เมืองหลิงโจวไม่ได้งดงามเหมือนภาพในม้วนแผนที่
ไม่มีถนนหินขาวสะอาดทอดยาวไปถึงประตูเมือง ไม่มีหอสูงประดับกระเบื้องเคลือบ และไม่มีขบวนพ่อค้าหรูหราอย่างเมืองหลวง มีเพียงกำแพงเมืองสีหม่น แม่น้ำสายกว้างที่ไหลผ่านด้านตะวันออก และูเาเตี้ยซึ่งทอดตัวอยู่หลังม่านฝน
วันที่หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้เดินทางมาถึง ฝนฤดูใบไม้ผลิกำลังตกลงมาไม่ขาดสาย
ถนนดินหน้าประตูเมืองกลายเป็โคลน รถม้าสองคันติดหล่มอยู่ข้างทาง พ่อค้าต่างะโเรียกลูกจ้างให้ช่วยกันเข็น ขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งเท้าเปล่าผ่านแอ่งน้ำ ส่งเสียงหัวเราะดังลั่นราวกับฝนเป็ของขวัญจาก์
หลี่เฉิงเยว่านั่งอยู่บนหลังม้า มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน
ตลอดทางจากเมืองหลวง เขาเคยจินตนาการถึงเมืองหลิงโจวหลายครั้ง
เขาคิดว่ามันคงเงียบสงบ
อากาศอบอุ่น
มีตลาดเล็ก ๆ และบ้านไม้เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ
ความจริงตรงหน้ากลับเต็มไปด้วยโคลน เสียงะโ และกลิ่นปลาจากท่าเรือที่ลอยมาตามลม
เซวียนอี้ดึงบังเหียนให้ม้าชะลอ แล้วหันมาถาม
“ผิดหวังหรือไม่”
“เื่ใด”
“เมืองนี้ไม่เหมือนที่ท่านคิด”
หลี่เฉิงเยว่มองไปยังร้านซาลาเปาข้างประตูเมือง
หญิงชราคนหนึ่งกำลังกางร่มให้สุนัขตัวเล็ก ขณะที่ชายขายฟืนยืนหัวเราะกับทหารยาม ไม่มีผู้ใดคุกเข่าเมื่อเห็นเขา ไม่มีเสียงประกาศฐานันดร และไม่มีสายตาหวาดระแวงคอยจับจ้องทุกฝีก้าว
เขาสูดลมหายใจเข้า
กลิ่นดินเปียกปะปนกับควันเตาและกลิ่นอาหาร
“ไม่”
หลี่เฉิงเยว่ตอบ
“ข้าชอบ”
เซวียนอี้มองเสื้อคลุมของอีกฝ่ายที่เปียกฝนตรงไหล่
“เช่นนั้นก็ควรรีบหาที่พัก ก่อนท่านจะชอบเมืองนี้จนจับไข้”
“ผู้ที่เพิ่งหายจากแผลธนูไม่ควรพูดเื่จับไข้กับข้า”
“แผลข้าหายแล้ว”
หลี่เฉิงเยว่ปรายตามอง
“ประโยคนี้เ้าใช้มาตลอดทาง”
“เพราะมันเป็ความจริง”
“เมื่อคืนเ้ายังกดแผลตอนลงจากม้า”
เซวียนอี้นิ่งไป
“อากาศเย็นเล็กน้อย”
“นั่นเรียกว่ายังไม่หาย”
องค์ชายกระตุกบังเหียนแล้วนำม้าเข้าเมือง
เซวียนอี้ตามไปด้วยรอยยิ้มบางที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น
ทั้งสองใช้เอกสารเดินทางในนามคุณชายหลี่กับผู้ติดตามแซ่เซวียน แม้หลี่เฉิงเยว่ยังคงฐานันดรองค์ชาย แต่เขาไม่้าให้ชื่อของตนทำลายความสงบก่อนจะได้ััมันจริง ๆ
โรงเตี๊ยมแห่งแรกเต็มเพราะมีคณะพ่อค้าจากแดนใต้เข้าพัก
แห่งที่สองเรียกราคาแพงกว่าปกติสามเท่าเมื่อเห็นเสื้อผ้าของพวกเขา
แห่งที่สามราคาถูก แต่หลังคารั่วจนมีถังไม้ตั้งเรียงกลางห้อง
สุดท้าย ทั้งสองจึงได้พักในเรือนรับรองเล็ก ๆ ใกล้ท่าเรือ
เ้าของเรือนเป็หญิงวัยกลางคนร่างท้วม นางถือพวงกุญแจไว้ในมือพลางมองชายหนุ่มสองคนตรงหน้า
“เหลือเพียงห้องเดียว”
หลี่เฉิงเยว่ถาม
“มีเตียงกี่หลัง”
“หนึ่ง”
เซวียนอี้กล่าวทันที
“มีห้องเก็บของหรือไม่ ข้านอนได้”
หญิงเ้าของเรือนมองเขาั้แ่ศีรษะจรดเท้า
“ห้องเก็บของมีหนู”
“ไม่เป็ไร”
“แต่ข้าไม่ให้แขกนอนกับหนู หากถูกกัดตาย ข้าจะเสียชื่อ”
หลี่เฉิงเยว่หลุดยิ้มเล็กน้อย
หญิงเ้าของเรือนยื่นกุญแจให้เซวียนอี้
“เตียงกว้างพอสำหรับผู้ชายสองคน หากไม่พักก็ไปหาเอาข้างหน้า แต่ฝนแบบนี้คงไม่มีห้องเหลือแล้ว”
นางหันหลังเดินจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
เมื่อเข้าไปในห้อง ทั้งสองยืนมองเตียงไม้ที่ตั้งอยู่ชิดผนัง
ห้องไม่ได้แคบมาก มีโต๊ะเล็กหนึ่งตัว หน้าต่างหนึ่งบาน และตะเกียงน้ำมันที่ส่งกลิ่นควันจาง ๆ
แต่ไม่มีพื้นที่พอปูที่นอนเพิ่ม
เซวียนอี้วางสัมภาระลง
“ข้านอนพื้นได้”
หลี่เฉิงเยว่หันมองพื้นไม้เย็นชื้น
“เ้าอยากให้แผลอักเสบหรือ”
“ข้าปูเสื้อคลุมได้”
“ไม่ได้”
“เฉิงเยว่—”
เขาชะงักทันทีที่เรียกชื่ออีกฝ่ายโดยไม่มีาาศัพท์
หลี่เฉิงเยว่เคยสั่งไว้แล้วว่า เมื่ออยู่กันเพียงสองคน ไม่ต้องเรียกองค์ชายอีก
แต่หลายวันผ่านมา เซวียนอี้ยังไม่คุ้น
หลี่เฉิงเยว่กลับไม่ได้ทักท้วง
“นอนด้วยกัน”
คำตอบตรงเกินไปจนเซวียนอี้เงียบ
“เตียงกว้าง” หลี่เฉิงเยว่กล่าวต่อ “และเราเคยนอนในกระโจมที่แคบกว่านี้”
“ตอนนั้นมีทหารอยู่รอบนอก”
“คืนนี้ก็มีเ้าของเรือนอยู่ชั้นล่าง”
“ไม่เหมือนกัน”
หลี่เฉิงเยว่เลิกคิ้ว
“ต่างอย่างไร”
เซวียนอี้ตอบไม่ได้
องค์ชายถอดเสื้อคลุมเปียกแขวนไว้บนราว
“หากเ้ายังยืนยันจะนอนพื้น ข้าจะนอนด้วย”
“ไม่ได้”
“เหตุใด”
“ท่านไม่เคยนอนพื้นไม้เย็น”
“ข้าเคยนอนในคุกใต้ดิน”
คำตอบนั้นทำให้เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้พูดเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำเลวร้าย เพียง้าให้อีกฝ่ายเลิกปฏิบัติต่อเขาราวกับเป็ของเปราะบาง
เซวียนอี้ถอนใจ
“นอนบนเตียงก็ได้”
“ดี”
“แต่ข้าจะนอนริมด้านนอก”
“ตามใจ”
คืนนั้น ทั้งสองนอนห่างกันเกือบคนละขอบเตียง
ตรงกลางมีช่องว่างกว้างพอให้วางดาบได้หนึ่งเล่ม
ฝนยังคงตกกระทบหลังคาอย่างสม่ำเสมอ เสียงเรือเทียบท่าดังแว่วมาจากแม่น้ำเป็ครั้งคราว
หลี่เฉิงเยว่านอนไม่หลับ
เขาเคยหลับในตำหนักใหญ่ที่มีผ้าปูแพรนุ่มกว่า เคยมีขันทีเฝ้าหน้าประตู และมีตะเกียงจุดสว่างจนรุ่งเช้า
แต่คืนนี้กลับรู้สึกปลอดภัยกว่าทุกคืนที่ผ่านมา
เพราะคนที่เขาไว้ใจอยู่ใกล้จนได้ยินเสียงหายใจ
หลี่เฉิงเยว่หันไปมอง
เซวียนอี้นอนหงาย ดวงตาปิด แต่คิ้วขมวดเล็กน้อย
“แผลเจ็บหรือ”
เสียงของหลี่เฉิงเยว่ดังขึ้นในความมืด
เซวียนอี้ลืมตา
“ท่านยังไม่นอน?”
“เ้าก็ยังไม่หลับ”
“ที่นอนแข็ง”
“ข้านึกว่าทหารหลับได้ทุกที่”
“หลับได้ ไม่ได้แปลว่าสบาย”
หลี่เฉิงเยว่ขยับเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย
“หันมา”
“ทำไม”
“ข้าจะดูแผล”
“มืดเกินไป”
“จุดตะเกียงได้”
“ไม่จำเป็”
คำตอบเร็วเกินไป
หลี่เฉิงเยว่เงียบไปชั่วครู่
“ข้ากลัว”
เซวียนอี้หันมาทันที
“กลัวอะไร”
“ว่าาแจะเปิดอีก”
“ไม่เปิด”
“เ้ารู้ได้อย่างไร”
“ข้าระวังอยู่”
หลี่เฉิงเยว่หัวเราะเบา ๆ อย่างไม่มีความขบขัน
“เ้าพูดเช่นนี้ทุกครั้งก่อนจะทำสิ่งที่ทำให้ข้าใ”
ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
เซวียนอี้ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้
พื้นที่ว่างตรงกลางเตียงลดลงจนเหลือเพียงระยะหนึ่งฝ่ามือ
“ครั้งนี้ข้าจะไม่ไปไหน”
เขาวางมือลงบนผ้าห่มระหว่างคนทั้งสอง
หลี่เฉิงเยว่มองมือนั้นในความมืด ก่อนค่อย ๆ วางมือของตนทับลงไป
“จำคำของเ้าไว้”
“ข้าจำได้”
ฝนด้านนอกยังตกต่อเนื่อง
แต่เสียงนั้นค่อย ๆ ห่างออกไป
หลี่เฉิงเยว่หลับโดยยังจับมือเขาไว้
ยามเช้า แสงสีเทาส่องผ่านหน้าต่าง
หลี่เฉิงเยว่รู้สึกถึงความอบอุ่นตรงเอว ก่อนจะลืมตาและพบว่าตนขยับเข้าไปพิงอยู่กับอกของเซวียนอี้ั้แ่เมื่อใดไม่รู้
แขนของอีกฝ่ายพาดอยู่รอบตัวเขา
พื้นที่ว่างบนเตียงหายไปทั้งหมด
หลี่เฉิงเยว่านิ่งอยู่เช่นนั้น
ลมหายใจของเซวียนอี้ตกลงใกล้หน้าผาก
เสียงหัวใจเต้นสม่ำเสมออยู่ใต้ใบหู
และอ้อมแขนที่เคยใช้ปกป้องเขาจากคมดาบกำลังโอบไว้โดยไม่มีอันตรายใดให้ต่อสู้
เซวียนอี้ลืมตาขึ้น
ดวงตาทั้งสองสบกันในระยะใกล้
ชายหนุ่มชะงัก
“ข้า…”
“เ้ากอดข้า”
“ขออภัย”
เขากำลังจะถอนแขน แต่หลี่เฉิงเยว่จับไว้ก่อน
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าไม่ชอบ”
เซวียนอี้นิ่ง
หลี่เฉิงเยว่ปล่อยมือช้า ๆ แล้วลุกขึ้นราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เราต้องไปหาบ้าน”
เขากล่าวขณะหันหลัง
เซวียนอี้มองใบหูของอีกฝ่ายที่แดงเล็กน้อย แล้วตัดสินใจไม่ทัก
การหาบ้านยากกว่าการบุกด่านหานโจวเสียอีก
บ้านหลังแรกอยู่ริมตลาด ทำเลดีและมีห้องกว้าง แต่ด้านหลังติดโรงฆ่าสัตว์ กลิ่นเืลอยมาตามลมจนหลี่เฉิงเยว่ยืนได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป
หลังที่สองมีสวนงดงาม ทว่าหลังคาพังไปครึ่งหนึ่ง และเ้าของยืนยันว่ารอยแตกร้าวบนกำแพงเป็เพียง “ลวดลายตามธรรมชาติ”
หลังที่สามราคาถูก แต่ไกลจากตลาดเกือบสิบลี้
เมื่อฝนตก ถนนหน้าบ้านจะกลายเป็คลองเล็ก
วันที่สี่ หญิงเ้าของเรือนรับรองจึงแนะนำสถานที่แห่งหนึ่ง
“เดิมเป็ร้านขายยา เ้าของเสียชีวิต ลูกหลานย้ายไปเมืองใต้ เรือนด้านหน้าเปิดร้านได้ ด้านหลังมีครัวกับลานเล็ก หากพวกเ้าจะซื้อ ข้าช่วยต่อรองราคาให้”
นางพาพวกเขาไปยังถนนริมคลองทางตะวันตก
อาคารไม้สองชั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุม
ป้ายเก่าหน้าร้านหักครึ่ง
ประตูฝืด
หน้าต่างบางบานแตก
ฝุ่นเกาะหนาบนโต๊ะและพื้น
แต่ด้านหลังเรือนมีต้นเหมยอยู่ต้นหนึ่ง
ดอกสีขาวกำลังบานเต็มกิ่ง
หลี่เฉิงเยว่หยุดอยู่ใต้ต้นไม้
กลีบเหมยร่วงลงบนบ่าของเขา
ชั่วขณะหนึ่ง ภาพสวนเหมยในวังซ้อนทับขึ้นมา
แต่ความรู้สึกต่างกัน
ต้นเหมยในวังเคยเป็พยานของความลับ ความกลัว และคืนที่พวกเขาไม่รู้ว่าจะมีวันพรุ่งนี้หรือไม่
ต้นเหมยตรงหน้าอยู่ในลานร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่น
แต่เปิดรับแสงแดดจากทุกด้าน
เซวียนอี้เดินตรวจเสา กำแพง และหลังคา
เขาเคาะพื้นไม้ ฟังเสียง ก่อนเงยหน้ามองชั้นสอง
“โครงสร้างยังดี”
หญิงเ้าของเรือนกล่าว
“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้ว”
“แต่ต้องซ่อมประตู หน้าต่าง หลังคาครัว และพื้นชั้นบน”
“บ้านเก่าก็ต้องซ่อมบ้าง”
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปในเรือนด้านหน้า
ห้องกว้างพอสำหรับโต๊ะหกหรือเจ็ดตัว
มีเคาน์เตอร์ไม้ยาวชิดผนัง
หน้าต่างหันไปทางคลอง
เมื่อเปิดออกคงมองเห็นเรือแล่นผ่าน
“เ้าคิดอย่างไร” เขาถาม
เซวียนอี้ยังคงตรวจเสา
“ลานด้านหลังพอทำที่ฝึกดาบเล็ก ๆ”
หลี่เฉิงเยว่หันมอง
“ข้าถามเื่ร้านชา”
“หน้าต่างควรเปิดให้กว้างกว่านี้ แสงจะได้เข้า”
“ครัว?”
“ซ่อมได้”
“ห้องนอน?”
“ชั้นบนน่าจะมีสองห้อง”
“สองห้องหรือ”
เซวียนอี้พยักหน้า
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ตอบ เพียงหันกลับไปมองต้นเหมยอีกครั้ง
“ข้าชอบที่นี่”
หญิงเ้าของเรือนยิ้มกว้างทันที
“เช่นนั้นข้าจะพาไปพบเ้าของ”
เซวียนอี้ถาม
“ไม่ขึ้นไปดูชั้นบนก่อนหรือ”
“ไม่จำเป็”
“หากพื้นผุล่ะ”
“เ้าซ่อมได้”
“หากหลังคารั่ว?”
“เ้าก็ซ่อม”
“หากกำแพงพัง?”
หลี่เฉิงเยว่หันมองเขา
“เราซ่อมด้วยกัน”
คำว่า “เรา” ทำให้เซวียนอี้เงียบ
จากนั้นจึงพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ซื้อ”
การซ่อมบ้านเริ่มขึ้นในวันถัดมา
ทั้งสองเคยคิดว่าเพียงมีเงินและจ้างช่าง ทุกอย่างคงดำเนินไปง่ายดาย
แต่ช่างหลังคามาสายสองวัน
ช่างไม้ทำหน้าต่างผิดขนาด
คนส่งกระเบื้องนำสีไม่ตรงกับที่เลือก
และพ่อค้าโต๊ะพยายามขึ้นราคาเมื่อเห็นว่าหลี่เฉิงเยว่แต่งกายดี
“โต๊ะตัวละห้าตำลึง” พ่อค้ากล่าว
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว
“เมื่อวานท่านบอกสามตำลึง”
“ไม้ขึ้นราคา”
“ภายในคืนเดียว?”
“ฝนตก ขนส่งยาก”
หลี่เฉิงเยว่ยังไม่คุ้นกับการต่อราคาในตลาด เขากำลังจะยอมจ่ายเพื่อให้เื่จบ เซวียนอี้กลับเดินเข้ามา
ชายหนุ่มก้มตรวจขาโต๊ะ ลูบรอยแตกใต้แผ่นไม้ แล้วเคาะสองครั้ง
“หนึ่งตำลึงครึ่ง”
พ่อค้าหน้าเปลี่ยน
“ท่านล้อเล่นหรือ นี่เป็ไม้สนอย่างดี!”
“ขาโต๊ะผุ รอยต่อหลวม ด้านในมีมอด”
“สองตำลึงครึ่ง!”
“หนึ่งตำลึงหก”
“สองตำลึง!”
“หนึ่งตำลึงเจ็ด และท่านซ่อมขาให้”
พ่อค้ากัดฟัน
“หนึ่งตำลึงแปด”
เซวียนอี้หันหลัง
“เราไปดูร้านอื่น”
“ตกลง! หนึ่งตำลึงเจ็ด!”
หลี่เฉิงเยว่มองเหตุการณ์อย่างประหลาดใจ
เมื่อพ่อค้าจากไป เขาจึงถาม
“เ้าเคยซื้อโต๊ะหรือ”
“ไม่เคย”
“แล้วรู้วิธีต่อราคาได้อย่างไร”
“แม่ทัพหลัวเคยสอนต่อราคาม้า”
“โต๊ะไม่ใช่ม้า”
“หลักการคล้ายกัน”
“ส่วนใดคล้าย”
“ผู้ขายมักบอกว่าของตนดีที่สุด ทั้งที่มีตำหนิ”
หลี่เฉิงเยว่จดจำคำพูดนั้นไว้
วันต่อมา เขาไปซื้อถ้วยชาด้วยตนเอง
แม่ค้าเรียกห้าสิบอีแปะต่อใบ เขาต่อจนเหลือสี่สิบเก้า และกลับมาด้วยสีหน้าภูมิใจ
เซวียนอี้รับถ้วยมาพิจารณา
“ซื้อมาเท่าใด”
“สี่สิบเก้าอีแปะ”
“ต่อได้หนึ่งอีแปะ?”
“นางยืนยันว่าไม่ลด”
เซวียนอี้มองไปยังร้านข้างถนนซึ่งขายถ้วยคล้ายกันในราคาสามสิบห้าอีแปะ
เขาเลือกเก็บความจริงไว้
“ดีแล้ว”
หลี่เฉิงเยว่เลิกคิ้ว
“เ้าเหมือนกำลังปิดบังบางอย่าง”
“ไม่มี”
“เซวียนอี้”
“ถ้วยงดงามดี”
องค์ชายจ้องเขาอยู่นาน แต่สุดท้ายยอมปล่อยผ่าน
ผ่านไปหนึ่งเดือน เรือนเก่าค่อย ๆ เปลี่ยนเป็บ้าน
กำแพงถูกทาสีใหม่
หน้าต่างเปิดกว้าง
โต๊ะหกตัวตั้งเรียงในร้าน
ครัวหลังเรือนมีเตาใหม่
บนชั้นสองมีห้องนอนสองห้อง
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่หน้าประตูห้องชั้นบน
ห้องหนึ่งหันไปทางคลอง
อีกห้องหันไปทางต้นเหมย
“เ้าจะเลือกห้องใด” เซวียนอี้ถาม
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปในห้องที่หันสู่ลาน
“ห้องนี้”
“เช่นนั้นข้าอยู่ห้องตรงข้าม”
องค์ชายมองประตูอีกห้อง
“อืม”
คำตอบนั้นควรทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย
แต่กลับมีความเงียบประหลาดเกิดขึ้น
เซวียนอี้เป็ฝ่ายเปลี่ยนเื่
“ข้าจะไปซ่อมชั้นวางของ”
ลานด้านหลังถูกกวาดจนสะอาด
เซวียนอี้สร้างชั้นวางดาบติดกำแพง และตั้งใจว่าจะใช้พื้นที่ว่างฝึกตนเองในตอนเช้า
แต่เพียงวันที่สอง เด็กชายข้างบ้านก็ปีนกำแพงเข้ามา
เด็กอายุราวแปดขวบยืนมองเซวียนอี้กำลังเหลาดาบไม้
“ท่านลุง”
มือของเซวียนอี้หยุด
เขายังอายุไม่ถึงสามสิบ แต่ถูกเรียกว่าลุงเสียแล้ว
“มีอะไร”
“ท่านเป็ช่างไม้หรือ”
“ไม่ใช่”
“เป็ทหาร?”
“เคยเป็”
ดวงตาเด็กชายสว่างขึ้น
“ใช้ดาบเป็หรือ”
“เป็”
“สอนข้าได้หรือไม่”
เซวียนอี้มองกำแพงที่เด็กปีนข้ามมา
“พ่อแม่เ้ารู้หรือว่าอยู่ที่นี่”
“ยัง”
“กลับไปขออนุญาตก่อน”
เด็กชายพยักหน้าแล้ววิ่งออกไปทางประตู
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เขากลับมาพร้อมเด็กอีกห้าคนและหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งดูเหนื่อยใจอย่างยิ่ง
“ลูกข้าบอกว่าท่านรับสอนดาบ”
เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
“ข้าเพียงบอกให้ไปขออนุญาต”
เด็กชายรีบถาม
“แต่ท่านสอนได้หรือไม่”
เด็กอีกห้าคนมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง
หลี่เฉิงเยว่ยืนพิงประตูหลังร้าน มองเหตุการณ์อยู่เงียบ ๆ
เซวียนอี้ถอนใจ
“พรุ่งนี้ยามเฉิน มาได้”
เด็กทั้งหกส่งเสียงดีใจ
วันถัดมา เซวียนอี้มีศิษย์หกคน
สามวันต่อมาเพิ่มเป็สิบเอ็ด
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ลานเล็กแทบไม่มีที่ยืน
เด็กแต่ละคนถือดาบไม้ที่เซวียนอี้ทำให้ พวกเขายืนเรียงแถว ท่าทางไม่เหมือนกันสักคน
“หลังตรง”
เซวียนอี้ใช้ปลายดาบไม้แตะไหล่เด็กชายคนหนึ่ง
“ขาแยกเท่าหัวไหล่”
เด็กหญิงตัวเล็กด้านหน้าถือดาบกลับด้าน
เขาเดินไปแก้ให้
“ด้านนี้เป็ด้าม”
“แต่ด้านนี้สวยกว่า”
“ตอนต่อสู้ ความสวยไม่สำคัญ”
“ท่านอาหลี่บอกว่าถ้วยชาต้องสวย”
เด็กทั้งหมดหันไปมองหลี่เฉิงเยว่
องค์ชายกำลังรดน้ำต้นชาอยู่ข้างกำแพง
“เื่ชากับดาบไม่เหมือนกัน”
เขาตอบโดยไม่หันมา
เด็กหญิงยังถามต่อ
“เหตุใด”
เซวียนอี้นิ่งไป
หลี่เฉิงเยว่หลุดหัวเราะ
หลังการฝึก เด็กคนหนึ่งล้มจนหัวเข่าถลอก
เซวียนอี้นั่งลงทำแผลให้ มือของเขาเบากว่าที่ใบหน้าเ็าบอก
“เจ็บหรือไม่”
เด็กส่ายหน้า ทั้งที่น้ำตาคลอ
“ผู้ถือดาบร้องไห้ได้” เซวียนอี้กล่าว “แต่อย่าร้องจนมองไม่เห็นทาง”
เด็กพยักหน้าแล้วปล่อยให้น้ำตาไหล
หลี่เฉิงเยว่ายืนมองจากหน้าประตู
เมื่อเด็กทั้งหมดกลับบ้าน เขาจึงเดินไปนั่งข้างเซวียนอี้ใต้ต้นเหมย
“เ้าดูมีความสุข”
“ข้าหรือ”
“อืม”
เซวียนอี้มองดาบไม้ที่วางเรียงบนพื้น
“อาจเพราะครั้งแรก ข้าสอนให้คนถือดาบเพื่อปกป้องตนเอง ไม่ใช่เพื่อไปตาย”
หลี่เฉิงเยว่เงียบไป
จากนั้นจึงกล่าว
“ดีแล้ว”
“แต่ลานเล็กเกินไป”
“เ้าบอกว่าจะเป็โรงฝึกเล็ก ๆ”
“ยังเล็ก”
“เด็กสิบเอ็ดคนเต็มลานแล้ว”
“แบ่งเป็สองรอบได้”
หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้าอย่างจนใจ
“ร้านชายังไม่เปิด แต่โรงฝึกของเ้าเปิดแล้ว”
เซวียนอี้หันมองเรือนด้านหน้า
“ร้านของท่านจะเปิดเมื่อใด”
“เมื่อทุกอย่างพร้อม”
“ใบชาพร้อมแล้ว”
“อืม”
“ถ้วยพร้อมแล้ว”
“แม้จะแพงเกินไปก็ตาม”
เซวียนอี้เงียบ
หลี่เฉิงเยว่หันขวับ
“เ้ารู้จริงด้วย”
“ข้าไม่ได้พูด”
“แต่สีหน้าเ้าพูด”
เซวียนอี้รีบเปลี่ยนเื่
“ยังขาดสิ่งใด”
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองแผ่นไม้เปล่าซึ่งแขวนเหนือประตู
“ชื่อร้าน”
หลายวันผ่านไป เขายังคิดชื่อไม่ได้
ชื่อที่สวยเกินไปฟังเหมือนร้านของขุนนาง
ชื่อที่เรียบเกินไปก็ไม่มีความหมาย
บางชื่อมีคนใช้แล้ว
บางชื่อเซวียนอี้อ่านแล้วขมวดคิ้ว
คืนนั้น ทั้งสองนั่งใต้ต้นเหมย
โคมไฟจากในร้านส่องออกมาถึงลาน
บนโต๊ะมีตุ๊กตาไม้นกปีกหักที่เด็กในเมืองชิงเหอมอบให้ หลี่เฉิงเยว่เก็บมันมาตลอดทาง เซวียนอี้ซ่อมปีกให้ใหม่จนแทบมองไม่เห็นรอยแตก
หลี่เฉิงเยว่หยิบตุ๊กตาขึ้นมา
สายตาเลื่อนไปยังพระจันทร์เหนือกิ่งเหมย
“จันทร์มีปีก”
เซวียนอี้หันมอง
“อะไร”
“ชื่อร้าน”
“เหตุใดจันทร์ต้องมีปีก”
หลี่เฉิงเยว่มองตุ๊กตาไม้ในมือ
“ครั้งหนึ่งข้าคิดว่าตนเป็จันทร์ที่ถูกขังอยู่เหนือกำแพง”
เขาหมุนปีกเล็ก ๆ ของตุ๊กตา
“แล้วมีคนคนหนึ่งพาข้าออกมา”
เซวียนอี้เงียบ
“แต่ปีกของเขาเจ็บมาก” หลี่เฉิงเยว่กล่าวต่อ “ต่อจากนี้ จันทร์จึงควรเป็ผู้ดูแลปีกบ้าง”
เซวียนอี้มองเขานานกว่าปกติ
“ร้านชาจันทร์มีปีก”
“ฟังประหลาดหรือไม่”
“ไม่”
“ตอบตามจริง”
“ข้าชอบ”
“เพราะข้าตั้ง?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“เพราะเป็ชื่อของเรา”
ลมค่ำพัดกลีบเหมยตกลงบนโต๊ะ
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ตอบ
แต่ในเช้าวันถัดมา เขาเขียนชื่อร้านลงบนกระดาษหลายสิบครั้ง ก่อนเลือกอักษรที่พอใจที่สุดให้ช่างแกะป้าย
สามวันต่อมา ป้ายไม้ถูกแขวนเหนือประตู
จันทร์มีปีก
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่กลางถนน มองชื่อที่ตนเลือก
มันไม่ใช่พระนามที่ฮ่องเต้ประทาน
ไม่ใช่ชื่อที่ราชสำนักจารึก
และไม่ใช่ฐานันดรที่ผู้อื่นกำหนด
เป็ชื่อแรกที่เขาเลือกด้วยตนเอง
และมันแขวนอยู่เหนือประตูบ้านหลังแรกของเขา