ตอนที่ 8
เสี่ยพนมยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของคุณชัยชิดซึ่งเป็โต๊ะขนาดยาวเนื้อไม้สักแท้และมีชั้นวางปู้าด้วยหินแกรนิตตัดสีกับกระเบื้องบุผนังขาวสะอาด เ้าของบ่อนขยับแว่นตาดำพลางเพ่งไปยังด้านหลังเ้าของห้อง ซึ่งเป็หน้าต่างกระจกเลื่อนเข้าออกสีชาแล้วก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา
“มองลงไปข้างล่าง ขนาดกูแค่ชะโงกดู ยังว่าสูงเอาการแล้วถ้ามึงต้องลงไปวัดระดับความสูงด้วยตัวเอง มึงว่ามันจะเป็ยังไงวะ”
คำขู่กลายๆของผู้ทรงอิทธิพลรูปร่างเตี้ยล่ำสัน หน้าผากเถิกขึ้นและหวีผมบางนั้นจนเรียบเป็เงามันหนวดเคราที่ขึ้นดูเข้มขรึม เวลาพูดก็เปิดปากไม่มาก จึงดูคล้ายกับเสียงเสือเวลามันคำรามขู่ยังดีที่แว่นตาดำนั้นอำพรางความเหี้ยมเกรียมคุณชัยชิดจึงไม่ทันเห็นว่าทุกคำพูดของเขานั้นไม่ใช่เอ่ยเล่น แต่เอาจริง
เสี่ยพนมโบกมือเป็สัญลักษณ์ให้ลูกน้องปิดประตูห้องหนึ่งในสองคนนั้นทำท่าจับบางสิ่งที่คาดเอว “เฮ้ย!ไอ้ศักดิ์ เอ็งใจเย็นๆสิวะ เดี๋ยวลูกหนี้กูก็ขนร่วงหมดตัว”
ผู้เป็นายมันทำท่าห้ามและจ้องมองลูกหนี้ตรงหน้า “ครบกำหนดสามวันตามที่มึงขอกูไว้แล้วตกลงจะจ่ายหรือว่าจะเบี้ยววะ”
ลูกน้องที่ชื่อศักดิ์เหมือนจะรู้งานปราดถึงตัวคุณชัยชิด แล้วกระชากคอเสื้อเต็มแรงจนหน้าหงาย
“เบาๆสิวะไอ้ศักดิ์ เดี๋ยวมันจะช้ำหมด”
คุณชัยชิดหายใจแรงไม่ทันตั้งตัวลุกจากเก้าอี้พรวด แกะมือของลูกน้องเสี่ยพนมออก และเอ่ยปากขอร้อง
“ใจเย็นๆสิเสี่ย...ตอนนี้ผมมีทางออกแล้ว แต่ขอเวลาเสี่ยอีกไม่กี่วันเสี่ยให้โอกาสผมหน่อย ผมก็เป็ลูกค้าที่บ่อนเสี่ยมาั้แ่หลายปีก่อน เงินแค่นี้เสี่ยก็ต้องผ่อนปรนกันบ้างเสี่ยไม่ไว้หน้าคิดว่าผมจะกลับไปเป็ลูกค้าเสี่ยบ้างรึไง”
เสี่ยพนมะเิหัวเราะเสียงดังกว่าเก่า“ขำว่ะ เงินก้อนเก่ามึงยังไม่ทันใช้กู ฉิบหายมึงหวังจะกลับมาเป็ลูกค้ากูอีกเหรอวะ กูไม่สนหรอกเพราะถ้ามึงหาเงินมาใช้กูไม่ได้ตามตกลง โรงแรมที่นี่ก็ต้องตกเป็ของกูและส่วนที่ขาด มึงก็ต้องหามาใช้หนี้”
“ผมขอเวลาเสี่ยอีกไม่กี่วันเท่านั้น ผมจะหาทางเอาเงินก้อนมาใช้คืนแน่นอน”
“กูจะเชื่อมึงได้ยังไง”
แทบไม่เชื่อสายตาเมื่อคุณชัยชิดก้มลงคุกเข่าขอร้อง เสี่ยพนมขยับปลายเท้าถอยร่น แล้วนึกย่ามใจ “งั้นมึงก้มลงกราบกูสิ กูจะให้โอกาส กล้าไหมวะ”
คุณชัยชิดกัดฟันกรอดเหงื่อซึมไปทั่วตัว ทั้งที่อากาศภายในห้องนั้นเย็นจัด ด้วยเครื่องปรับอากาศแต่เขาก็ไม่มีทางเลือก
ในเมื่อพอเห็นแสงรำไรแม้เพียงน้อยนิด เขาก็จะไม่ยอมทิ้งโอกาส คุณชัยชิดก้มลำตัวขนาบไปกับพื้นห้อง มือสองข้างนั้นประนมไหว้แทบจรดปลายรองเท้าหนังสีน้ำตาลเป็เงาเลื่อม เขาไม่รู้ตัวว่าก้มหน้านิ่งนานขนาดไหนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี่ยพนมออกไปจากห้องั้แ่เมื่อไหร่รู้แต่เพียงว่าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยนั้นมันดังก้องตลอดเวลา
อยากจะร้องไห้ออกมาแต่ก็ไม่มีน้ำตาสักหยด ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายถูกเหยียบย่ำจมดินมันเจ็บแสบไปถึงข้างในอก แต่มันก็คงไม่น้อยไปกว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าผู้หญิงที่ยืนค้างอยู่ตรงประตูห้องทำงานคือ ลูกสาวของเขา
..............................................