บทที่ 26: ฝ่าวงล้อม
ลัคนาเงี่ยหูฟัง มีเสียงกรอบแกรบดังจากในป่า มันคือเสียงฝีเท้าเหยียบหญ้าแห้งดวงตาส่องแสงเรืองๆ จ้องมองเธอจากในหมอกสีน้ำเงิน เงาสีดำขยับวูบไหวระหว่างต้นไม้
ถ้าจะออกจากเมืองแห่งนี้ก่อนผู้เล่นจะตามมาสมทบด้วย พวกเขาต้องฝ่าวงล้อมมอนสเตอร์ออกไป
“พร้อมนะ?” อรุโณทัยถามเสียงเบาในมือทั้งสองถือดาบสั้น
หัวหน้าสาวเข้าไปในป่าเป็คนแรก ดวงตาที่เคยหลบซ่อนอยู่ในเงาไม้ปรากฏร่างออกมาให้เห็น
มันเป็นกฮูกขนสีเงินแซมด้วยชมพูอ่อน อีกกลุ่มหนึ่งเป็กวางสีเงินมีดวงตาสีแดงฉานเขาแผ่เป็กิ่งก้านสาขาสวยงามเหนือศีรษะ ปลายคมกริบเหมือนหอก ห่างออกไปอีกหน่อยมีแมลงลักษณะคล้ายตัวต่อขนาดั์บินว่อนเหล็กในฉาบด้วยพิษของพวกมันยื่นออกมาเตรียมต่อยได้ทุกเมื่อ
หัวหน้าสาวตวัดดาบทั้งสองเล่มในมือฟันทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่มอนสเตอร์จำนวนมากก็ตีวงเข้ามาบวกกับสภาพพื้นที่ป่ารกๆ ทำให้ไม่เอื้อต่อการสู้ไปวิ่งไปนัก ลัคนาเข้าไปช่วยระวังหลังให้
ฮิบิคิใช้พื้นที่ให้เป็ประโยชน์ เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งแล้ววิ่งตามกิ่งรกๆของมันข้ามศัตรูกลุ่มหนึ่งไปได้ อาศัยความว่องไวหลบเข้าไปถึงตัวต่อที่ส่งเสียงหึ่งๆอยู่ข้างหลัง พวกมันทั้งยิงเหล็กในใส่แล้วบินหนีแต่เด็กหนุ่มก็ใช้ดาบสั้นฟันจนตายไปหลายตัวหมดปัญหาเื่ถูกพิษได้เปลาะหนึ่ง
นกฮูกกลุ่มใหญ่ร่อนลงมา ลัคนาที่มัวแต่สู้อยู่กับพวกกวางโดนเฉี่ยวจนเืไหลซิบอุลริกควงเคียวให้หมุนเร็วๆ เหนือศีรษะสับนกฮูกบางส่วนขาดเป็ท่อนๆ ขนนกกระจัดกระจายไปทั่วหลังจัดการกับปัญหาจากเหนือศีรษะแล้วเขาก็อ้อมไปหลังกวางที่กำลังใช้เขาพุ่งโจมตีอรุโณทัยแล้วเกี่ยวศีรษะพวกมันขาดสะบั้นนอกจากนี้ยังตีวงไปฟันพวกที่เข้าโจมตีจากข้างหลังตัวเอง
ศัตรูกลุ่มใหญ่เบนความสนใจมาทางชายหนุ่ม เขาเลือกจุดเหมาะๆ โล่งๆ ที่เคียวจะไม่ไปเกี่ยวต้นไม้เข้าแล้วยืนรอพวกมันเข้ามาล้อม
ริมฝีปากของเขาหยักขึ้นเมื่อเหวี่ยงเคียวเป็วงกลมรอบตัวในระดับขาของพวกกวางจนพวกมันโซเซเพราะเอ็นข้อเท้าโดนตัดขาดก่อนที่จะล้ม เขาก็หมุนตัวเหมือนพายุ ฟันคอพวกมันจนล้มลงไปหายใจรวยรินบนพื้น ตัวที่ยังยืนได้ก็ใช้ปลายด้ามกระแทกคางจนสลบ
ขณะเดียวกัน ลอร์น่ากับนิชพรโดนแยกออกไปโดยบังเอิญ ส่วนที่ทั้งสองคนอยู่มีต้นไม้สีม่วงกินคนคอยใช้เถาวัลย์ฟาดใส่พวกเธอไม่ยั้งลอร์น่าเหวี่ยงขวานไม่กี่ทีก็ขาดหมดแต่มันกลับงอกออกมาเรื่อยๆ
เด็กสาวโดนน้ำหนักขวานดึงไปดึงมาหลายครั้งจนโจมตีไม่ได้ดั่งใจเกิดป้องกันตัวไม่ทันแต่นิชพรก็คอยจัดการกับส่วนที่เธอทำคนเดียวไม่ได้ ยิ่งนานเข้าจำนวนต้นไม้ยิ่งเพิ่มขึ้นจนลอร์น่าไม่มีเวลาหยุดพักหายใจเธอเหวี่ยงขวานลง ตรึงเถาวัลย์แข็งๆ ไว้บนพื้นแล้วเหวี่ยงตัวเองไปยืนชิดกับต้นไม้ วาดขวานเป็แนวนอนตัดฉับเข้ากลางลำต้นน้ำสีฟ้าอมเขียวไหลทะลักออกมาแล้วมันก็ตายไป นิชพรพุ่งเข้าไปตรงๆ คอยฟันอะไรที่ขวางทางให้ขาดแล้วแทงเข้าตรงตาของต้นไม้จนมันเหี่ยวเฉาไปทันใด
ม้ามีเขาตัวใหญ่วิ่งออกมาจากเงามืด แผงคอและหางสีฟ้าอ่อนตัดกับสีโดยรอบยูนิคอร์นขนาดสองเมตรกว่าๆ หมายจะปักร่างผู้บุกรุกให้ทะลุ
ลัคนายอบตัวลง ใช้ดาบฟันคอของมัน แต่ม้ากลับเอี้ยวหลบได้เลยถลอกแค่ขาหน้ามันโกรธจัดพยายามใช้เขาแทงเด็กสาวอีกหลายต่อหลายครั้งจนไม่มีโอกาสได้ช่วยอรุโณทัย
ในหัวของหัวหน้าบัดนี้พะวงเื่ทิศทางที่กำลังมุ่งหน้าไปมากกว่า ตอนแรกยังมีประตูเมืองให้รู้ได้ว่าตรงไหนเป็ตรงไหนแต่ตอนนี้เธอต้องรับการโจมตีจากรอบด้านทำให้ชักจะหลงแล้วว่าทางไหนกลับเมืองทางไหนออกจากป่ารอบตัวก็มีแต่ต้นไม้หน้าตาเหมือนๆ กัน ดีที่ฮิบิคิยังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาเริ่มหลงด้วยอีกคนก็เป็อันจบกัน
ฮิบิคิใช้วิธีฟันแล้ววิ่ง เขาไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงให้ตัวต่อั์เอาเหล็กในจิ้มเล่นๆ
พฤติกรรมของพวกตัวต่อที่เขาสังเกตได้คือ จะโจมตีเป็กลุ่มและโจมตีเป้าหมายเดียวกันหมดหันไปทางเดียวกันหมด ทำให้การหลบหลีกง่ายดาย เด็กหนุ่มมองพวกมันจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งเขาะโลงมาแล้วฟันต่อตัวกลุ่มที่อยู่ท้ายขบวนขาดกลางลำตัว ก่อนตัวที่เหลือจะหันมาเขาก็เข้าไปหลบในพุ่มไม้สีม่วงใกล้ๆทำอย่างนี้หลายต่อหลายครั้งพวกมันก็จับทางไม่ได้สักที มีตัวต่อมาเพิ่มเรื่อยๆ แต่ไม่มีตัวไหนสังเกตเด็กหนุ่มที่หลบอยู่เลยขณะที่พวกมันเบนความสนใจกลับไปทางคนที่เหลือเขาก็โจมตีอีก เดินหน้าไปอีกนิดเพื่อล่อให้พวกมันออกห่างจากคนอื่นๆจนไม่สามารถยิงเหล็กในได้
ฮิบิคิไม่รู้ว่าชายป่าอยู่อีกไกลแค่ไหน แต่อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าควรจะมุ่งไปทิศทางใด
การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงลอร์น่าะโ
“เรายังไม่หลงใช่ไหม?!”
“ยัง!” ฮิบิคิะโตอบ จังหวะเดียวกับที่ยูนิคอร์นควบหลุดจากวงล้อมของมอนสเตอร์โดยมีแผลฉกรรจ์ตามลำตัวมันวิ่งไปข้างหน้าเป็เส้นตรงโดยไม่สนใจว่ามีอะไรกีดขวางทางมันอยู่ ทิ้งรอยเท้าเป็หลุมๆไว้ข้างหลัง ลัคนาและอรุโณทัยอาศัยจังหวะที่ศัตรูแตกตื่นวิ่งตามโดยมีมอนสเตอร์ไล่มาเป็ฝูง
อีกด้านหนึ่ง ลอร์น่ายังประสบปัญหาเื่ต้นไม้กินคนจึงยังไปไหนได้ไม่ไกลนักเธอเมื่อยล้าไปทั้งตัว ถึงเธอจะควบคุมขวานตัวเองไว้ได้แต่เริ่มยกอาวุธไม่ขึ้นแล้ว นิชพรต้องปัดเถาวัลย์มากขึ้นกว่าเดิมสองเท่าจนโดนถลอกไปหลายแผลตอนนั้นอุลริกก็ผลุบเข้ามาพอดี
“ไม่ได้นะลอร์น่า เธอจะให้น้ำหนักขวานดึงเธอไปรอบๆ ไม่ได้” เขาพูดขณะใช้เคียวเกี่ยวลำต้นของต้นไม้กินคนกลุ่มหนึ่งจนเหวอะหวะ“นั่นแหละคือปัญหาหนักที่เธอต้องแก้ไข”
“แล้วจะให้ทำไงล่ะ?!” เด็กสาวะโถาม
“ควบคุมมันให้ได้สิ ถ้าเธอปล่อยให้น้ำหนักของมันควบคุมจะเสียท่าเอาง่ายๆใช้ขวานมานานน่าจะรู้เทคนิคดีนี่” อุลริกแนะนำอย่างจริงจัง “อย่าเหวี่ยงขวานแบบสิ้นคิดอ่านศัตรูให้ออก คำนวณแรงและเส้นทางให้ดี ทดแทนความเสียเปรียบเื่แรงด้วยความสามารถ”
ลอร์น่าพยักหน้า การโจมตีของเธอแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกด้านหนึ่ง สามคนที่วิ่งตามม้ามีเขาไปก่อนหน้าวิ่งออกมาถึงชายป่าได้อย่างปลอดภัยพวกมอนสเตอร์เลิกตามมาแล้ว แต่ลัคนาก็ไม่ได้รู้สึกโล่งใจแบบที่คิด
บริเวณที่พวกเขาออกมานั้นมีเศษไม้กระจุยกระจาย พื้นดินเป็หลุมใหญ่ มีเขม่าสีดำอยู่ทั่วต้นไม้ที่อยู่ห่างไปนิดๆ อีกต้นมีคราบเืแห้งกรังและเชือกหยาบๆ หลายเส้นถูกทิ้งไว้ที่โคนต้นความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่นี้กลับมาทันที...
วาระสุดท้ายของชายหนุ่มที่ตัดสินใจตายเพื่อให้พวกเธอหนีผู้เล่น...
แต่นี่ไม่ใช่เวลาจมปลักกับเื่ในอดีต เด็กสาววิ่งต่อ เป้าหมายคือโดมสีชมพูที่อยู่บนหน้าผาข้างหน้าสถานที่เดียวที่พวกเธอสามารถอยู่ได้
“หายไปสาม!” อรุโณทัยร้องบอก “ยังอยู่ในป่าแน่ๆ”
“อยู่นี่เถอะ ถ้าเข้าไปหาเดี๋ยวจะสวนกัน” ฮิบิคิบอก ดึงลัคนาที่ทำท่าจะย้อนกลับเข้าไปให้รอ
“แม่นแล้วฮิบิคิ นานๆ ทีมีความคิดดีๆ กับเขาเหมือนกันนี่นะ” อรุโณทัยพูดขำๆฮิบิคิหันไปส่งสายตาบอกบุญไม่รับให้เธอ
เมื่อเงี่ยหูฟังจะได้ยินเสียงฉัวะๆ ใกล้เข้ามา ก็ได้แต่หวังว่านั่นเป็เสียงของลอร์น่า
...แล้วลอร์น่าก็ออกมาจริงๆ
ทั้งตัวเปื้อนน้ำเมือกเรืองแสงสีฟ้า โดยเฉพาะขวานที่เรืองแสงอย่างกับเป็อาวุธศักดิ์สิทธิ์เธอปัดปอยผมที่หลุดจากหางม้าให้พ้นหน้าแล้วยิ้มแฉ่งให้อรุโณทัย อีกสองคนที่เหลือวิ่งตามมาติดๆเปื้อนแค่ที่อาวุธ
“กลับ เร็วเข้า!” หัวหน้าสาวสั่ง ในป่าเริ่มเห็นแสงวูบวาบแสดงว่าผู้เล่นได้กลับเข้าเมืองเรียบร้อยและกำลังตามพวกเขาออกมา
หน่วยลาดตระเวนเร่งฝีเท้าขึ้นเนินแล้ววิ่งขึ้นทางลาดชันไปยังบาเรีย ในหัวเต็มไปด้วยคำถามและความแคลงใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
ทั้งที่ได้เข้าไปในเมือง ศูนย์กลางของปริศนาแท้ๆ แต่กลับไม่ได้คำตอบที่แน่นอนเลย
โหดร้ายจริงๆ
...
หลังเอาผ้าเช็ดเมือกจากตัวจนสะอาดเรียบร้อย ลอร์น่าก็มานั่งตรงหน้าผาที่มองเห็นเมืองของผู้เล่นอยู่ท่ามกลางป่าสีบานเย็นพระอาทิตย์คล้อยต่ำ แสงสีส้มทองส่องให้เห็นผู้เล่นตัวเล็กๆ ที่เดินกันขวักไขว่ตรงลานกลางเมือง
ได้ยินเสียงเพลงลอยมาตามลม เพลงนั้นมีทำนองเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกกรีดลึกเครื่องสายตัวเดียวบรรเลงทำนองเชื่องช้าแต่ไหลลื่น เป็ทำนองที่ชวนคิดถึง
เด็กสาวเหม่อฟังเพลงอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงลากเท้าอยู่ข้างหลัง
“ไงอึนริว เสียใจด้วยนะ... เื่ขา” เธอทักโดยไม่หันไปมอง “โทษที หาคำพูดที่ดีกว่านี้ไม่ได้น่ะ”
“หวัดดี ลอร์น่ายา~” เขาตอบ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“คนอื่นว่าจะมาคุยด้วยอยู่หรอก แต่เื่กลุ้มใจท่วมหัวเลยยังไม่มา” ลอร์น่าพูดต่อนิ้วมือข้างซ้ายขยับในตำแหน่งต่างๆ เหมือนกำลังกดอยู่บนเครื่องดนตรี อึนริวมองการกระทำนั้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ได้ยินใช่ไหม? คุ้นๆ นะเพลงนี้นึกไม่ถึงว่าเราจะรู้จักเพลงของผู้เล่นด้วย” ลอร์น่าลุกขึ้นเตะก้อนกรวดจนกระเด็นตกหน้าผาอึนริวมองตาม
“…New World Symphony…” เขาพูดขึ้นมาลอยๆ “...โลกใหม่”
“เข้ากับพวกเราเหลือเกินเนอะ เพียงแต่เราไม่รู้จักโลกเก่าของตัวเอง” เด็กสาวนึกขึ้นได้“เดี๋ยวนะอึนริว รู้ได้ยังไงน่ะ?”
“เพลงนี้ชื่อ Going Home” เขาบอกแทนการตอบคำถาม ลอร์น่าถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าเมื่ออึนริวเหม่อพูดอะไรแบบนี้จะเค้นไปก็ไม่มีประโยชน์
“แล้ว...บาเรียนับเป็บ้านหรือเปล่า?” เธอถาม
“อือ ถ้ามีทุกคนอยู่ ที่ไหนก็เป็บ้านได้ทั้งนั้น”
ลอร์น่าลุกขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงๆ
“นี่จะไม่ออกไปอีกแล้วเหรอ?”
“ไม่ได้แล้วล่ะ วิ่งไม่ได้แล้ว” เขาก้มหน้า
“...” ลอร์น่าไม่อาจััความเ็ปของคนอื่นได้แต่เธอก็พอจะนึกออกว่าการสูญเสียสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิใจไปมันเ็ปขนาดไหน
“...ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปในส่วนของอึนริวเอง รออยู่ที่บ้านนี้แล้วกัน” เด็กสาวชูนิ้วโป้ง
อึนริวยิ้มอย่างมีความสุขเป็ครั้งแรกในรอบหลายวัน
“ขอบใจนะ” ทั้งสองแปะมือกันจังหวะเดียวกับที่แสงสีเขียวสว่างวาบตรงขอบฟ้า
...
“หัวหน้าคะ”
อรุโณทัยหันไปทางต้นเสียง
“อ้าว ว่าไงซุยเร็น สบายดี?”
สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับอรุโณทัยที่ทำให้ลัคนาแปลกใจได้เสมอคือ เธอสามารถจำชื่อทุกคนในบาเรียได้และไม่เคยทักคนผิด
เด็กสาวที่ชื่อซุยเร็นใช้นิ้วทัดผมยาวสลวยสีดำกับใบหู ผมของเธอตรงและสวยงามเหมือนยกเอาท้องฟ้ายามราตรีมาไว้บนร่างมนุษย์ผิวพรรณขาวผ่อง ตาสีน้ำเงินสองข้างสดใสเหมือนกับแก้ววิธีการวางตัวก็เป็กุลสตรี
ลัคนาจำได้ว่าเคยเห็นเธออยู่ชั้นสองของบ้านพักตอนที่ผู้เล่นบุกเข้ามาในบาเรีย
ซุยเร็นยิ้มน้อยๆ และพูดด้วยเสียงนุ่มนวล
“เป็ยังบ้างคะหัวหน้า ได้ข่าวว่าวันนี้วุ่นวายกันทั้งวัน”
อรุโณทัยถอนหายใจเฮือกใหญ่
“คว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรหรอก”
“เล่าสักหน่อยได้ไหมคะ?”
“มันไม่มีอะไรเลย มีแต่คนกวนประสาท เฮ้อ...”
“เอ๋? ไม่มีเลยเหรอคะ?”
“ก็จริงนะสิ ซุยเร็น พักนี้ชักจะแปลกๆ แล้วนะ ไปทำอะไรมาก็ถามไปหมด หรือว่าอยากเข้าหน่วย? ฉันไม่ว่าหรอกนะ พร้อมเมื่อไหร่มาพูดกับฉันหรือประกายมาศได้เลย”
ลัคนานึกทบทวนเื่ที่ได้รู้เห็นมาวันนี้ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าซุยเร็นส่งยิ้มให้เธอจึงยิ้มกลับตามมารยาท
“เสียใจด้วยนะคะที่ไม่เจออะไร ถ้าอย่างนั้น ขอตัว”
“อือ มีอะไรก็มาบอกได้นะ”
เธอเดินจากไป อรุโณทัยหันมาหาลัคนาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เอาล่ะ...ทีนี้ต้องพูดกันให้รู้เื่แล้วล่ะ...เื่ที่อุลริกพูดน่าจะเอามาโยงกับเื่ที่เรารู้มาวันนี้ได้”
ลัคนาพยายามข่มความกลัวไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า
...
“ไปทำอะไรมา?”
โฮเซ่มองซุยเร็นด้วยหางตา เด็กสาวเองก็ไม่หันมามองเขา แสร้งทำเื่ของเธอไปเรื่อยๆ
“ไปสืบเื่อะไรมานิดหน่อย” เธอกลับไปยังสีหน้าเคร่งขรึมเหมือนที่เธอใช้ตามปกติ“ฉันยิ่งมั่นใจเื่ที่นายพูด หน่วยลาดตระเวนไม่ยอมบอกฉันว่าเจออะไรมาในเมืองของผู้เล่นพอฉันไปถึงเริ่มจับกลุ่มคุยกัน”
“ก็แน่ล่ะ” เขาพูดพลางกลอกตา
“ฉันสงสัยเกี่ยวกับสีหน้าของกุญแจในตอนนั้น” เธอบอก สีหน้าครุ่นคิด “ตอนที่อรุโณทัยบอกว่ามันไม่มีอะไรสีหน้าของกุญแจบอกฉันเลยว่ามันมีอะไรแน่ๆ แต่เธอก็ไม่ได้พูด”
“เพราะอย่างนี้ฉันถึงไม่ไว้ใจหน่วยลาดตระเวน การเข้าไปในเมืองผู้เล่นแล้วไม่เจออะไรมันเป็ไปไม่ได้” โฮเซ่ลุกขึ้น มองซุยเร็นที่กอดอกยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
“แล้ว...?”
“เราต้องหาทางให้พวกนั้นคายออกมา พวกเขาใช้ทรัพยากรทุกอย่างของเราจนหมดมีสิทธิ์ชี้ขาดทุกเื่ในบาเรีย ทั้งยังกุมความลับทั้งหมดเกี่ยวกับสตาร์ดัสต์ เรล์มและกุญแจเหอะ คิดว่าพวกเราเป็สัตว์เลี้ยงในโอวาทหรือไง? พวกนั้นเกี่ยวอะไรกับคนที่เอาพวกเรายัดในตู้เหล็กแล้วส่งมาเกิดที่นี่? เราตัดฟูกกับเสื้อผ้าไปให้พวกนั้นทำผ้าพันแผลจนแทบต้องใส่ผ้าขี้ริ้วแทนกางเกงแต่คำตอบที่ได้ก็แค่ไม่รู้ จะบ้ารึไง? เพราะฉะนั้นฉันต้องให้พวกนั้นคายทุกอย่าง”
เด็กสาวดวงตาคมกริบหัวเราะ
“สมเป็นายจริงๆ นะโฮเซ่”
“พวกเราต้องใช้วิธีอื่น” อีกคนหนึ่งเข้าร่วมวงสนทนา เขามีผมทรงสกินเฮ้ดผิวสีเหมือนดาร์กช็อกโกแลต ดวงตากลมโตมองทั้งสองคนสลับไปมา
“ใช่แล้ว พวกเขาไม่ยุติธรรมกับเรา นี่คือสิ่งที่ฉันเชื่อ หน่วยลาดตระเวนกุมอำนาจมากเกินไปทั้งพวกคนที่ต่อสู้เก่งที่สุดและข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการตามหาสตาร์ดัสต์ เรล์ม พวกเขาแทบไม่ข้องแวะกับใครนอกหน่วยตัวเองฉันไม่ได้รู้เื่อะไรเลยจนผู้เล่น...” ซุยเร็นยังไม่ทันพูดจบโฮเซ่ก็หัวเราะหึๆ
“คำอธิบายเหมือนคนอยากประท้วงเลย คนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบแบบเธอมาพูดเอาก็ตลกนะ”
“เพราะเคร่งในกฎ ฉันเลยเห็นว่าเื่ที่กำลังดำเนินไปนี้ต้องเปลี่ยน”
“สรุปสั้นๆ คือหน่วยลาดตระเวนปิดบังพวกเราอยู่ ไม่ว่าเื่ที่เธอพูดมาจริงหรือไม่ฉันคิดว่าเราควรจะให้พวกเขาบอกเรา ไม่ให้พวกเขาริบเอาข้อมูลเื่อิสรภาพของพวกเราเอาไว้ฝ่ายเดียว”
“ก็ไปคุยกับเขาตรงๆ สิ นั่นไง หัวหน้าประกายมาศมาโน่นแล้ว” ชายผิวเข้มบุ้ยไปทางหัวหน้าหนุ่มร่างใหญ่ที่เดินแบกอาวุธมาซุยเร็นเริ่มขยับตัวทันที
“หัวหน้าประกายมาศคะ” เธอยิ้มละไม เขาหยุดแล้วมองเธอ
“อะไรเหรอ?”
“ฉันอยากรู้ค่ะว่าเื่ที่คุณอุลริกพูดเป็ความจริงรึเปล่า เราต้องฆ่าคุณลัคนาจริงๆเหรอคะ? หัวหน้าพอจะรู้อะไรบ้างรึเปล่าคะ?” ซุยเร็นตีสีหน้าน่าสงสารประกายมาศวางกองอาวุธซ้อมลงจะได้คุยได้ถนัดขึ้น
“ตอนนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน แต่อรุณบอกว่าถ้าต้องทำจริงๆ ก็ต้องทำ”
“สรุปคือ...?” เธอแสร้งทำน้ำเสียงตื่นเต้น
ประกายมาศไม่ตอบแต่เอามือใหญ่ลูบหัวซุยเร็น
“ฉันตอบไม่ได้เหมือนกัน” เขาเว้น่พักหนึ่ง แล้วก็อ้าปากพูดต่อ “แต่ว่า...หน่วยลาดตระเวนกำลังจะเดินทางไปที่ถ้ำสนธยาเร็วๆนี้ ได้ยินมาว่าจะไปถามเอา”
คราวนี้ซุยเร็นแปลกใจจริงๆ
“เอ๊ะ ตายจริง ถ้ำสนธยาคือรังของมินิบอสที่เอาตัวคุณนิชพรไปนี่คะ ถามได้เหรอคะ? ทำไปซุยเร็นไม่เห็นรู้เื่?”
“เื่ภายในหน่วยเขาไม่เอามาบอกหรอก เรามีประชุมแต่พักนี้อรุณมาไม่ทันเลยไม่ได้ไปเพราะเดี๋ยวนี้แบ่งกลุ่มลาดตระเวนเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว หยางเลยมาคุมแทน เขาไม่ได้ออกไปลาดตระเวนมาสักพักบวกกับเ้าตัวเป็คนไม่พูดด้วยคนไม่รู้เลยเยอะ”
“ถ้าหน่วยลาดตระเวนไปเมื่อไหร่ช่วยบอกซุยเร็นด้วยนะคะ” เธอยิ้ม ประกายมาศพยักหน้าแล้วก็นึกบางอย่างขึ้นได้
“ไปถามอรุณอีกรอบเถอะ เห็นว่าคุยกับลัคนาอยู่ จริงสิ ได้ข่าวเื่การจำกัดของใช้ในบาเรียหรือยัง? ได้ข่าวว่าฟูกและผ้าห่มจะถูกนำไปทำเครื่องป้องกันกับผ้าพันแผลเพิ่มน่ะพวกเธอก็อย่าลืมให้ความร่วมมือด้วย”
เมื่อหัวหน้าเดินพ้นไป ซุยเร็นก็กลับไปที่เดิม
“โรเจอร์” เธอเรียกเพื่อนผิวสี
“ว่า?”
“ถามอรุโณทัยว่าจะไปถ้ำสนธยาตอนไหน”
ซุยเร็นบอกเนื้อหาการสนทนากับประกายมาศให้ทั้งสองคนฟัง
“เอาจริงสิ? จำกัดของใช้เพิ่มอีกเหรอ? บ้ารึเปล่า? ไม่ได้อะไรเลยแล้วยังจะ...”
“เื่ทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นแล้วนะ เราผลาญของที่ถูกให้ไว้ในบ้านพักเรื่อยๆจนสุดท้ายก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนยาจกหาความสบายไม่ได้น่ะ” ซุยเร็นปัดผมที่เคลียไหล่ไปข้างหลัง“ขูดรีดพวกเราจนไม่เหลืออะไรแล้วบอกว่าสตาร์ดัสต์ เรล์มเป็แค่เื่เล่า น่าลองจริงๆว่าถ้าฆ่ากุญแจแล้วจะมีประตู์โผล่มาในบาเรียรึเปล่า ถ้ามีก็ดีสิ จะได้ฆ่าเธอให้ตายตอนนี้เลย”
“แล้วจะทำไงต่อ?” โรเจอร์ถามก่อนจะไปหาอรุโณทัย
ซุยเร็นมองไปยังโฮเซ่ เขาประสานมือไว้ใต้คางแล้วกระตุกยิ้ม
“ฉันเชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับความคิดของเรา มีคนรู้เื่ความอันตรายของกุญแจและเื่ที่เธอมักดึงพวกมินิบอสมาที่บาเรียคนที่เสียเพื่อนเพราะมินิบอสก็มีอยู่ ถ้าหน่วยลาดตระเวนไม่ยอมเคลียร์เื่กับเรา พวกนายก็รู้ว่าฉันคิดจะทำยังไง”
...
หลายวันต่อมา อรุโณทัยและหน่วยลาดตระเวนไม่ได้โผล่หน้าไปที่ประชุมเลยสักครั้ง
หยางและประกายมาศนั่งสนทนากับสมาชิกในบาเรียที่มีกะใจจะมา หัวหน้าทั้งสองค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อยที่พักนี้เริ่มมีคนสนใจมากขึ้นพวกเขาย้ำเื่ต้องตัดลดขนาดฟูกเพื่อเอาไปทำผ้าพันแผลอีกครั้งก่อนเริ่มประชุมเล็กๆคนที่คอยพูดก็เห็นจะไม่พ้นซุยเร็น
“อยากให้หัวหน้าอรุโณทัยมานั่งพูดกับเราเร็วๆ จังเลยนะคะซุยเร็นอยากรู้เื่มินิบอสที่โจมตีบาเรียก่อนหน้านี้” เธอประสานมือไว้กับอกพูดด้วยน้ำเสียงดัดจริตจนโฮเซ่นึกหมั่นไส้“ถ้าอย่างนั้น หัวหน้าหยางคะ ช่วยเล่าเื่ข้างนอกหน่อยไม่ได้เหรอคะ?”
“...” หยางมีสีหน้าจริงจัง เหมือนเขาจะพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ “...เื่อะไร?”
“เื่ที่เกี่ยวข้องกับพวก...การตามหาสตาร์ดัสต์เรล์มเป็ยังไงคะ?”
“เื่รหัสบาเรีย เธอรู้ดี”
“ไม่ใช่เื่บาเรียค่ะ เื่สตาร์ดัสต์ เรล์ม เื่อิสรภาพของเรา”
“...ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันมีจริงรึเปล่า”
“จะบอกว่าเรา...” เธอยังพูดไม่ทันจบประกายมาศก็เอ่ยปากเล่าเื่โน้นเื่นี้ที่ได้ฟังมาจากอรุโณทัยอีกทีให้ฟังหลังฟังไปสักพักโฮเซ่ก็แทรกขึ้น
“สรุปคือ ก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีว่าไอ้เ้าสตาร์ดัสต์ เรล์มคืออะไร?”
“คนที่น่าจะรู้ดีที่สุด...คงเป็ลัคนา”
รอยยิ้มแสนสดใสยังอยู่บนใบหน้าของซุยเร็น ไม่นานอรุโณทัยก็เดินมาสมทบเนื่องจากแปลกใจที่มีคนมานั่งล้อมวงพูดคุยกันหลายคนหลังจากคุยกันสักพักแต่ละคนก็แยกย้ายกันไปจัดการเื่ของตัวเอง
ลัคนาเดินถือดาบของตัวเองขึ้นไปที่ห้องนอน วัสดุในบาเรียเริ่มขาดแคลนอย่างหนักถ้าพวกเธอไม่หาวิธีแก้ไข สักวันเธออาจต้องตัดกระโปรงตัวเองไปทำผ้าพันแผลก็เป็ได้ แค่คิดเธอก็ถอนหายใจแล้วตัดหนึ่งส่วนสามของผ้าห่มของเธอออก
ไม่มีหัวหน้าคนใดรู้ตัวเลยว่าการพูดคุยเล่นๆ ในวันนั้นจะจุดประกายความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในบาเรีย