บทที่ 9 ความเ็ป
ยามไฮ่ ( เท่ากับ เวลา 21.00 น. จนถึง 22.59 น) องค์ชาย 19 หยวนหรงหย่งิ นอนบิดตัวไปมาบนเตียงกว้าง ม่านสีแดงปลิวพริ้วไหวตามแรงลม ริมฝีปากขบเม้นแน่น มือหนาเล็กกำที่ท้องเอาไว้งอตัวดิ้นไปมา ภายในห้องเงียบกริบนางกำนันสองนางถูกเขาไล่ออกไปด้านนอกั้แ่่เย็น
เย่วเอ๋อเดินวนไปมาใจกังวลนึกถึงองค์ชายน้อยหลังม่านแดง แววตาหวาดระแวงไร้ความไว้ใจในตัวผู้คนช่างดูโดดเดี่ยวยิ่งนัก ดวงตาหวานมองไปที่เรือนนอนขององค์ชายน้อยม่านหน้าต่างสีแดงปลิวตามแรงลม คงไม่เป็ไรหากนางจะไปดูเขาสักหน่อย ร่างเล็กกลมป้อมเดินไปที่หน้าต่างเรือนไม้ เท่าที่นางจำได้คนที่มีฉายาว่าวิหคขาวบอกว่าหลังทานยาสักประมาณ 3 ชั่วยามองค์ชายน้อยจะปวดตามร่างกายราวกระดูกถูกกัดกร่อนและลำไส้ถูกบิดราวจะขาด อีกประมาณ 2 ชั่วยาม ร่างเล็กป้อมยืนจ้องหน้าต่างเรือนนอนขององค์ชายน้อย ด้วยระดับความสูงของนางไม่มีทางที่นางจะปีนเข้าไปได้แน่นอน สายตาหวานเหลือบไปเห็นโต๊ะกลมที่ใต้ต้นสนใหญ่ริมฝีปากบางยกยิ้มพอใจ ที่นี่การเฝ้าระวังหละหลวมดังนั้นนางจึงไม่ต้องหวั่นว่าจะถูกใครจับได้ อีกทั้งองครักษ์เฉินก็นั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้องนอนงานนี้จึงทางสะดวกยิ่งกว่าสิ่งใด
ท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องร่างกลมป้อมมุดมาทางหน้าต่าง ดวงตาคมมองดวงตาหวานผ่านสีแดง ร่างกายตอนนี้ของเขาอ่อนแอมากไม่สามารถแม้แต่จะเดินปราณป้องกันตนเองได้ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นเต็มดวงหน้าและร่างกายจนชุดที่สวมใส่ชุ่มไปหมด เย่วเอ๋อร์เปิดม่านเตียงสีแดงออกมองร่างของเด็กชายวัย 12 ปีตรงหน้าแล้วถอนหายใจยาว เ็ปขนาดนี้แต่เขากับไม่ร้องสักนิดช่างอดทนยิ่งนัก
มือเล็กป้อมหยิบผ้าที่หัวเตียงชุบน้ำแล้วเช็ดตามใบหน้าและร่างกายของเด็กชาย หยวนหรงหย่งิอยากปัดมือป้อมนั้นออกหากแต่ร่างกายก็อ่อนล้าเกินทน ความเ็ปแทรกซึมไปทั่วตัวราวกับกระดูกจะแตกสลาย ลำไส้บิดม้วนราวจะขาดเสียให้ได้ ดวงตาจ้องดวงหน้ากลมนั้นอย่างไม่พอใจเมื่อนางนั่งลงบนเตียงยกศีรษะเขาวางบนตักน้อยๆของนาง เขามีศักดิ์เป็ถึงองค์ชายแห่งหนิงอัน นางเป็เพียงสามัญชนถือดีอย่างไรมาตีตัวเสมอเขาเช่นนี้ หากแต่เพียงไม่นานความคิดนั้นก็ถูกแทรกแซงด้วยความเ็ปทั่วทั้งตัวเขาปิดร่างไปมาอีกครั้งใบหน้าคมซุกที่หน้าท้องนุ่มนิ่มของนาง
“วิหคขาวบอกหม่อมฉันว่าพระองค์จะทรมานราวโดนกัดกร่อนกระดูกและบิดลำไส้ประมาณ 2 ชั่วยาม อดทนหน่อยแล้วกันนะเพคะ”
ร่างของเด็กชายบนเตียงดิ้นรนไปมาด้วยทรมานริมฝีปากขบแน่นไม่แม้แต่จะเปล่งเสียงออกมา เย่วเอ๋อร์ช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขา ก่อนส่งผ้าอีกผืนมาที่ริมฝีปากเขา
“กัดผ้าไว้เพคะ มิเช่นนั้นพระโอษฐ์อาจเป็แผลได้”
องค์ชายน้อยยอมทำตามที่เด็กสาวกล่าว มือป้อมเล็กยังคงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามเนื้อตัวให้เขา นางเองก็อยากช่วยเขาหากแต่ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไรเช่นกัน จวบจนเมื่อความเ็ปแล่นถึงขีดสุดเกินกว่าร่างกายของเด็กชายจะทนได้ในที่สุดเขาก็สลบไป เย่วเอ๋อร์ถอนหายใจยาวอย่างเห็นใจยังคงเช็ดใบหน้าชุ่มเหงื่ออย่างอ่อนโยน ท่าทางทะมัดทะแมงคล้ายไม่ใช่เด็ก5ขวบตามร่างกาย
2ชั่วยามแห่งความทรมานสิ้นสุดลงร่างขององค์ชายน้อยอ่อนเพลียจนไม่มีแม้แต่แรงจะขยับดวงตาคมลืมตามองรอบๆห้องนอน เด็กน้อยหน้ากลมหายไปแล้วในห้องเงียบเฉียบ ดวงตาคมปิดลงอย่างอ่อนล้าอีกครั้งทิ้งตัวเข้าสู่ห้วงนิทรา
กลิ่นหอมอบอวลของอาหารลอยเข้ามานางกำนัลคนเดิมยกอาหารหลากชนิดมาให้องค์ชายน้อย เฉินมี่ถงพยุงร่างขององค์ชาย19ลุกขึ้นนั่ง วันนี้เขาอ่อนแรงเป็พิเศษจึงไม่ค่อยดื้อดึงนัก มือเล็กเอื้อมไปหยิบตะเกียบเพื่อทานอาหารหากแต่ไม่ทันที่จะคีบสิ่งใดเข้าปากร่างกลมเล็กก็เดินเข้ามา ในมือถือถาดเล็กมองดูคล้ายถ้วยอาหาร
“นั่นอะไร”
เสียงเล็กแหบพร่าอ่อนแรงเอ่ยถามขึ้น เย่วเอ๋อร์นำถาดเล็กวางบนโต๊ะกลมข้างถาดอาหารของนางกำนัลหน้าดุคนเดิม แม้จะก้มหน้าแต่เย่วเอ๋อร์ก็เห็นสายตาพิคาตจากนางทางหางตา
“ท่านอาบอกหม่อมฉันว่าทรงอยากเสวยอาหารที่โรงเตี๊ยมเหินเวหา หม่อมฉันเลยนำมาถวายเพคะ”
เฉินมี่ถงมองใบหน้ากลมของเด็กน้อยแล้วขมวดคิ้วอย่างสงสัย เขาเคยกล่าวเช่นนั้นเมื่อไหร่กัน ขณะที่หยวนหรงหย่งิยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย วางตะเกียบในมือเลื่อนอาหารชุดเดิมของนางกำนัลออก หันมาสนใจอาหารของเด็กน้อยแทน อาหารที่คนของชุ่ยฮองเฮานำมาให้เขากินทุกวันแน่นอนไม่มากก็น้อยล้วนผสมยาพิษเขาแม้รู้ดีแต่ไม่มีหลักฐานใดมาชี้ชัด นั่นเป็เหตุผลที่เขาไม่ค่อยทานอาหารเท่าไหร่นัก 2 ปีที่เขาถูกกักตัวอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพื่อมารักษาตัวหรือพักผ่อนอย่างเช่นที่ชุ่ยฮองเฮาประกาศออกไป หากแต่เป็เขาถูกนางกักบริเวณเอาไว้และค่อยๆวางยาเขาเสียมากกว่า
“อืม..รสชาติดีไม่น้อย”
เย่ว์เอ๋อร์ยกยิ้มหวานดวงตาหยี ใบหน้ากลมปรากฏรอยบุ๋มทั้งสองข้างดูน่ารักมิน้อย หยวนหรงหย่งิมองแววตาสดใสจริงใจของนางแล้วยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ชีวิตเขาผ่านมา 12 ปี คนที่ไว้ใจได้กลับนับได้ด้วยนิ้วมือเท่านั้น ซึ่งคนเ่าั้ล้วนแต่เป็คนที่เขาเห็นมาั้แ่เด็กทั้งสิ้น นางจึงเป็คนแรกที่เขาเปิดใจให้ในรอบ 10 กว่าปีนี้ เฉินมี่ถงมององค์ชาย 19 เสวยอาหาตรงหน้าจนหมด เดิมทีคิดจะตำหนิเ้าเด็กน้อยนี่เสียหน่อย แต่พอเห็นองค์ชายน้อยทรงเสวยได้มากขึ้นจึงลืมเื่ตำหนินางไปเสียสนิท
“หม่อมฉันเห็นดอกไม้ในอุทยานด้านหลังออกดอกสวยมากเลยเพคะทรงเสวยเสร็จแล้วเสด็จไปทอดพระเนตรหน่อยไหมเพคะ”
ดวงตาหวานเปล่งประกาย หยวนหรงหย่งิยกยิ้มน้อยๆก่อนพยักหน้า ขณะที่เฉินมี่ถงแทบอยากจะบีบคอเด็กน้อยตรงหน้า
“องค์ชายทรงประชวรอยู่พะย่ะค่ะ”
“แต่ท่านอาเคยบอกข้าว่าแม้ไม่สบายก็ไม่ควรอุดอู้อยู่ในห้องไม่ใช่หรือเ้าคะ”
เฉินมี่ถงหันไปจ้องเด็กน้อยตรงหน้า เขาเคยพูดแบบนี้ที่ไหนกันเ้าเด็กแก้มซาลาเปานี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว เย่ว์เอ๋อร์มองหน้าคมดุของราชองครักษ์แล้วยกยิ้มหวาน นางรู้ว่าองค์ชายน้อยอยากออกไปด้านนอกบ้างและอีกอย่างตอนนี้พิษในร่างขององค์ชายน้อยก็สลายไปจนหมดแล้ว การได้ออกไปเดินเหินบ้างย่อมเป็ผลดีต่อสุขภาพมากกว่านอนอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมนี่
“เช่นนั้นเราขอออกไปเดินเล่นสักครู่แล้วกัน”
ร่างองค์ชายน้อยค่อยๆลงจากเตียงโดยมีเฉินมี่ถงคอยพยุง เย่ว์เอ๋อร์มองร่างผอมซีดของเขาแล้วอดที่จะสงสารไม่ได้ หากคิดย้อนไปตามเหตุการณ์องค์ชายน้อยตรงหน้าคงเป็เด็กน้อยที่นางเคยช่วยเอาไว้เป็แน่ ดวงตาหวานพลันน้ำตาคลอขึ้นมา
ด้วยส่วนสูงของคนสองคนที่ค่อนข้างต่างกันทำให้การพยุงดูทุลักทุเลมิน้อยแต่สุดท้ายองค์ชายหยวนหรงหย่งิก็มานั่งที่ศาลาในอุทยานได้ในที่สุด ใบหน้าคมซีดมีรอยยิ้มน้อยๆปีกว่าแล้วสินะที่เขาไม่ได้ออกมานอกห้องสี่เหลี่ยมนั่น สิ่งต่างๆภายนอกดูทรุดโทรมไปไม่น้อยเลยทีเดียว
ชุ่ยฮองเฮาหยุดยืนที่ริมอุทยานสายพระเนตรจดจ้องที่องค์ชายหยวนหรงหย่งิอย่างหงุดหงิด หากแต่ใบหน้ายังคงความราบเรียบอ่อนโยนเอาไว้ไม่แสดงพิรุธใดๆออกมา ช่างหน้าแปลกนักปกติเด็กนั่นจะต้องค่อยๆตายไปช้าๆเหตุใดวันนี้กลับลุกเหินเดินออกมาด้านนอกได้กันจะต้องมีสิ่งใดผิดปกติแน่นอน
“่นี้องค์ชาย19มีอะไรผิดปกติหรือไม่”
ชุ่ยฮองเฮาหันไปถามนางกำนัลที่คอยรับใช้องค์ชายหยวนหรงหย่งิ ใบหน้างามยังคงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใดๆราวกำลังถามไถ่เื่ดินฟ้าอากาศ
“ทูลฮองเฮาไม่มีเพคะ”
แม้นางกำนัลจะเอ่ยเช่นนั้นหากแต่ภาพตรงหน้าก็ไม่อาจทำให้นางวางใจได้ จะต้องมีสิ่งใดผิดพลาดแน่นอนและนางจะต้องหาให้เจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร
..........................................................................................................................................................