ท่ามกลางสนามรบอันโหดร้ายและกลิ่นเืคละคลุ้งทั่วพื้นที่ หลงเทียน จอมมารแห่งยุค กำลังต่อสู้กับยอดยุทธ์ผู้กล้า หลินหยาง ผู้ใช้วิชาหมัดไร้พ่าย เสียงปะทะของหมัดและคลื่นพลังลมปราณดังกึกก้องไปทั่วแผ่นดินหลินหยางไม่ใช้กระบี่หรืออาวุธใด ๆ เขาเพียงใช้หมัดที่ทรงพลังของเขาเพื่อต่อสู้กับหลงเทียน การปะทะกันแต่ละครั้งสั่นะเืไปทั่วสนามรบ ทั้งคู่ต่างแลกหมัดและพลังกันอย่างไม่ยอมแพ้แต่ในที่สุด เมื่อหมัดสุดท้ายของหลินหยางกระแทกเข้ากลางอกของหลงเทียนในขณะที่พลังมารของหลงเทียนทะลุเข้าร่างของหลินหยาง ทั้งสองต่างตกอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครได้เปรียบ
"เ้าจะชนะข้าไม่ได้!" หลงเทียนคำรามเสียงดัง ก่อนที่ทั้งสองจะล้มลงพร้อมกันในที่สุด
แสงสว่างอันอบอุ่น ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด หลินหยางค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นในร่างใหม่ เขาลืมตาและพบว่าตัวเองอยู่ในร่างของเด็กชายอายุห้าขวบเขาเกิดใหม่ในร่างที่อ่อนแอ แม้จะมีลมปราณอยู่ แต่พลังในร่างนี้กลับน้อยมาก ไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาฝึกฝนได้เหมือนชาติก่อน แต่ความทรงจำจากชาติที่แล้วยังคงชัดเจนตระกูลหลิน ที่เขาเกิดใหม่เป็ตระกูลนักรบผู้ยิ่งใหญ่ พ่อของเขา หลินเทียน เป็ผู้นำตระกูลที่โด่งดัง และแม่ของเขา ซูเหม่ย ก็เป็นักรบผู้เก่งกาจ แต่ลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขากลับมีร่างกายที่อ่อนแอและถูกผู้คนในตระกูลดูถูกเสียงซุบซิบดังไปทั่วในทุกที่ที่หลินหยางปรากฏตัว
“ทำไมลูกชายของหัวหน้าตระกูลถึงอ่อนแอเช่นนี้?” คนอื่นๆ ต่างก็ดูถูกและเยาะเย้ยแต่ หลินเทียน และ ซูเหม่ย ไม่เคยละเลยลูกชายของพวกเขา พวกเขารักและห่วงใยหลินหยางเสมอ พวกเขาไม่สนใจคำพูดของคนอื่นหลินหยางรู้สึกถึงสายตาดูถูกจากคนรอบข้าง ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน สมาชิกตระกูลมักจะหลบสายตา บ้างก็หัวเราะเยาะด้วยท่าทางไม่ปิดบัง แต่ถึงจะมีสายตาดูถูกเ่าั้ เขาก็ไม่ได้สนใจนัก
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินหยางนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ในสวน หวนคิดถึงชีวิตในชาติก่อนที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และความรุ่งโรจน์ เขาเริ่มตั้งคำถามว่า หากร่างกายนี้อ่อนแอเพียงใด เขาจะสามารถฝึกฝนวิชาหมัดไร้พ่ายได้หรือไม่ ในใจของเขายังจำวิชาหมัดไร้พ่ายได้อย่างแม่นยำ แต่ตอนนี้ลมปราณในร่างนี้อ่อนแอนัก เขาจะต้องหาทางฟื้นฟูพลังลมปราณให้แข็งแกร่งก่อน หากเขา้ากลับไปเป็ยอดยุทธ์เช่นเดิม
“ถ้าข้าไม่สามารถพึ่งพาลมปราณได้... ข้าจะต้องพึ่งพาหมัดนี้แทน” หลินหยางบอกกับตัวเอง
เช้าวันต่อมา หลินหยางตื่นขึ้นแต่เช้า เขาออกไปยังลานฝึกของตระกูล ขณะนั้นเหล่าสมาชิกตระกูลกำลังฝึกฝนลมปราณและวิชาต่างๆ กันอย่างขะมักเขม้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กชายตัวน้อยที่เดินเข้าไปยังมุมหนึ่งของลานฝึกหลินหยางเริ่มต้นด้วยการฝึกฝนหมัดพื้นฐาน เขาค่อยๆ สะบัดหมัดออกมา ฝึกท่าทางอย่างแม่นยำ แม้ว่าร่างกายนี้จะยังไม่แข็งแกร่งเท่าที่เขาหวัง แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขามีความตั้งใจเต็มเปี่ยม
“เ้าจะฝึกไปทำไม ร่างกายเ้ามีลมปราณอ่อนแอขนาดนั้น คิดหรือว่าจะฝึกสำเร็จ” เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านหลัง เป็เสียงของลูกหลานตระกูลเดียวกันที่เดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา พวกเขามองหลินหยางด้วยสายตาดูแคลนหลินหยางหันมามองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปฝึกหมัดต่อโดยไม่ตอบโต้ คนพวกนั้นไม่ได้สำคัญอะไรในสายตาของเขา
“ดูซิ เ้าหมอนี่ไม่แม้แต่จะตอบโต้ กลัวจนพูดไม่ออกหรือไง?” อีกคนหนึ่งหัวเราะพลางชี้นิ้วไปที่หลินหยางแต่หลินหยางยังคงนิ่งเฉย เขารู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเถียง เขามีเพียงเป้าหมายเดียวคือการฝึกฝนและกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
สามปีผ่านไป
หลินหยาง เขาได้ทุ่มเททั้งแรงกายและใจในการฝึกฝนหมัดเหล็กไร้พ่าย ใน่เวลานี้หลินหยางเริ่มมีความสามารถและความแข็งแกร่งมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้แสดงให้คนอื่นเห็น แต่เขารู้ว่าตนเองมีความก้าวหน้าอย่างแท้จริงเช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเช้า พ่อแม่ของเขา หลินเทียน และ ซูเหม่ย เข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับท่าทางที่จริงจัง“หลินหยาง” หลินเทียนเอ่ยขึ้น “ตอนนี้ลูกมีอายุครบแปดขวบแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ลูกจะต้องเข้าศึกษาที่สถาบันฝึกยุทธ”ซูเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วย “เป็เวลาที่ดีในการเริ่มต้นฝึกฝนอย่างจริงจังที่สถาบัน ซูเหม่ยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอบเข้า”ซูเหม่ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สถาบันที่พวกเราหาให้ลูก—‘สถาบันเพลิงแดง’—เป็สถาบันอันดับ 3 ของอาณาจักรตระกูลหลินมีความสัมพันธ์ที่ดีและพวกเขาจะให้การสนับสนุนลูกตลอด สถาบันจะมีการสอบเข้าอีก 5 วันข้างหน้า”
หลินหยางเงยหน้าขึ้นจากจานอาหารของเขา เขารู้สึกถึงความตื่นเต้นและความกังวลในเวลาเดียวกัน
“ขอบคุณครับพ่อแม่ ข้าจะทำให้ดีที่สุด”ซูเหม่ยมองไปที่ลูกชายด้วยความอบอุ่น “เ้ามีความสามารถที่เรามองเห็นในตัวเ้า และเราหวังว่าเ้าจะใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่ การสอบเข้าเป็เพียงการเริ่มต้น เ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม”หลินหยางพยักหน้า เขารู้ว่าการสอบเข้าที่สถาบันไม่ใช่เื่ง่าย แต่เขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ความสามารถของตัวเองและเริ่มต้นการเดินทางใหม่ที่ท้าทาย
ห้าวันผ่านไป หลินหยางยืนอยู่ที่หน้าสถาบันเพลิงแดง สถาบันฝึกยุทธอันดับ 3 ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในอาณาจักร เขายืนอยู่ท่ามกลางผู้สมัครหลายร้อยคนที่มาร่วมการสอบวันนี้ ความรู้สึกตื่นเต้นและกังวลปะปนกันในใจของเขา ขณะที่เขาสังเกตบรรยากาศที่คึกคักการลงทะเบียนสิ้นสุดลง มีผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 113 คน หลังจากนั้น ผู้คุมสอบที่แต่งตัวเรียบร้อยและมีใบหน้าเคร่งขรึมเดินเข้ามาประกาศข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ
“ขอให้ทุกท่านฟังให้ดี การสอบที่สถาบันเพลิงแดงจะประกอบไปด้วยสองขั้นตอน” ผู้คุมสอบพูดเสียงดังและชัดเจน “ขั้นตอนที่หนึ่ง คือการสอบข้อเขียน ซึ่งต้องได้คะแนน 50 คะแนนขึ้นไป หากคะแนนต่ำกว่า 50 จะถือว่าตกรอบ ขั้นตอนที่สอง คือการประลอง ผู้ที่ผ่านรอบแรกจะต้องเข้าร่วมการประลอง โดยเราจะทำการสุ่มจับคู่ประลองกัน การประลองจะทำการตัดสินโดยผู้ชนะจะผ่านไปยังรอบถัดไป และจะต้องประลองจนกว่าจะได้ 20 อันดับ ผู้ที่ติด 1 ถึง 20 จะถือว่าผ่านการสอบเข้าสถาบันเพลิงแดงของเรา” คำประกาศจบลง และทุกคนเริ่มเคลื่อนไหวไปยังห้องสอบข้อเขียน หลินหยางรู้ว่าการสอบนี้เป็การทดสอบที่สำคัญ เขาตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุดในทั้งสองขั้นตอน
เมื่อคำประกาศสิ้นสุดลง ผู้สมัครทุกคนเริ่มทยอยเข้าสู่ห้องสอบ หลินหยางเดินตามผู้คนไปยังห้องโถงกว้างซึ่งถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการสอบข้อเขียน เขาสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มสาวที่มาร่วมการสอบล้วนดูมุ่งมั่นและเคร่งเครียด พวกเขาทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการผ่านเข้าสู่สถาบันเพลิงแดงที่ทรงเกียรติหลินหยางนั่งลงที่โต๊ะสอบ พร้อมกับหยิบปากกาและกระดาษข้อสอบที่ถูกแจกจ่ายออกมา ข้อสอบถูกแบ่งออกเป็หลายหมวดหมู่ ั้แ่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ พื้นฐานพลังลมปราณ และทฤษฎีการใช้ทักษะยุทธต่างๆ"มีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น จงทำข้อสอบด้วยสติ" เสียงของผู้คุมสอบดังขึ้นพร้อมกับการเริ่มต้นจับเวลาหลินหยางก้มหน้าลงและเริ่มอ่านคำถามทีละข้อ เขาใช้สมาธิอย่างเต็มที่ ความรู้ที่เขาได้รับจากการอ่านและศึกษามาตลอดหลายปีเริ่มไหลเข้ามาในความคิดของเขาอย่างเป็ธรรมชาติ ข้อสอบที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และทฤษฎีการต่อสู้ไม่ใช่เื่ยากสำหรับเขา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาสอบสิ้นสุด ผู้คุมสอบสั่งให้ทุกคนหยุดและรวบรวมกระดาษข้อสอบ หลินหยางหายใจลึก ขณะที่เขาส่งข้อสอบของตนไปยังผู้คุมสอบ เขารู้สึกกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับบางข้อที่ไม่แน่ใจ แต่ในใจของเขา เขารู้ว่าเขาได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเวลาผ่านไปไม่นาน ผลการสอบข้อเขียนก็ถูกประกาศ หลินหยางยืนรวมอยู่กับกลุ่มผู้สอบขณะที่ผู้คุมสอบกำลังประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียน
“ผู้ที่มีคะแนนั้แ่ 50 คะแนนขึ้นไป จะได้เข้าสู่การประลองในขั้นตอนที่สอง” ผู้คุมสอบประกาศเสียงดังพร้อมกับเปิดรายชื่อ หลินหยางรู้สึกหัวใจเต้นแรงขณะที่ฟังชื่อของเขาถูกประกาศออกมาเป็หนึ่งในผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียน หลินหยางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อได้ยินชื่อของตนเองถูกประกาศเป็หนึ่งในผู้ผ่านการสอบข้อเขียน เขารู้สึกว่าหัวใจที่เต้นระรัวในอกเริ่มสงบลง แม้จะเป็เพียงด่านแรกของการสอบ แต่การผ่านขั้นตอนนี้ทำให้เขามั่นใจในตัวเองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่าความท้าทายที่แท้จริงยังรออยู่ในขั้นตอนต่อไป นั่นคือการประลองที่ทุกคนต้องเผชิญ