แต่ไหนแต่ไรมาหนิงมู่ฉือชอบให้มีคนชมฝีมือการทำอาหารของนางริมฝีปากจึงยกเป็นรอยยิ้ม แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่อาจปิดบังแววตาที่เจือไปด้วยความกังวลได้ท่าทางเช่นนี้ของนางเห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก “พวกท่านชอบก็ดีแล้ว”
นางถือถ้วยโจ๊กไก่ฉีกที่นางตักไว้ให้เฉินเกอเดินไปที่ห้องของเขานางเปิดประตูเข้าไป นั่งรออยู่สักครู่จนโจ๊กเริ่มเย็น แต่คนบนเตียงก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นนางถอนหายใจอย่างเสียดาย ก่อนจะวางโจ๊กไว้ด้านข้าง
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านอยากกินโจ๊กไก่ฉีกหรือไม่”นางเอ่ยเสียงไม่ดังนัก พร้อมกับใช้มือพัดกลิ่นโจ๊กให้ลอยไปไกล
ครั้นเฉินเกอได้กลิ่นความหอมของโจ๊กก็ลืมตาตื่น ท้องพลันส่งเสียงร้องสายตามองไปยังถ้วยโจ๊กไก่ฉีกซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
หนิงมู่ฉือเห็นเฉินเกอที่พอตื่นขึ้นมาก็มองไปยังโจ๊กไก่ฉีก นางดีใจยิ่งนักอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
นางยกโจ๊กไปเบื้องหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะประคองให้ลุกขึ้นนั่งใช้ช้อนตักโจ๊กแล้วป้อน “โจ๊กเริ่มเย็นแล้ว จอมยุทธ์น้อยเฉินให้ข้าไปอุ่นร้อนให้ใหม่ดีหรือไม่”
เฉินเกอจับแขนหนิงมู่ฉือเอาไว้ เนื่องจากเขาฝึกวิทยายุทธมานานมือจึงค่อนข้างหยาบกร้าน มือใหญ่กุมข้อมือเล็กของนางเอาไว้ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหนิงมู่ฉือจึงหน้าแดงขึ้นมา
สีหน้าของเฉินเกออ่อนแรง ริมฝีปากซีดขาวยกเป็นรอยยิ้มขณะส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ถึงเย็นก็ยังน่าอร่อย”
เฉินเกอรับถ้วยโจ๊กมา ใช้ช้อนตักเข้าปาก หลับตาดื่มด่ำกับรสชาติของมัน
โจ๊กมีรสชาติหวานละมุน เนื้อไก่นุ่ม พอเข้าปากก็ละลาย ทานง่ายยิ่งนัก
นางนั่งลงด้านข้างเท้าคางมองเฉินเกอใช้ช้อนตักโจ๊กทานจนเหลือแค่ไม่เท่าไหร่พร้อมกับยิ้ม
หลายปีมานี้นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเป็นห่วงเป็นใยเขาช่างเป็นความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน เฉินเกอคิดในใจ
เขาเลื่อนมือไปกุมมือของหนิงมู่ฉือ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนหากก็แฝงไปด้วยความร้อนแรง
หนิงมู่ฉือรับรู้ได้ว่าเฉินเกอมองมาที่นางจึงเงยหน้าสบตากับเขาหัวใจนางเต้นแรงขณะชักมือกลับ ใบหน้าค่อยๆ ขึ้นสีแดงเรื่อ
เฉินเกอนึกว่าที่หนิงมู่ฉือหน้าแดงเป็นเพราะเขินอาย ใจจึงยิ่งเต้นรัวขยับริมฝีปากขาวซีดเพื่อเอื้อนเอ่ย “ฉือเอ๋อร์ ข้า…เป็นคนในยุทธภพ”
เขาเอ่ยไม่จบเพราะนางจ้องอยู่ เขาหลบสายตา พยายามปลุกความกล้าในตัวขึ้นมา
“ฉือเอ๋อร์ หลายวันมานี้ข้าค้นพบว่า ข้า…ชอบเจ้า”
หนิงมู่ฉือมีสีหน้าตกตะลึง ในสายตานางนางเห็นจอมยุทธ์น้อยเฉินเป็นผู้มีพระคุณของนางมาตลอด ไม่ได้คิดเป็นอื่น
นางลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ แววตาเต็มไปด้วยความแตกตื่น หน้าแดงขณะค่อยๆก้าวถอยหลัง “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้าเห็นท่านเป็นผู้มีพระคุณ…ข้าไม่ได้…”
เฉินเกอพูดตะกุกตะกัก พลางคิดในใจว่า เรื่องนี้จะรีบร้อนไม่ได้สตรีส่วนใหญ่มักจะเขินอายกับเรื่องพวกนี้
เขายื่นมือไปกุมมืออ่อนนุ่มของหนิงมู่ฉือเอาไว้ ยิ้มบางๆ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน“ไม่เป็นไร ข้าจะรอเจ้า จะรอวันที่เจ้าคิดได้ ข้าจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าไม่ไปไหน”
“จอมยุทธ์น้อยเฉินท่านเข้าใจผิดแล้ว ตอนนี้ข้าไม่มีความคิดเช่นนั้นข้ายังไม่ได้ทวงคืนความยุติธรรมให้แก่บิดาเลยข้าไม่อาจคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงได้” ในแววตาของหนิงมู่ฉือเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายนางเอ่ยอึกอักก่อนจะหยิบถ้วยน้ำแกงขึ้นมา
เฉินเกอเข้าใจความลำบากของหนิงมู่ฉือ แต่ก็ไม่อาจห้ามความเจ็บปวดในใจได้เขาถอนหายใจออกมาพร้อมกับหลับตา
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านพักผ่อนเถอะอีกไม่กี่วันท่านก็คงจะหายดี”
หนิงมู่ฉือรีบวิ่งออกจากห้องของเฉินเกอ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดตอนที่เฉินเกอเอ่ยประโยคพวกนั้นออกมาในใจนางถึงรู้สึกเจ็บปวด ในสมองปรากฏภาพจ้าวซีเหอนางรีบส่ายหน้าเพื่อสลัดภาพของจ้าวซีเหอทิ้งไป
นางวิ่งไปยังห้องครัว ที่ซึ่งคิดว่าจะว่างเปล่าไร้ผู้คน กลับคาดไม่ถึงว่าหลิงชีจะมายืนอยู่ด้านหลังนาง“คุณหนู ท่านรับปากข้าแล้วว่าจะทำอาหารอร่อยให้ข้า”
ตั้งแต่วันที่นางมาถึงเยี่ยนฉือ นางทำอาหารอร่อยๆ ให้ท่านตาทานทุกวันหลิงชีจึงพลอยได้ทานไปด้วย นางมองหลิงชีที่ตอนนี้แก้มกลมราวกับลูกซาลาเปาพร้อมกับยิ้มออกมา “เจ้าดูตัวเองเสียก่อน อ้วนขึ้นจนจะกลายเป็นหมูอยู่แล้ว ยังจะกินอะไรอีกเจ้าว่ามาว่าเจ้าอยากกินอะไร”
“เช่นนั้นคุณหนูทำของว่างให้ข้าก็ได้ ข้าจะได้พกติดตัวเอาไว้ได้ร่างกายข้ากำลังเติบโต พอตกดึกทีไร ข้าจะรู้สึกหิวทุกที” หลิงชีเอามือเกาศีรษะด้วยสีหน้าเขินอายยิ้มซื่อจนดวงตาหรี่กลายเป็นเส้นตรง
นางปัดไม้ปัดมือก่อนจะใช้ผ้าสีขาวสะอาดเช็ดมือทั้งสองข้างหยิบเนื้อวัวและเนื้อหมูสดใหม่ออกมา เนื้อวัวนางเลือกชิ้นที่แดงที่สุดส่วนเนื้อหมูเลือกส่วนสันใน นางจับเนื้อวัวและเนื้อหมูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้มีดแล่เป็นชิ้นเล็กบางๆ
หลิงชีตาโตด้วยความตื่นตะลึง ปรบมือพร้อมกับเอ่ยชม “คุณหนูเก่งจังเลยขอรับท่านทำได้อย่างไร”
“ความสามารถด้านนี้ใช่ว่าทุกคนจะมีได้ แต่ข้าจะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นเด็กฉลาดเฉลียวจะช่วยสอนให้” นางเอ่ยด้วยสีหน้าภาคภูมิใจขณะพูดอวด
หลิงชีพยักหน้าด้วยสีหน้าตื่นเต้นดีใจ มองหนิงมู่ฉือเอากระทะมาตั้งก่อนจะนำเนื้อหมูและเนื้อวัวที่แล่เอาไว้ ไปชุบน้ำมัน พอยกขึ้นมาก็นำไปวางในกระทะ
หนิงมู่ฉือถอดผ้ากันเปื้อนออก “เจ้าคอยดูอยู่หน้ากระทะนะหากเนื้อแห้งแล้วค่อยตักขึ้นมา อ๋อใช่ พอตักขึ้นมาแล้วก็อย่าลืมราดน้ำผึ้งลงไปด้วย”
หลิงชีเห็นหนิงมู่ฉือทำท่าจะเดินออกไปมองเนื้อที่อยู่ในกระทะด้วยสีหน้าลำบากใจ พร้อมกับเอ่ยอย่างร้อนใจว่า “คุณหนู ท่านจะไปที่ใดขอรับ”
หนิงมู่ฉือบิดขี้เกียจ พร้อมทั้งหาวออกมา “ตอนนี้ข้าง่วงมากท่านตาข้ายกให้เจ้าดูแล ข้าขอไปนอนสักครู่”
หลิงชีมองตามหนิงมู่ฉือที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กด้วยสีหน้าไม่ยินยอมนัก มองเนื้อในกระทะที่ค่อยๆเริ่มแห้งพร้อมกับน้ำลายไหล
หนิงมู่ฉือเดินกลับมาที่ห้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด นางเดินไปที่เตียง ล้มตัวลงนอนด้วยจิตใจหนักอึ้งนางนึกย้อนถึงคำพูดก่อนหน้านี้ที่เฉินเกอพูดกับนางภายในใจมีคลื่นหลายลูกกำลังเริ่มก่อตัว