บทที่ 18 สะสมแต้มสำนัก ได้รับวิชาหมัดชิงหนิวและศร์
อีกหนึ่งวันต่อมา
"แกว๊ก!..."
ขณะที่สวี่ไท่ผิงกำลังฝึกฝน เขาก็ได้ยินเสียงร้องของนกวิเศษดังมาจากหน้าประตูลาน
"ท่านลุงอินทรีคงนำเงินมาให้ข้า"
สวี่ไท่ผิงพลันกระโจนลงจากเตียง
ยามมาถึงหน้าประตูลาน เขาก็เห็นนกอินทรีหัวขาวตัวเดิมที่พบเมื่อวาน
ปั๊ก!
นกอินทรีหัวขาวไม่เอ่ยมากความ โยนถุงเงินให้สวี่ไท่ผิง แล้วพูดเสียงเ็าว่า
"ได้แต้มสำนักทั้งหมดเก้าสิบเจ็ดเหรียญ หักส่วนแบ่งของข้าสามเหรียญ เหลือเก้าสิบสี่เหรียญ เ้าตรวจนับดู"
"ไม่ต้องนับแล้ว ขอบคุณท่านลุงอินทรีขอรับ"
สวี่ไท่ผิงประสานมือคำนับ พร้อมกล่าวขอบคุณ
นกวิเศษแห่งูเาอวิ๋นหลูล้วนทำพันธสัญญาเืกับสำนักชิงเสวียน อีกฝ่ายจะไม่ทำเื่ขโมยหรือหลอกลวงอย่างแน่นอน
การกระทำของสวี่ไท่ผิงครานี้ ทำให้นกอินทรีหัวขาวมองด้วยสายตาที่อ่อนโยน
"หากมีเื่อะไรก็เป่าขลุ่ยได้ บริเวณนี้ข้าเป็ผู้ดูแลเอง"
นกอินทรีหัวขาวกล่าวอย่างเฉยเมย
"เช่นนั้นต่อไปนี้คงต้องรบกวนท่านลุงอินทรีแล้ว"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้า
"หืม? เหตุใดในลานบ้านของเ้าถึงมีกลิ่นอายของปีศาจ?"
นกอินทรีหัวขาวกำลังจะจากไป ทว่าหันกลับมามองลานด้านหลังของสวี่ไท่ผิงด้วยสายตาเคลือบแคลง
"พี่อินทรีสามารถัักลิ่นอายของปีศาจหมาป่าในลานบ้านข้าได้หรือ?"
สวี่ไท่ผิงค่อนข้างประหลาดใจ
ทว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง จึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้กับนกอินทรีหัวขาวฟัง อย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องปิดบังอยู่แล้ว
"เหตุใดทีู่เาหยางลู่จึงมีปีศาจหมาป่าได้?"
เมื่อฟังสวี่ไท่ผิงเล่าจบ นกอินทรีหัวขาวแสดงท่าทีสงสัยไม่น้อย
"เ้าหนูโชคดีทีเดียว แต่่นี้อย่าเพิ่งไปทีู่เาหยางลู่เลย เื่นี้ข้าจะไปแจ้งกับศาลาซีเฟิงเอง"
ดูเหมือนว่านกอินทรีหัวขาวจะมิได้ตั้งใจสืบสาวเื่นี้ให้ลึก
"เช่นนั้นก็ดีมากแล้วขอรับ"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง
หากมีคนจากสำนักมาตรวจดูก็คงจะดี เพราะด้วยการฝึกฝนของเขาในยามนี้ คงไม่สามารถรับมือกับกับปีศาจได้
"จริงสิ ซากปีศาจหมาป่านั่น เ้าจะขายหรือไม่?"
ทันใดนั้นนกอินทรีหัวขาวพลันเอ่ยถาม
"ขาย แน่นอนว่าต้องขาย!"
สวี่ไท่ผิงพยักหน้าตอบโดยไม่ต้องคิด
"เ้าขายมันให้ข้าเถิด ลูกชายตัวน้อยของข้ากำลังจะทะลวงขีดจำกัดในเร็ววันนี้ แม้ว่าระดับปีศาจหมาป่าตัวนั้นจะไม่สูงนัก แต่หากนำมาเสริมพละกำลังและบำรุงเืลมให้กับนกวิเศษอย่างพวกข้าก็ย่อมเพียงพอแล้ว"
นกอินทรีหัวขาวกล่าว
"หากท่านลุงอินทรี้าก็เอาไปเถอะ"
สวี่ไท่ผิงเอ่ยอย่างใจกว้าง
เขาไม่รังเกียจที่จะใช้ซากปีศาจหมาป่าเพื่อผูกมิตรกับนกอินทรีหัวขาวตรงหน้า
"ข้าจะรับของจากเด็กหนุ่มเช่นเ้าโดยไม่ตอบแทนได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นมันคือสิ่งที่เ้าแลกมาด้วยชีวิต"
นกอินทรีหัวขาวมองสวี่ไท่ผิงอย่างไม่พอใจ ทว่าในใจกลับชื่นชอบเด็กหนุ่มมากขึ้นอีกหลายส่วน
"เอาอย่างนี้แล้วกัน ซากปีศาจหมาป่านี้ หากเ้าเอาไปขายเองก็คงจะได้แต้มสำนักสิบกว่าเหรียญ แต่ข้ายินดีจ่ายยี่สิบเหรียญ เ้าเด็กหนุ่มเห็นว่าอย่างไร?"
นกอินทรีหัวขาวเอ่ยถาม
สวี่ไท่ผิงได้ยินเช่นนั้น จึงไม่โต้แย้งอะไรอีก รีบกลับเข้าไปในลานบ้าน แล้วลากซากปีศาจหมาป่าออกมา
"ท่านลุงอินทรีเอาไปเถิด"
เขาวางซากปีศาจหมาป่าไว้ตรงหน้านกอินทรีหัวขาว
"เด็กหนุ่ม รับนี่ไว้"
นกอินทรีหัวขาวเห็นดังนั้นก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางสะบัดปีกครั้งหนึ่ง โยนแต้มสำนักยี่สิบเหรียญมาตรงหน้าสวี่ไท่ผิงอย่างแม่นยำ
"อีกอย่าง อดีตเ้าสำนักตั้งชื่อให้ข้าว่าไป๋หง เ้าเรียกข้าว่าลุงไป๋ก็พอ"
นกอินทรีหัวขาวกล่าวพลางหยิบซากปีศาจหมาป่าที่อยู่บนพื้น จากนั้นก็กระพือปีก ลอยขึ้นไปในอากาศ
"เ้าสำนักตั้งชื่อให้เองเลยหรือ"
สวี่ไท่ผิงพึมพำขณะมองไปทางที่นกอินทรีหัวขาวจากไป
"คราวนี้บังเอิญได้แต้มสำนักเพิ่มอีกยี่สิบเหรียญ ต้องเลือกวรยุทธ์ที่ดีและอาวุธที่เหมาะมือสักชิ้นแล้ว"
มองดูถุงเงินในมือซ้ายและแต้มสำนักยี่สิบเหรียญในมือขวา สวี่ไท่ผิงเผยท่าท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็ก ๆ พลางะโโลดเต้นกลับเข้าไปในลานบ้าน
...
ยามกลับถึงห้องนอน
สวี่ไท่ผิงโยนแต้มสำนักหนึ่งเหรียญลงในกระจกทองแดงทันที
"สวี่ไท่ผิงจากเรือนไผ่เขียว มาหาข้าวันนี้ มีธุระอันใด?"
เสียงของภูตกระจกพลันดังขึ้น
"ท่านเสวียนจิ้ง ข้าอยากเลือกวรยุทธ์และอาวุธสักสองสามอย่าง ท่านพอจะแนะนำได้บ้างหรือไม่?"
ถึงแม้จะตระหนักดีว่าภูตกระจกเป็เพียงสิ่งของที่ไร้ความรู้สึก ทว่าสวี่ไท่ผิงก็ยังคงสุภาพกับอีกฝ่ายเช่นเคย
"ศิษย์นอกสำนักเช่นเ้า สามารถซื้อวรยุทธ์และอาวุธได้จากคลังของศาลาซีเฟิงเท่านั้น ในกระจกทองแดงได้แสดงรายการวรยุทธ์และอาวุธที่ยังคงมีอยู่ในศาลาซีเฟิง เ้าสามารถเลือกได้ตามใจชอบ"
น้ำเสียงของภูตกระจกยังคงไร้ซึ่งอารมณ์เช่นเคย
"ขอบพระคุณท่านเสวียนจิ้งขอรับ"
สวี่ไท่ผิงกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็คุกเข่าลงบนโต๊ะและก้มหน้าก้มตาเลือก
"ข้าจำได้ว่าท่านอาจารย์จื่อหยางเคยกล่าวไว้ตอนบรรยายว่า วรยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ ‘คัมภีร์ฉานเสีย’ คือวิชาหมัดและฝ่ามือ เพราะจะสามารถดึงศักยภาพของศิษย์ที่ฝึกฝนพลังปราณอันล้ำลึกจากคัมภีร์ฉานเสียได้อย่างเต็มที่ หลังจากโคจรพลังปราณได้แล้ว ทุกหมัด ทุกฝ่ามือ ล้วนมีพลังเทียบเท่ากับคนธรรมดาที่ใช้อาวุธอย่างเต็มกำลัง"
ยามนึกถึงเนื้อหาที่ท่านอาจารย์จื่อหยางเคยสอนในวันนั้น สวี่ไท่ผิงจึงจับจ้องไปที่วิชาหมัดและฝ่ามือที่ปรากฏอยู่ในกระจกทองแดงอย่างไม่ลังเล
ในที่สุด เขาก็เลือกวิชาหมัดที่ชื่อว่า ‘หมัดชิงหนิว’
ตามคำอธิบายของวิชาหมัดเล่มนี้ หลังจากฝึกฝน 'หมัดชิงหนิว' แล้ว ยามใช้ร่วมกับพลังปราณ ทุกหมัดจะสามารถทุบหินบนูเาให้แตกได้
นอกจากนี้ วิชาหมัดชิงหนิวยังมีกระบวนท่าลับอีกสองกระบวนท่า
กระบวนท่าแรกมีชื่อว่า ‘ทะลายภูผา’ เมื่อใช้เต็มกำลัง จะมีพลังโจมตีรุนแรงราวกับวัวควายพุ่งชนูเา มีพลังมากกว่ากระบวนท่าหมัดธรรมดาใน 'หมัดชิงหนิว' ถึงแปดเท่า
อีกกระบวนท่าหนึ่งมีชื่อว่า ‘ทะลวงแนวรบ’ เมื่อใช้เต็มกำลัง กระบวนท่าหมัดจะรุนแรงราวกับฝูงวัวควายวิ่งตะลุย พลังหมัดจะยิ่งทวีคูณความรุนแรง จนกว่าพละกำลังจะหมดจึงจะหยุด
โดยรวมแล้ว วิชาหมัดชิงหนิวนี้เหมาะสมกับสวี่ไท่ผิงในปัจจุบันมาก และยังเหมาะกับคัมภีร์ฉานเสียที่สามารถฟื้นฟูพลังปราณได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
แน่นอนว่าในคลังอาวุธของศาลาซีเฟิงยังมีวิชาหมัดที่ดีกว่าและเหมาะสมกว่าวิชาหมัดชิงหนิว ทว่าน่าเสียดายที่วิชาเ่าั้ส่วนใหญ่ต้องใช้แต้มสำนักั้แ่ร้อยเหรียญขึ้นไป ในขณะที่วิชาหมัดชิงหนิวใช้เพียงสามสิบเหรียญเท่านั้น
ในฐานะที่เป็เพียงวิชาเฉพาะกาลเพื่อใช้ป้องกันตัวเอง วิชาหมัดชิงหนิวจึงถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
นอกจากวิชาหมัดชิงหนิวแล้ว สวี่ไท่ผิงยังใช้แต้มสำนักอีกสิบเหรียญเพื่อซื้อวิชากลยุทธ์ธนูที่ชื่อว่า ‘ศร์’
วิชานี้ค่อนข้างธรรมดา เป็เพียงการสอนวิธีการใช้พลังปราณเพื่อเพิ่มพลังสายตาและสมาธิ รวมถึงวิธีการผสานพลังปราณเข้ากับลูกธนูเพื่อเพิ่มพลังโจมตี
สรุปง่าย ๆ ก็คือ การยกระดับศิลปะการยิงธนูธรรมดาไปสู่ระดับของผู้ฝึกตน
แต่สำหรับสวี่ไท่ผิงแล้ว การได้วิชานี้มาในราคาเพียงสิบเหรียญ ย่อมถือว่าคุ้มค่า
ยกตัวอย่างเช่น หากครั้งก่อนเขารู้วิธีผสานพลังปราณเข้ากับลูกธนู คงไม่จำเป็ต้องพึ่งพากลไกบนูเา ก็สามารถสังหารปีศาจหมาป่าตัวนั้นได้