แสงแดดยามสายสาดลอดผ่านหมู่ไม้ทอประกายอบอุ่นบนจวนตระกูลฮวา ยามนี้ยังคงเงียบสงบดั่งเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไปจากวันที่ฮวาเสี่ยวซีออกเรือนไปก่อนหน้านี้นางกลับมาเยี่ยมมารดาและท่านย่าเพียงครู่เดียว ครานี้เมื่อทุกอย่างกลับเป็นปกติฮวาเสี่ยวซีจึงคิดจะพาเจ้าอ้วนน้อย หลี่หมิง ลูกชายวัยเตาะแตะออกเดินตลาดเปิดหูเปิดตาก่อนกลับเรือน
เด็กน้อยในอ้อมแขนส่งเสียงหัวเราะคิกคักดวงตากลมใสกวาดมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยความตื่นเต้นรอยยิ้มไร้เดียงสาทำให้หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ก้มลงหอมแก้มลูกอย่างอดไม่ได้
ฮวาเสี่ยวซีในชุดผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนดูเรียบง่ายสะอาดตานางก้าวเท้าฉับไว ฝ่าฝูงชนที่เริ่มคึกคักในตลาดเช้าเสียงเจื้อยแจ้วของนางแว่วมาจากการชี้ชวนลูกชายดูโน่นนี่
เมื่อถึงแผงผลไม้แผงแรก ความป่วนเริ่มขึ้นทันทีแม่ค้ากลิ้งตา คิดจะโก่งราคานางสาวมือใหม่ที่พาลูกเดินตลาด ทว่าฮวาเสี่ยวซีที่ดูไร้พิษสง กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสปนเย้า
“ท่านป้าเจ้าคะหากลูกท่านกินพุทราราคาเช่นนี้ทุกวัน...คงได้ขายเรือนแน่แท้”
คำพูดเรียบเฉียบบาดใจจนแม่ค้าต้องอ้ำอึ้งจำใจลดราคาลงในบัดดล
เจ้าอ้วนน้อยตบมือแปะ ๆ ราวกับรู้ทันดึงดูดสายตาผู้คนให้หันมามองแม่ลูกด้วยรอยยิ้มขบขัน
ไม่ไกลจากนั้น ณภัตตาคารหมิงหลงที่ตั้งตระหง่านอยู่ในตลาดสายตาคมกริบคู่หนึ่งยังไม่ละจากภาพตรงหน้า ชาย
หนุ่มชุดนักเดินทางสีน้ำหมึกนั่งอยู่ชั้นบนสุดริมหน้าต่าง พลางยกชากรุ่นไอขึ้นจิบอย่างใจเย็น
“ท่านมองอะไรอยู่หรือ?” สหายถามพลางเหลือบมองตาม
ชายลึกลับเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่ตอบคำถามแต่ยิ้มมุมปากบาง ๆ ก่อนทอดสายตากลับไปยังแม่ลูกคู่นั้น
“หญิงผู้นั้น...ไม่ธรรมดา” เขากระซิบในลำคอเบา ๆราวรำพึงกับตัวเอง
ในสายตาของเขา ฮวาเสี่ยวซีแม้ดูวุ่นวาย เหม่อ ๆซุกซน แต่เปล่งประกายบางอย่างที่ดึงดูดใจ นางมิใช่แค่หญิงสาวอุ้มลูกเดินตลาดหากคือจุดเริ่มต้นของพายุที่จะโหมกระหน่ำใจเขาในวันหน้า...
กลิ่นหอมของน้ำซุปต้มกระดูกลอยตามลมลอดบานประตูชักชวนให้ผู้คนย่างเท้าเข้าภัตตาคารฮวาเสี่ยวซีพาเจ้าอ้วนน้อยเดินมาถึงหน้าภัตตาคารหมิงหลง
นางพึมพำเบา ๆ กับลูกชายในอ้อมแขน
“เข้าข้างในกันเถิด...แม่ก็เริ่มหิวแล้ว”
ชุดผ้าแพรสีชมพูอ่อนปลิวตามแรงลมยามสายแววตาซุกซนแฝงความเอาเรื่องของคนเคยผ่านโลก นางก้าวขึ้นบันไดไม้ทีละขั้นด้วยท่วงท่าสบายใจไร้พิรุธ
แต่ทันทีที่จะก้าวพ้นธรณีประตูประตูไม้กลับเปิดออกอย่างไม่คาดคิด
กลิ่นยาจีนจาง ๆลอยมาก่อนร่างสูงสง่าในชุดอาภรณ์สีหมึกสนิทบุรุษผู้นั้นก้าวออกมาพร้อมลมตะวันตกที่พัดกรูสาบเสื้อให้ปลิวไหวเบา ๆ
ใบหน้าใต้เงาหมวกปักลายเมฆดำไม่อาจเห็นชัดหากสายตาใต้คิ้วเรียวทอดมองตรงมาราวล่วงรู้ทุกสิ่ง
เงาร่างทั้งสองสวนกันพอดิบพอดีหญิงสาวผู้ไม่หันกลับ กับบุรุษผู้เงียบขรึม
ฮวาเสี่ยวซีไม่ได้ชะงักฝีเท้านางเบือนหน้าเล็กน้อย ไม่สนใจคล้ายชายผู้นั้นเป็นเพียงเงาของผู้คนมากมายในตลาดเช้า
แต่...เด็กน้อยในอ้อมแขนกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ดวงตากลมโตของ “หลี่หมิง”จ้องไปยังบุรุษผู้นั้นอย่างไม่กะพริบ
แววตาไร้เดียงสากลับนิ่งลึกคล้ายจะมองเห็นบางสิ่งที่ผู้ใหญ่ยังมองไม่เห็น
เด็กน้อยมิได้ส่งเสียงใดเพียงแต่จ้องเงียบเชียบจนแปลกตา
สายตาของเด็กสะกิดให้ชายผู้นั้นชะงักฝีเท้าราวเสี้ยวลมหายใจ
เขาหันกลับมา...สายตาของชายหนุ่มผู้ฝึกใจเยือกเย็นมาทั้งชีวิตสะดุดเข้ากับดวงตาคู่น้อยนั้น
“เด็กคนนั้น...” เสียงในใจเขากระซิบประหลาดใจ“...จ้องข้าทำไมกัน?”
เพียงพริบตาเดียวหญิงสาวก็เบี่ยงกายพาเจ้าตัวน้อยก้าวผ่านไป กลิ่นหอมบาง ๆจากร่างนางลอยเคล้ากับลมร้อน เสี้ยวหน้าที่ผ่านแสงแดดชั่ววูบคล้ายเงาในห้วงฝันอันเลือนรางที่เขาเองก็ไม่อาจจดจำ
เงาหลังของแม่ลูกห่างออกไปทีละก้าวท่ามกลางเสียงเจื้อยแจ้วของแม่ค้าในตลาด
ท่านอ๋องยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม
เพียงเงาเดียวที่สวนผ่าน...แต่ก้องอยู่ในใจเขามากกว่าคำกราบทูลจากเหล่าขุนนางทั้งวังหลวง
ในภัตตาคารหมิงหลงฮวาเสี่ยวซีนั่งลงยังโต๊ะมุมห้องพร้อมเจ้าอ้วนน้อย หากยังไม่ทันจะกินหมั่นโถวเจ้าอ้วนน้อยก็ปา
มันใส่คนเดินผ่านหน้าต่างไปพร้อมเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก
"โอ๊ย! ขออภัยเจ้าค่ะ!"ฮวาเสี่ยวซีรีบลุกขึ้นก้มหัวขอโทษคนที่ถูกหมั่นโถวปริศนาปะทะ
“เจ้าหนูยังเล็ก ซุกซนไปหน่อยอย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ” นางตีมือเจ้าอ้วนน้อยเบา ๆ ทั้งที่อดยิ้มไม่ได้
เบื้องบนของภัตตาคารอี้หานเฟิงก้าวออกมาที่ระเบียง มองภาพนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน
ขณะที่เบื้องล่างเจ้าอ้วนน้อยเพิ่งแย่งขนมถั่วแดงจากมือแม่ใส่ปากอีกชิ้นพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักที่ชัดเจนเกินเด็กธรรมดา
หลังอิ่มหนำฮวาเสี่ยวซีพาเจ้าอ้วนน้อยเดินเลือกซื้อของเล่นและขนมหวานตามแผงต่าง ๆเด็กชายดูจะชอบใจเป็นพิเศษกับการกัดขนมเปี๊ยะที่นางป้อนให้ มือเล็ก ๆยังซุกซนไม่หยุด แย่งหมวกปีกกว้างของพ่อค้าไปลองสวมบ้าง
“เจ้าอ้วนน้อย! อย่าเอาผ้าแม่ค้าเข้าปากสิเจ้าเด็กตัวดี!” ฮวาเสี่ยวซีคว้ามือเล็กไว้ทันก่อนผ้าเช็ดหน้ากลายเป็นของเล่น
“ดื้อแบบนี้ เดี๋ยวแม่ตีจริงนะ!”เจ้าอ้วนน้อยหน้าหงิกจะร้องไห้ นางรีบขู่ต่อ
“อย่านะ อย่าร้อง! ไม่งั้นแม่ไม่พาออกมาอีกแน่!”
เด็กชายวัยสิบเอ็ดเดือนโดนตำหนิแม้ไม่เข้าใจคำพูด แต่สีหน้าและน้ำเสียงขึงขังทำให้เจ้าตัวทำหน้าเบ้คิดจะร้องไห้ฮวาเสี่ยวซีคิดในใจ
“จะร้องก็ร้องไปเถอะ เดี๋ยวแม่ง้อทีหลัง!”ยังพูดเหมือนตำหนิไปพร้อมกัน
“อะไรก็จะเอาเข้าปากหมด นิสัยไม่รู้เหมือนใคร!”
นางคอยจับมือดึงรั้งอยู่ตลอดเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กและความโวยวายขบขันของฮวาเสี่ยวซีสร้างความวุ่นวายเล็กน้อยให้ตลาด
แต่ไม่มีใครถือสาเพราะเจ้าอ้วนน้อยน่ารักเกินกว่าจะโกรธลง
ทันใด เสียงร้องตะโกนดังก้อง
“เฮ้ย! โจร!” ฮวาเสี่ยวซีรู้สึกแรงกระชากเอวถุงเงินถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา
นางอุ้มเจ้าอ้วนน้อยไว้แน่นแล้วออกวิ่งตามโจรอย่างว่องไวราวสายลมพัดผ่าน
ชาวบ้านอ้าปากค้างกับความเร็วของแม่ลูกอ่อนคู่หนึ่งที่วิ่งเร็วเกินคาด
โจรหนุ่มหอบแฮ่กเมื่อถูกหญิงสาวตัวเล็กๆ อุ้มลูกไล่กวดไม่ลดละ ฮวาเสี่ยวซีเห็นโจรเริ่มหมดแรงก็เร่งฝีเท้าเล็กกระทัดรัดแฝงด้วยความว่องไว ‘เพียงแตะปลายเท้าเบาๆ อย่างไม่รีบร้อน ร่างโจรก็ปลิวล้มไร้น้ำหนัก’ ฝีมือวรยุทธ์นี้ใช่แม่นางธรรมดาจะทำได้?
ชาวบ้านปรบมือชื่นชมความเก่งกาจของนางไม่นานทหารก็มาถึงนำตัวโจรไป
นางเดินยิ้มร่ากลับมาอย่างอารมณ์ดีเจ้าอ้วนน้อยก็ตบมือชอบใจ ราวเข้าใจเหตุการณ์
สองแม่ลูกผูกพันรักใคร่อย่างน่าเอ็นดู อี้หานเฟิงและอี้เฟยหลงตามหลังห่างๆ แต่เมื่อเจ้าโจรกระชากถุงเงินของ ฮวาเสี่ยวซี พวกเขายังไม่ทันช่วย แม่เสือสาวทะยานวิ่งตามโจรอย่างรวดเร็วอี้เฟยหลงไม่แตกตื่น เพราะรู้ว่านางมีวรยุทธ์
จึงยืนดูเฉย ๆ แต่สำหรับอี้หานเฟิงที่เห็นความสามารถภรรยาสีหน้าตื่นตะหนกอย่างประหลาดใจ
“อาหลง นางเป็นอย่างนี้หรือ?”
“อืม.....ครั้งแรกข้าเจอนาง นางปีนอยู่บนต้นไม้คิดจะเอาลูกพลับปาศีรษะข้า นางซุกซนจนข้าเห็นว่านางไม่เรียบร้อยเหมือนสตรีทั่วไปและนั่นเป็นคำที่นางติดใจมาถึงทุกวันนี้ หากรู้ว่าจะทำให้นางไม่พอใจข้าคงไม่พูดคำนั้นออกไป” อี้เฟยหลงเล่าด้วยสีหน้าเศร้า
อี้หานเฟิงมองแผ่นหลังไว ๆของฮวาเสี่ยวซีวิ่งไล่จับขโมย ใช้ฝ่าเท้าน้อยแตะเจ้าโจรกระเด็นรู้สึกทึ่งในความสามารถนาง
ในมุมหนึ่งข้างกำแพง หยวนอ๋องหัวเราะเล็กน้อย องค์รักษ์เดินมากระซิบข้างหูเขานิ่งครึม พยักหน้า แล้วพากันเดินออกจากภัตตาคารไปยามเย็น
เมื่อกลับถึงจวนอ๋อง อี้หานเฟิงสามีของฮวาเสี่ยวซี ยืนรออยู่หน้าประตูด้วยใบหน้าทมึนตึงดวงตาคมใต้คิ้วเข้มเต็มไปด้วยความกังวลลึก ๆ ในใจ เขาห่วงใยนางและลูกชายเหลือเกิน
เหตุการณ์ในอดีตที่ฮวาเสี่ยวซีเคยถูกลักพาตัวไปพร้อมเจ้าอ้วนน้อยยังคงหลอกหลอนเขาทุกคืน
“ไปไหนมา! ทำไมถึงกลับดึกป่านนี้?” เสียงต่ำทุ้มดังขึ้นทันทีเมื่อเห็นนาง
แม้เขาจะรู้ดีว่านางพาบุตรชายไปเดินเล่นตลาดแต่นี่ก็เลยเวลาย่ำค่ำมาไกลจนทำให้เขาหงุดหงิดใจอย่างปฏิเสธไม่ได้เมื่อได้เห็นหน้าหญิงสาวตรงหน้า
ฮวาเสี่ยวซีสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนทำหน้ามุ่ย “โธ่ ท่านอาหลี่ ข้าแค่พาเจ้าอ้วนน้อยไปเดินเล่นเอง”
นางออดอ้อนเสียงอ่อนหวานหวังหลีกเลี่ยงการถูกบ่นจาก เสด็จอาของสามีที่นางยังเข้าใจผิดว่าเป็นสามีตัวจริง
ขณะนั้นเอง...
อาการปวดหัวแปลบแล่นวาบขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด ภาพรางๆ ในความทรงจำผุดขึ้นอย่างไร้การควบคุม เงาร่างบุรุษชุดชาวประมงเก่า ๆที่นางคุ้นตา ใบหน้าเขามีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับ ราวแสงตะวันที่เคยทำให้นางอบอุ่นใจ
“เสี่ยวหว่านข้านำของเล่นกลับมาให้เจ้าอ้วนน้อยด้วยของกินเล่นเจ้าก็มีนะ”
เสียงทุ้มนุ่มดังสะท้อนในหูมือหนาถือปลาตัวเขื่องและของเล่นแกะสลักไม้ ดวงตาของฮวาเสี่ยวซีเบิกกว้างเงยหน้าพึมพำเสียงเบา
“ท่านอาหลี่... เสด็จอา...” แล้วสติของนางก็ดับวูบลง
“เสี่ยวซี!” อี้หานเฟิงโผเข้าประคองร่างนางทันทีใบหน้าที่บึ้งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก อี้หานเฟิงสองแขนพยุงทั้งฮวาเสี่ยวซีและเจ้าอ้วนน้อยไว้แน่น
เขาไม่ปล่อยใครคนใดคนหนึ่งทั้งสองเปราะบางและต้องการดูแลทันที เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาหันไปเรียกสาวใช้ที่อยู่ใกล้
“เจ้ามารับคุณชายน้อยไปที”
สาวใช้รีบก้าวเข้ามารับเจ้าอ้วนน้อยอย่างระมัดระวังฮวาเสี่ยวซีสลบไปในอ้อมแขนอี้หานเฟิง เสียงฝีเท้าสาวใช้และคำสั่งสั้น ๆดังขึ้นรอบตัว ทุกคนเร่งรีบตามหมอ อี้หานเฟิงยืนกรานด้วยแววตาเต็มความเป็นห่วง
“ข้าจะไม่ปล่อยให้นางเป็นอะไรไปอีก”
มือหยาบกร้านประคองร่างบางแผ่วเบาความมืดค่อย ๆ ห่อหุ้มท่ามกลางความวุ่นวาย แต่ความจริงบางอย่างยังรอคอยจะถูกเปิดเผย...