“ไม่เจอกันไม่กี่ปี โตขึ้นเยอะเลยนะ” เหลิ่งเชียนอี้ตบไหล่ของเยี่ยเทียน ใบหน้าเ็าแสดงสีหน้าออกมาเล็กน้อย
ถึงแม้จะเป็เช่นนั้น เยี่ยเทียนก็อดตะลึงไม่ได้
ไม่พูดก็คงไม่ได้ ชายหนุ่มที่โดดเด่นไม่เหมือนใครผู้ยืนอยู่ตรงหน้านั้นช่างดูดีเหลือเกินโครงหน้าที่สมบูรณ์แบบ สัดส่วนที่พอดี หน้าตาเหมาะจะเป็ได้ทั้งชายทั้งหญิง แต่ไม่หวานจนเกินไปผิวเกลี้ยงเกลาละเอียดจนหญิงสาวต่างพากันอิจฉา แต่ว่าไม่มีใครกล้าจ้องมองเขาเลยสักคนเพราะแววตาที่นิ่งสงบคู่นั้นทำให้คนอื่นรู้สึกกดดันอยู่เล็กน้อย
เมื่อได้เห็นไอดอลของตัวเอง เยี่ยเทียนก็รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมากจนพูดไม่ได้ศัพท์“เฮียเหลิ่ง กลับมาั้แ่เมื่อไหร่ ครั้งนี้จะอยู่นานไหม”
เหลิ่งเชียนอี้เดินไปยังโซฟาที่อยู่ใกล้ๆ ปลดกระดุมสูทอย่างสบายอารมณ์และนั่งลงด้วยท่วงท่าสงบเสงี่ยม การเคลื่อนไหวของเขาช่างไหลลื่นเป็ธรรมชาติดุจเมฆเหินน้ำไหลมีความสูงส่งสง่างามอย่างไม่อาจอธิบายได้ “มานั่งคุยกันสิ”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แต่ก็แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามในแบบฉบับของตนซึ่งทำให้ใครก็ไม่สามารถเมินเฉยได้
ขนาดลูกชายตระกูลใหญ่ที่ดื้อด้านไร้ระเบียบอย่างเยี่ยเทียนเมื่ออยู่ต่อหน้าเหลิ่งเชียนอี้ ก็ยังต้องปฏิบัติตามอย่างว่านอนสอนง่าย
“นายดูไม่ค่อยดีเลยนะ เมื่อคืนไปเที่ยวเตร่มาเหรอ” เหลิ่งเชียนอี้ไม่ตอบคำถามของเขาแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เยี่ยเทียนลูบหลังหัวตัวเองอย่างเคอะเขิน ไม่สามารถปกปิดความอายที่แสดงออกมาได้“มะ...ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่สักหน่อย...แค่ออกไปแข่งรถกับเพื่อนแล้วโดนใครไม่รู้ตีจนสลบถูกทิ้งไว้ทีู่เา เพิ่งได้กลับมาตอนเช้าเอง...”
เหลิ่งเชียนอี้เลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นเส้นหยักที่น่ามอง“ไม่คิดว่าปีศาจร้ายอย่างนายจะโดนคนดัดนิสัยเข้าสักวัน...”
“เฮ้อ ช่างเถอะ...ผมไม่เคยเสียหน้ามาก่อนเลยนะ แต่กลับถูกผู้หญิงคนหนึ่ง...”เยี่ยเทียนพูดมาถึงตรงนี้ก็พูดต่อไม่ออกเสียแล้ว
อย่างไรเสีย การถูกผู้หญิงคนหนึ่งตีจนสลบก็ไม่ใช่เื่ที่มีเกียรติเลย
คนพูดไม่ได้ตั้งใจพูด แต่คนฟังตั้งใจฟัง
“เขาจิ่วชิงเหรอ ฉันจำได้ว่ามีสถานพินิจอยู่บนเขา” เหลิ่งเชียนอี้ยกแก้วชาขึ้นจิบอย่างช้าๆแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
เยี่ยเทียนค่อยๆ รำลึกความจำ ถ้าเกิดมีสถานที่แบบนั้นจริงละก็“เฮียเหลิ่งหมายความว่า...คนที่ตีผมจนสลบคือนักโทษเยาวชนเหรอ”
เหลิ่งเชียนอี้ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็น่าจะเดาถูกเสียส่วนใหญ่อย่างไรก็ตาม เยี่ยเทียนถือว่าเป็คนดังในเมืองปักกิ่ง คนธรรมดาไม่กล้าตอแยเขาแน่ นอกจากนี้ฝีมือของหญิงสาวคนนั้นก็ว่องไวถ้าบอกว่ามาจากสถานพินิจก็คงจะไม่ผิดนัก
เมื่อเห็นเหลิ่งเชียนอี้ไม่พูดไม่จา เยี่ยเทียนจึงตบต้นขาตัวเอง “หึ...ยัยเด็กนั่นกล้ามาแหย่เ้าถิ่นถึงที่แล้วยังไม่เห็นลูกเ้าพ่ออย่างฉันในสายตาอีก...ไม่ได้การ ผมต้องหาคนคนนั้นให้เจอ...”
เหลิ่งเชียนอี้ได้ยินคำพูดเด็กๆ ของเขา จึงอดยิ้มอ่อนไม่ได้
ถ้าคนนั้นจัดการได้ง่ายก็ดีสิ การที่เธอสามารถปีนกำแพงที่สูงถึงสองเมตรออกมาได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีใครรู้ก็ใช้เป็เครื่องยืนยันฝีมือได้แล้ว คงไม่ใช่คนที่จัดการได้ง่ายแน่
หึ ดูเหมือนว่าทริปปักกิ่งครั้งนี้ ในที่สุดก็เจอเื่น่าสนใจแล้วสินะ
“รถของนายติดกล้องในรถไว้นี่” เหลิ่งเชียนอี้พูดเตือนเขาด้วยความหวังดี
เยี่ยเทียนชะงักไปสองวิแล้วลุกพรวดขึ้นมา “ทำไมผมถึงคิดไม่ออกนะ ผมจะไปดูเลย!”
เยี่ยเทียนมีนิสัยคิดเร็วทำเร็ว เมื่อคิดจะทำสิ่งใดก็จะลงมือทำทันทีก่อนที่เหลิ่งเชียนอี้จะส่งเสียงพูดอะไร เขาก็กระวีกระวาดวิ่งออกไปเสียแล้ว
เหลิ่งเชียนอี้เบิกตากว้างแต่ก็ไม่ได้ลุกขึ้น และนั่งอยู่บนโซฟาอย่างสุขุมรอให้เขากลับมา
หลังจากนั้นไม่ถึงสองนาที เยี่ยเทียนก็เดินคอตกเข้ามา “แย่จริง! ไม่นึกเลยว่ามันจะเอากล้องในรถของผมออก!”
เมื่อเห็นเขาขบฟันด้วยความโกรธแค้น รอยยิ้มมุมปากของเหลิ่งเชียนอี้ก็ประจักษ์ให้เห็นมากขึ้น
ดูเหมือนเื่นี้ชักจะสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ
“ซูเฉียว เธอจะออกไปอีกแล้วเหรอ” คืนนั้นหลังจากไฟดับลงได้ไม่นาน หันโยวโยวก็พบปัญหาอย่างหนึ่งเข้าให้แล้วนั่นคือซูเฉียวไม่ได้ถอดเสื้อผ้า
โดยปกติ ถ้าซูเฉียวนอนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อผ้า มันเป็ลางว่าเธอจะออกไปข้างนอกอย่างแน่นอน
ซูเฉียวตอบรับ เสียงที่ทุ้มต่ำเล็กน้อยฟังดูไพเราะเป็พิเศษในยามค่ำคืน“ฉันจะออกไปยืดเส้นยืดสายข้างนอก เธอนอนไปเถอะ”
ซูเฉียวร่างนี้ช่างแย่เสียจริง ที่ออกไปเที่ยวครั้งก่อนแล้วกลับมา ก็เล่นเอาปวดเนื้อปวดตัวไปหลายวันหากไม่ออกกำลังกายมีหวังร่างคงพังเป็แน่
หันโยวโยวเห็นเธอไม่ได้ออกไปหาอะไรกิน จึงไม่ได้ไปด้วย
ซูเฉียวเปิดประตูออกไปอย่างเบามือ หลบกล้องวงจรปิด และปีนกำแพงทางประตูหลังออกไป
เยี่ยเทียนที่แอบสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบจากที่ไกลๆเห็นเงาตะคุ่มผ่านไปเพียงพริบตาก็อดตื่นเต้นไม่ได้ “มีคนออกมาแล้ว...เฮียเหลิ่งเฮียนี่แม่นเหมือนหมอดูจริงๆ!”
เหลิ่งเชียนอี้กระตุกยิ้มมุมปาก ทว่าสายตากลับมองตามเงาร่างบางที่ตรงเข้าไปในป่า“ไปเถอะ นายจะจับเธอให้ได้ไม่ใช่เหรอ”
เยี่ยเทียนตอบรับแล้วสาวเท้ายาวตามไป
การออกกำลังกายของซูเฉียวแท้จริงแล้วก็คือการวิ่งเหยาะๆ ในป่า สุขภาพร่างกายของร่างนี้แย่มากต้องเริ่มฝึกซ้อมจากขั้นพื้นฐานก่อนถ้าถึงระดับมาตรฐานแล้วค่อยฝึกตามที่เธอเคยได้เรียนมา
“กลางค่ำกลางคืนมืดสนิทแบบนี้ผู้หญิงคนเดียวอย่างเธอเข้าไปเดินเตร็ดเตร่ในป่า ไม่กลัวพวกสัตว์ร้ายเลยหรือไงนะ”เยี่ยเทียนที่ยืนอยู่ห่างออกมาสิบเมตรกระซิบเสียงเบา
เหลิ่งเชียนอี้กลับคิดว่าเด็กสาวคนนั้นน่าสนใจเสียจริงหากพูดถึงความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวของเธอแล้ว ช่างเก่งกาจกว่าคนทั่วไปเป็อย่างมากบางทีถ้าหากเขารับเธอเข้ากลุ่มได้ นานวันไป จะต้องประสบความสำเร็จแน่
“เฮียเหลิ่ง ตอนนี้พวกเราต้องตามไปไหม”เยี่ยเทียนปัดยุงที่อยู่รอบๆ พลางถามด้วยเสียงเบา
เหลิ่งเชียนอี้ยืนกอดอกอยู่ข้างบนแล้วพูดว่า“ขอคิดก่อน”
เมื่อเหลิ่งเชียนอี้พูดเช่นนั้นเยี่ยเทียนก็ยืนนิ่งไม่ขยับอย่างว่าง่าย
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือเพียงแค่เวลาชั่วพริบตาเดียว เงาของซูเฉียวก็ได้หายไปท่ามกลางม่านราตรีเสียแล้ว
“เอ๋...หายไปไหนแล้ว”เยี่ยเทียนขยี้ตา แล้วหยิบกล้องมองกลางคืนขึ้นมาส่องหาอย่างถี่ถ้วน แต่ก็หาเงานั้นไม่เจออยู่ดี
เหลิ่งเชียนอี้หันหน้ามองไปทางหนึ่งอย่างครุ่นคิดแล้วหัวเราะออกมาอย่างไร้เสียง
เธอเห็นพวกเขาเข้าแล้ว!
ประสาทััว่องไวมาก ช่างเป็เด็กที่มีแววเสียจริง!
เพียงครู่หนึ่งก็มีเสียงดังะเืเลือนลั่นของรถฮาร์ลีย์บนถนนไกล กว่าเยี่ยเทียนจะรู้ตัววิ่งตามไปรถที่เคยจอดอยู่ริมถนนก่อนหน้านี้ก็ได้หายไปเสียแล้ว
“ไม่จริงน่า...แล้วพวกเราจะลงเขายังไงล่ะ...”เยี่ยเทียนทึ้งหัวด้วยความหงุดหงิด แม้จะบ่นว่าเธอ แต่ก็มีความประหลาดใจในตัวหญิงสาวคนนั้นเป็อย่างมาก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb