกลับไปก่อนที่นางจะมาเป็สะใภ้บ้านหวังแรกเริ่มเดิมทีนางเป็เด็กดีเด็กน่ารัก และด้วยความที่มีมารดาเป็ฮูหยินเอกเธอจึงเป็ที่รักใคร่ของคนในตระกูล จนกระทั่งไป๋ซู่ซินอายุได้แปดหนาว เวลาทดสอบและปลุกพลังบ่มเพาะมาถึง ไป๋ซู่ซินได้พบว่านางไม่สามารถบ่มเพาะได้ซึ่งหมายถึงการเป็คนไร้ค่า ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ทุกคนเสียหน่อยที่จะบ่มเพาะพลังปราณได้ยิ่งชาวบ้านยากจนนั้น บางคนแม้จะปลุกพลังบ่มเพาะได้ก็จริง แต่ไม่รู้จะฝึกทักษะเพื่อเลื่อนระดับอย่างไรจะซื้อยาพิชิตปราณก็ไม่มีเงิน แต่ถึงอย่างนั้นมารดาก็ยังรักไป๋ซู่ซินไม่เสื่อมคลายส่วนบิดาเริ่มพูดกับนางน้อยลงเรื่อยๆ ยิ่งย่านั้นเรียกได้ว่ารังเกียจนางเป็อย่างมากที่แย่กว่านั้นคืออนุหลิวจิ่นเหยียนของบิดา นางมีบุตรสองคน เป็ชายหนึ่งคนและหญิงหนึ่งคนโดยผู้ชายชื่อไป๋เสี่ยวหยูอายุสิบหนาว ผู้หญิงชื่อไป๋เจียวเหมยอายุเจ็ดหนาวบ่มเพาะพลังปราณได้ทั้งคู่ ซึ่งไป๋เจียวเหมยเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะเพราะตอนนางปลุกพลังก็มีพลังบ่มเพาะแรกเริ่มอยู่ที่สีส้มอีกทั้งยังหน้าตาค่อนข้างงดงาม สำหรับคนทั่วไปนั้นหากสามารถปลุกการบ่มเพาะได้ แต่ในตอนทดสอบพลังแรกเริ่มจะขึ้นสีแดงกันซะส่วนใหญ่หากใครขึ้นสีอื่นถือว่าอัจฉริยะ ซึ่งไป๋เจียวเหมยนี้ก็เป็ความภาคภูมิใจของตระกูลไป๋โดยแท้จริงเพราะนางทำให้ตระกูลที่ยากจนลงทุกวันนี้ได้ยกระดับและลืมตาอ้าปากกับเขาเสียทีพอไป๋เจียวเหมยปลุกพลังได้จึงเกิดการเปรียบเทียบกับไป๋ซู่ซินโดยปริยาย
จากนั้นไม่นานมารดาของไป๋ซู่ซินก็ได้จากไปนางเลยต้องมาอยู่ในความดูแลของนางหลิวจิ่นเหยียนที่แสร้งทําว่ารักนางและหวังดีกับนางและด้วยการสอนของนางหลิวจิ่นเหยียนนี้เองทำให้ไป๋ซู่ซินเริ่มเสียคนไม่ว่าจะเป็การตามใจจนเกินพอดี การยุยงให้ทำเื่ร้ายๆ พูดจาหยาบคายหูเบาเชื่อคนง่าย ทำให้ภาพลักษณ์ของไป๋ซู่ซินกับไป๋เจียวเหมยต่างกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นจนแม้แต่บิดาก็ยังระอากับนิสัยของไป๋ซู่ซิน
กระทั่งไป๋ซู่ซินอายุได้ 16 หนาวมีหลานชายเ้าเมืองที่ชื่อว่าเการุ่ยหานที่ได้พบไป๋ซู่ซินโดยบังเอิญนั้นตกหลุมรักในความงามของนางเข้าอย่างจังเการุ่ยหานจึงได้มาเจรจาสู่ขอไป๋ซู่ซินจากทางตระกูลไป๋พร้อมบอกว่าตนเป็หลานเ้าเมืองหากแต่งให้ตน ตนจะให้นางเป็ถึงฮูหยิน นั่นทำให้นางหลินฮวา ย่าของไป๋ซู่ซินดีใจมากเพราะในที่สุดจะได้กำจัดเศษสวะไร้ค่าของตระกูลออกไปแถมยังได้เกาะบารมีของหลานชายเ้าเมืองอีก
แต่มีสามคนที่ไม่ดีใจกับเหตุการณ์นี้นั่นก็คือนางหลิวจิ่นเหยียน ไป๋เจียวเหมย และไป๋เสี่ยวหยู นางหลิวจิ่นเหยียนจึงแสร้งทำว่าหวังดีกับไป๋ซู่ซินโดยแย้งขึ้นมาว่าให้เด็กทั้งสอง ได้รู้จักกันพูดคุยก่อนดีกว่าไป๋ซู่ซินอายุยังน้อย ยังพอมีเวลาเลือก ที่นางทำเช่นนี้เพราะหวังดีและเพื่อความสุขของลูกเลี้ยงทั้งนั้น