ผ่านไปห้าวัน หลังจากเหตุการณ์เริ่มต้นไม่นาน องครักษ์ส่วนตัวของรองแม่ทัพลู่เดินเข้ามารายงานในห้องหนังสือพร้อมสีหน้าจริงจัง
“นายท่าน ชาวบ้านที่ลงทะเลไปงมหาไข่มุก ได้นำมุกที่เก็บได้มาขายให้กับพ่อค้าแล้วขอรับ และพ่อค้าก็ให้เงินจริงตามที่ตกลง ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็ไข่มุกที่งดงามและแวววาวเป็พิเศษ เขาจะให้ราคาสูงขึ้นอีกหลายเท่า”
รองแม่ทัพลู่หยุดมือจากเอกสารตรงหน้า สายตาคมกริบเงยขึ้นมององครักษ์
“สูงขึ้นเท่าไร?”
“มีบางคนได้ถึงสิบเท่าของราคามุกทั่วไป พวกชาวบ้านพอใจกันมาก จนกระทั่งเมื่อวานนี้ พ่อค้าประกาศเพิ่มรางวัลอีก หากใครหามุกที่สามารถเรืองแสงได้ จะให้ราคาถึงยี่สิบเท่า”
คำพูดนั้นทำให้รองแม่ทัพขมวดคิ้ว ความสงสัยแล่นเข้ามาในความคิด เขายกมือขึ้นลูบคาง สีหน้าครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด
องครักษ์รายงานต่อ “เมื่อชาวบ้านคนอื่นเห็นเช่นนั้น ก็แห่กันมาวางเงินมัดจำเพิ่มขึ้น ตอนนี้นับรวมกับกลุ่มแรก มีคนวางเงินไปแล้วเกือบร้อยยี่สิบคนขอรับ หลายคนถึงกับไปหยิบยืมเงินจากคนรู้จักเพื่อลงมัดจำ เพราะหวังจะได้ไข่มุกมาขายให้พ่อค้ารับทรัพย์ก้อนโต”
รองแม่ทัพลู่พยักหน้าเล็กน้อย แต่แววตาไม่แสดงความพึงพอใจ เขามององครักษ์นิ่งก่อนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“จัดเตรียมม้า ข้าจะออกไปดูด้วยตาตัวเอง”
ระหว่างเดินทางไปยังบริเวณที่ชาวบ้านมุ่งหน้าไปงมหาไข่มุก บรรยากาศในหมู่บ้านกลับคึกคักผิดปกติ ชาวบ้านบางคนที่เคยเงียบเหงากลับยิ้มแย้มอย่างมีความหวัง พวกเขาพูดคุยกันถึงการค้นพบไข่มุกสวยงามและจำนวนเงินที่ได้รับ หลายคนกล่าวว่าหากสามารถหามุกเรืองแสงได้ จะทำให้ชีวิตพลิกผันจากความยากจนในทันที
รองแม่ทัพลู่ที่นั่งอยู่บนหลังม้า สังเกตสิ่งเหล่านี้ด้วยสายตาเฉียบแหลม แม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปาก แต่ความแปลกใจและความสงสัยในตัวพ่อค้ายิ่งเพิ่มขึ้น
“พ่อค้าคนนี้ให้เงินมากมายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะจ่ายได้เพียงแค่ไข่มุก เขาต้องมีเจตนาแอบแฝงซ้อนอยู่อย่างแน่นอน” รองแม่ทัพเอ่ยกับองครักษ์ข้างกายด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
องครักษ์พยักหน้า “ข้าก็รู้สึกเช่นนั้นขอรับ แต่ชาวบ้านไม่สนใจความแปลกนี้เลย พวกเขาเห็นเพียงโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากได้ จนลืมคิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติ”
“มนุษย์เมื่อถูกความโลภครอบงำ มักมองไม่เห็นความจริง” รองแม่ทัพลู่กล่าวพร้อมทอดสายตามองชาวบ้านที่กำลังขนเรือเล็กไปยังทะเล
ในใจของรองแม่ทัพเต็มไปด้วยความกังวล แม้ชาวบ้านจะแสดงความยินดีปรีดากับเงินทองที่ได้รับ แต่เขากลับเห็นความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ พ่อค้าคนนี้มาจากที่ใดยังไม่รู้แน่ชัด? ทำไมถึง้าไข่มุก? การมัดจำจำนวนมากที่ชาวบ้านต้องจ่ายเป็เพียงแค่กับดักหรือเปล่า?
แม้เขาจะยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด แต่สัญชาตญาณบอกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง และเขาต้องค้นหาความจริงให้เจอก่อนที่สิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับชาวบ้านที่เขาต้องปกป้อง
“แล้วพวกพ่อค้าไปกินอาหารที่ใด?”
องครักษ์ตอบทันที “ที่หอจือเจียงขอรับ เป็โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในหยางโจว พวกเขามักจะจองชั้นสองทั้งชั้นสั่งอาหารที่หรูหราราคาแพง และดื่มกินจนดึกดื่น”
รองแม่ทัพพยักหน้าเบา ๆ “ตรงข้ามหอจือเจียงเป็ที่ใด?”
“เป็โรงน้ำชาขอรับ” องครักษ์รายงาน “จากที่นั่นเราสามารถนั่งมองดูพ่อค้าและการกระทำของพวกเขาได้โดยไม่เป็ที่สะดุดตาขอรับ”
“พวกเขาไปที่หอจือเจียงเวลาใด?”
“ส่วนมาก่ยามโหย่วขอรับ เป็เวลาที่พวกเขารวมตัวกันกินอาหารและพูดคุย”
รองแม่ทัพลู่พยักหน้าอีกครั้ง สายตาทอดมองออกไปเหมือนกำลังวางแผนในหัว
“งั้นพรุ่งนี้เราจะไปดูด้วยตาตัวเอง จัดการจองห้องที่โรงน้ำชาไว้ให้ด้วย”
“ขอรับ” องครักษ์ตอบรับพร้อมค้อมตัวก่อนถอยออกไปทำตามคำสั่ง
หลังจากกำชับให้องครักษ์ไปจองห้องที่โรงน้ำชาใกล้หอจือเจียงเรียบร้อย รองแม่ทัพลู่ก็กลับมาที่จวน เขาถอดเสื้อคลุมของตนออกและยื่นให้คนรับใช้ ก่อนเดินตรงไปยังห้องพัก
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง เสียงก้าวเดินของเขาเบาลง อากาศในห้องอบอุ่นจากโคมไฟที่จุดไว้สลัว หลีิเฟยกำลังนั่งอยู่บนเตียง จัดการร้อยด้ายลงบนผ้าปักในมือ นางเงยหน้าขึ้นมองเขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะรีบก้มลงทำงานต่อ
รองแม่ทัพลู่เห็นดังนั้นก็ยกมุมปากขึ้นก่อนเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้โต๊ะชา “วันนี้เ้าทำอะไรบ้าง?” เขาเอ่ยถามขณะรินน้ำชาใส่ถ้วย
หลีิเฟยชะงัก ก่อนตอบเบา ๆ “ข้าไม่ได้ทำอะไรมากเ้าค่ะ เพียงนั่งปักผ้า อ่านตำราเล็กน้อย...” นางหยุดก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเขินอาย “แล้วก็รอท่านกลับมา”
รองแม่ทัพลู่ยิ้มบาง ๆ ขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ “รอข้าหรือ? ข้าก็กลับมาแล้ว ตอนนี้เ้าคงพอใจแล้วสินะ”
หลีิเฟยหน้าแดง รีบก้มหน้าลงจัดการผ้าปักในมืออย่างไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ความรู้สึกอบอุ่นในใจนั้นชัดเจน
หลังจากพูดคุยกันไม่นาน อาหารเย็นก็ถูกยกเข้ามา ทั้งสองนั่งรับประทานด้วยกันในบรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงถ้วยชามกระทบกันเป็ระยะ ๆ หลีิเฟยมักหลบตาเขาอยู่เสมอ ขณะที่รองแม่ทัพลู่นั้นมองดูนางด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ไม่พูดอะไรมาก
เมื่อทานเสร็จ หลีิเฟยก็ช่วยเก็บโต๊ะอาหารก่อนถอยออกไปพักบนเตียง ส่วนรองแม่ทัพลู่กลับไปที่โต๊ะเอกสาร เขาจัดการงานที่ค้างจนเสร็จค่อยเดินกับมาที่ห้อง
เมื่อเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียง ก็ส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมให้ “นอนยังไงไม่ห่นผ้า ถีบผ้าออกเหมือนเด็ก เ้าเด็กคนนี้นิ” คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่แฝงความห่วงใย
ในแสงไฟสลัวของโคมไฟข้างเตียง รองแม่ทัพลู่นั่งพิงหัวเตียง หยิบตำราาขึ้นมาอ่าน ในขณะที่หลีิเฟยค่อย ๆ หลับตาลงด้วยความรู้สึกปลอดภัยภายใต้การดูแลของเขา
ยามดึก เสียงลมพัดแ่ผ่านหน้าต่าง รองแม่ทัพลู่วางตำราลงมองดูนางที่หลับสนิท ก่อนที่ตัวเขาเองจะค่อย ๆ เอนตัวลงนอนข้างนาง กอดนางไว้อย่างอ่อนโยน และปล่อยให้คืนที่สงบสุขพานำพาทั้งสองเข้าสู่นิทรา