บ้านที่ธาวินทร์อยู่เป็บ้านสวนสองชั้นดูร่มรื่น เนื่องด้วยดวงดาราเป็คนชอบปลูกต้นไม้และดอกไม้ หน้าบ้านเป็สนามหญ้าและรั้วเหล็กกั้น แม้พื้นที่ไม่ได้ใหญ่มาก พออยู่กันสองแม่ลูก แต่ทุกที่ก็จัดสรรให้ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนอย่างคุ้มค่า
ดวงดาราและสามีจำต้องหย่าร้างกัน เมื่อตอนธาวินทร์ยังเล็ก ด้วยเหตุผลจำเป็บางอย่างที่ธาวินทร์ก็ไม่อาจรู้ได้ ส่วนธาวินทร์เองไม่ได้ซักถามมากมายเพราะหากเป็เหตุผลที่จบไม่ดีเกรงว่าจะเป็การสะกิดแผลผู้เป็แม่เข้า จึงเลือกที่จะไม่พูดถึงผู้เป็พ่ออีก
เมื่อร่างกายหายเป็ปกติ ดวงตาที่ผ่าตัดก็กลับมามองเห็นอย่างเดิมหรืออาจมองเห็นมากกว่าเดิม ธาวินทร์ได้กลับไปทำงานที่เก่า เพราะมีเบส นฤเบส นฤบดินทร์ หัวหน้างานใจดีมีเมตตาให้ความช่วยเหลือ
“วินนายดูนี่สิ เครื่องสำอางแบรนเนมลดราคาน่าใช้มาก แล้วก็นี่ๆนี่เลยน้ำหอมจากแพรีสสสส” รดาเอาสินค้าที่โชว์ผ่านเว็บไซด์ออนไลน์ให้ธาวินทร์ดู พร้อมทั้งใส่จริตเข้าไปตามสไตล์
“ช็อปออนไลน์อีกแล้วนะพี่รดา เดี๋ยวพี่เบสมาเจอวินก็จะโดนไปด้วย”
“จะโดนได้ไงวันนี้พี่เบสออกไปข้างน้องทั้งวัน ฉันไปสืบมาแล้วย่ะ” แล้วสุดท้ายรดาก็สั่งน้ำหอมราคาแพงเอาเื่จากเว็บออนไลน์จนได้ โดยไม่ฟังคำคัดค้านของธาวินทร์
เย็นนี้เลิกงานไม่มีนัดไปไหน ธาวินทร์จึงเลือกเดินทางกลับบ้าน เพราะดวงดาราเองก็เป็ห่วงลูกชายพยายามห้ามปรามการออกไปสังสรรค์ยามค่ำคืน ทันทีที่รถยนต์จอดที่หน้าบ้าน ที่กระจกเงามีหญิงสาววัยกลางคนยืนมองผ่านกระจก แต่ไม่ได้มองมาทางเขา สายตาเหม่อมองออกไปนอกรั้ว ธาวินทร์ไม่ได้สนใจเข้าใจว่าคงเป็แขกของดวงดาราผู้เป็แม่ ด้านในก็ได้ยินเสียงดังมาจากในครัว
“ทำอะไรครับแม่หอมจัง”
“ก็มัสมันไงลูกเห็นบ่นว่าอยากกินอยู่ไม่ใช่หรอ” ธาวินทร์เดินเข้าไปหอมผู้เป็แม่อย่างเอาใจ
“ว่าแต่ทำไมทำน้อยจังไม่เผื่อแขกหรอครับ”
“วินมีแขกหรือลูก” ดวงดาราชะเง้อมองหาพบแต่ความว่างเปล่า
“ไม่ครับ แขกของแม่เมื่อกี้วินเห็นยืนอยู่ห้องรับแขก”
“หื้อไม่มีนะ วันนี้แม่อยู่คนเดียว” ธาวินทร์ทำหน้างง
“อ้องั้นคงตาฝาดนะครับ วินไปอาบน้ำก่อนนะเดี๋ยวลงมา”
ธาวินทร์วิ่งขึ้นบันไดไปบนห้องนอนของตน แต่วันนี้ความรู้สึกแปลกไป เหมือนไม่ได้มีเพียงเขาที่อยู่ในห้องคนเดียว ทันทีที่เปิดไฟสีนวลกระพริบวับๆ ธาวินทร์หัวใจแทบลงไปอยู่ตาตุ่ม ร่างใครบางคนยืนอยู่ในมุมสลัว เท้าเล็กยกขึ้นพร้อมมือที่วาดกางออกพร้อมหัวที่เอียงจนผิดรูป เมื่อไฟติดแล้วเพ่งดูดีๆก็เห็นเป็ที่แขวนหมวกทรงสูง สไตล์วินเทจทำมาจากไม้ มีที่แขวนยื่นกางออก
“ตาฝาดอีกแล้วไอ้วินเอ้ย สงสัยตรงนี้คงไม่เหมาะกับการเป็ที่แขวนหมวก” ธาวินทร์ได้แต่พึมพับกับตัวเอง
แล้วเดินไปถอดจิวออกก่อนวางบนโต๊ะข้างเตียงนอน แต่มือเ้ากรรมดันไปปัดจนจิวร่วงหล่นลงกับพื้นและกลิ้งเข้าไปใต้เตียง
ธาวินทร์ถอนหายใจ แต่ก็ก้มลงมองรอดเข้าไป เห็นจิวอยู่ใต้เตียงแต่ด้วยความแคบจึงใช้หน้าแนบพื้นหันออก ใช้มือเอื้อมเข้าไปหาจิว แต่หยิบเท่าไหร่ก็ไม่ได้ หากแต่ในความมืดของเบื้องล่าง มือธาวินทร์เอื้อมไปโดนของแหลมบางอย่าง ใจนต้องชักมือออก มองรอดเข้าไปก็ไม่มีสิ่งปกติ จึงเอื้อมเข้าไปใหม่จิวเหมือนขยับเข้ามาใกล้จนหยิบออกมาได้อย่างง่ายดาย
มือขาวนวลนิ้วเรียวสวยปลายนิ้วสวมเล็บฟ้อนสีทองสวยอร่าม ค่อยๆดึงกลับหายเข้าไปในความมืด ธาวินทร์ลงไปทานข้าวกับแม่ แล้วออกมาเดินย่อยที่สวนหน้าบ้าน พลันหูก็แว่วได้ยินเสียงร้องเพลงไทยเดิม เสียงที่ไพเราะทั้งเพลงที่เขาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน จนต้องเดินตามหาที่มาของเสียง
คืนที่ลมพัดโชยมันคงจะดีกว่าการพัดพาเอาความเย็นะเืเข้าจับขั้วหัวใจ ใต้ต้นลั่นทมออกดอกขาว ส่งกลิ่นหอมคละคลุ้ง ดอกร่วงหล่นลงมาธาวินทร์เงยหน้าขึ้นไปมอง แล้วก็ต้องใจนขนหัวลุก ปลายเท้าใส่กำไรห้อยต่องแต่งแกว่างไปมาเสียงดังกรุงกริงๆ ธาวินทร์เข่าทรุดล้มลง หญิงสาวสวมใส่ชฎาหน้าขาวโพลน คิ้วดำสนิทโค้งโก่งกว่าคนทั่วไปมาก ทั้งผ้าห่มนางปลิวไสวตามลมสะบัดไปมา ภูษา พาหุรัดมาเต็มยศ นั่งห้อยขาบนกิ่งเรียวเล็กของต้นลั่นทมที่ดูยังไงมนุษย์ธรรมดาก็ไม่น่าจะนั่งได้ มองลงมาพร้อมแสยะยิ้มให้ธาวินทร์ รอยยิ้มหวานจับใจหากแววตากับขึงเกร็งไร้แววตาของการมีชีวิต
“มองเห็นด้วยรึ” เสียงหวานใสก้องออกมา หากรูปปากไม่ได้ขยับเลย
“คะคุณเป็ใคร” ธาวินทร์กระถดถอยหนีอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต ขนลุกขนชันกับภาพตรงหน้าซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคืออะไร
“ฉันชื่อพิมพ์พิลาศ” เสียงก้องตรึงเข้าจับหัวใจ ประหนึ่งกลัวผู้มาเห็นจะลืมเลือน ก่อนที่ร่างกายนางรำจะแปลสภาพไปมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูดังสนั่น ธาวินทร์สะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ฝันที่เหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง เหงื่อซึมจนท่วมตัว เสียงแม่เรียกอยู่หน้าห้องเพราะเสียงร้องจากห้องลูกชาย
ธาวินทร์กลับเข้ามานอน ดอกลั่นทมวางอยู่บนหมอน เขาหยิบมันขึ้นมาดูพลางหมุนไปมาอย่างพิจารณาถึงที่ไปที่มาของมัน เพราะหลังจากทานข้าวเสร็จก็ตรงเข้าห้องนอนเลย หรือว่าผู้เป็แม่จะเอามาวางไว้ให้ก่อนหน้านี้ เพียงแต่เขาไม่ทันสังเกตุ
ธาวินทร์วางมันลงข้างหัวเตียง ทันทีที่ไฟปิดลง ทั้งห้องมืดสนิทปรากฏร่างเงาดำอยู่นอกระเบียง สายลมพัดผ้าม่านแกว่งไกวมองเห็นเพียงรำไร เงาดำเริ่มร่ายรำตามท่วงทำนอง อย่างอ่อนช้อยหากเป็เวลาปกติคงเป็ภาพที่งดงามอย่างหาที่ติไม่ได้ แต่ต้องไม่ใช่ในเวลาเกือบตีสองเช่นนี้ เงาดำร่ายรำแขนบิดไปทางด้านหลัง ลำคอเริ่มเอียงผิดรูป พร้อมเสียงดังเฉกเช่นการแตกหักของกระดูก
“แกร๊ก”
เสียงดนตรีไทยลอยเข้ามาอ้อยอิ่งเสมือนขับกล่อมให้ธาวินทร์นอนหลับใหลอีกครั้ง พร้อมกลิ่นดอกลั่นทมหอมนวลอบอวลทั่วห้อง
"""""""""""""""""""""""""""""สนุกกันหรือเปล่าอ่านแล้วเม้นเป็นกำลังใจพูดคุยกันหน่อยนะเลิฟ-เลิฟ