กระบี่เหล็กดำตกอยู่บนพื้นเรือนยา ทั้งที่ก่อนเยี่ยซิงเหอหลับมันยังถูกซ่อนไว้ใต้ตั่งของผู้เฒ่าโม่
เสียงโลหะกระทบไม้ปลุกคนเฝ้ายามนอกเรือนให้ชะงักฝีเท้าหนึ่งคู่หันกลับมาผู้เฒ่าโม่เตะฝักกระบี่เข้าใต้โต๊ะก่อนเงาคนนั้นจะปรากฏตรงหน้าต่าง
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
“คนป่วยตกตั่ง” ชายชราตอบ “หากอยากช่วยก็ไปเฝ้าประตูเหนืออย่าให้ลมใจนบุกหมู่บ้าน”
คนด้านนอกหัวเราะเบา ๆ แล้วจากไป
เยี่ยซิงเหอยังนอนอยู่ที่เดิมจึงไม่รู้ว่าผู้เฒ่าโม่กล่าวหาเขาตกตั่งได้อย่างไร เขามองใต้โต๊ะกระบี่เก่าเงียบสนิท แต่รอยเสี้ยวดาวบนหลังอุ่นขึ้นตามระยะที่มันอยู่ใกล้
“ท่านซ่อนมันไว้ั้แ่เมื่อใด” เขาถาม
“นานพอให้ฝุ่นจำด้ามได้”
“เหตุใดหอคอยจึงมีมัน”
“เ้าควรถามหอคอย”
“ท่านรู้ชื่อกระบี่หรือไม่”
ผู้เฒ่าโม่ก้มเก็บเข็มเงิน ไม่มองหน้าเขา“คนที่เพิ่งใช้ิญญาสิบวันในหนึ่งคืนควรถามก่อนว่าตนยืนไหวหรือไม่”
เยี่ยซิงเหอพลิกลงจากตั่ง เท้าแตะพื้นแล้วเข่าทั้งสองอ่อนร่างล้มไปข้างหน้า ผู้เฒ่าโม่ยื่นฝักกระบี่มาขวางอกพอดีเขาต้องเกาะมันไว้จึงไม่หน้าคว่ำ
ความเย็นจากฝักซึมเข้าฝ่ามือ
ปราณทองในอกซึ่งเบาบางกลับขยับหนึ่งรอบ
“มันรับปราณข้าได้”
“มันเพียงยังไม่ฆ่าเ้า”
“ต่างกันหรือ”
“ต่างกันเท่ากับกระบี่อยู่ในฝักกับอยู่ในอก”
ผู้เฒ่าโม่ดึงฝักกลับ เยี่ยซิงเหอต้องยืนด้วยขาตนเองชายชราหยิบผ้าคลุมมาพันกระบี่จนมิด ก่อนผูกไว้ข้างหลัง
“ไปถ้ำ”
“ประตูเหนือยังซ่อมไม่เสร็จ”
“เพราะยังไม่เสร็จจึงให้คนในหมู่บ้านเห็นกระบี่นี้ไม่ได้หากของเก่าตอบตราเ้า ผู้ที่มองค่ายกลอยู่ย่อมอาจมองมันด้วย”
คำพูดนั้นยอมรับมากกว่าทุกคำตอบก่อนหน้า
ผู้เฒ่าโม่รู้ว่ากระบี่ตอบตรา และซ่อนมันเพราะกลัวผู้ใดเห็น
แต่ยังไม่ยอมบอกว่าใครฝากไว้
เยี่ยซิงเหอหยิบเสื้อชั้นนอกด้วยมือซ้าย มือขวายังชาเขาไม่ถามซ้ำในเรือนซึ่งผนังบางพอให้ลมพาคำออกไป
ทั้งสองออกทางหลังหมู่บ้านก่อนฟ้าสาง หิมะตกใหม่ปิดรอยเท้าเก่าผู้เฒ่าโม่เดินเร็วโดยไม่หันกลับ เยี่ยซิงเหอต้องใช้กิ่งไม้พยุงตัวทุกสิบก้าวความล้าจากหอคอยจะไหลขึ้นศีรษะ ทำให้ภาพตรงหน้ามืดชั่วขณะ
เขาท่องชื่อโม่เหอในใจทุกครั้งที่ภาพดับ
เมื่อถึงถ้ำลับ ฟ้าด้านตะวันออกเพิ่งมีสีเทา
ผู้เฒ่าโม่วางกระบี่บนแท่นหิน “ชักออก”
เยี่ยซิงเหอจับฝักด้วยมือขวาและด้ามด้วยมือซ้าย ลองดึง
กระบี่ไม่ขยับ
เขาเปลี่ยนมือ ผลเหมือนเดิม
“มันติดสนิมหรือ”
“หากติดสนิม ข้าคงใช้มันค้ำประตูไปแล้ว”
เยี่ยซิงเหอวางฝักแนบพื้น ใช้เท้าเหยียบแล้วดึงสองมือความเจ็บจากหัวไหล่ลามถึงอก กระบี่ยังไม่ออกแม้ชุ่นเดียว
ผู้เฒ่าโม่นั่งบนก้อนหิน หยิบขวดสุราเปล่าขึ้นเขย่า“เ้าฝึกสิบวัน ได้สิ่งใดกลับมา”
“ทางหลบ ทางเปลี่ยนแรง และกระบี่นี้”
“ข้าถามว่าสิ่งใดติดอยู่กับเ้า มิใช่สิ่งใดติดมือ”
เยี่ยซิงเหอหยุดออกแรง
หุ่นจำลองมิได้แพ้เพราะเขาดึงแรงกว่ามันแพ้เมื่อเขาเปลี่ยนเป้าหมาย อ่านจังหวะ และรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดการชักกระบี่ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียวไม่ต่างจากหมุนปราณจนแขนพัง
เขานั่งลง วางฝักบนตัก หลับตาฟังน้ำหยดในถ้ำ
ปราณทองเดินหนึ่งรอบช้า ๆ จากอกสู่แผ่นหลัง แล้วลงแขนมิได้พุ่งใส่กระบี่ เพียงประคองข้อต่อซึ่งาเ็และวางน้ำหนักตนให้มั่น
เมื่อมือไม่สั่น เขาจึงดึงอีกครั้ง
คมกระบี่เลื่อนออกเพียงครึ่งชุ่น
เสียงครางต่ำดังจากฝัก คล้ายเหล็กซึ่งหลับมานานสูดลมหายใจแรก
ความเย็นะเิผ่านถ้ำ เปลวตะเกียงดับเศษหิมะตรงปากถ้ำลอยย้อนเข้ามารอยเสี้ยวดาวบนหลังเยี่ยซิงเหอร้อนจนผ้าพันแผลเกือบไหม้
ผู้เฒ่าโม่ลุกขึ้น
“พอ”
เยี่ยซิงเหอหยุดทันที
คมกระบี่ค้างนอกฝักครึ่งชุ่น ไม่ยอมกลับและไม่ยอมออก
บนเนื้อเหล็กมีจุดแสงเล็กนับไม่ถ้วนเรียงคล้ายดาวที่มองผ่านเมฆ แต่เมื่อปราณทองของเขาขาด จุดเ่าั้ก็ดับ
“กระบี่นี้รอเ้ามานานแล้ว” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เยี่ยซิงเหอเงยหน้า “รอั้แ่ก่อนท่านเก็บมันหรือรอั้แ่ก่อนข้าเกิด”
ชายชราไม่ตอบ
“ใครให้ท่านเก็บ”
“ผู้ที่ฝากมันไม่ได้อยู่ตรงนี้ให้เ้าซัก”
“ตายแล้วหรือ”
“ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนั้น”
คำกำกวมทำให้ความไว้ใจซึ่งเยี่ยซิงเหอพยายามรักษาเกิดรอยอีกชั้นผู้เฒ่าโม่ช่วยชีวิตเขา สอนเขา ปิดบังเขาและเก็บของซึ่งตอบสนองต่อร่างเขาไว้ใต้ตั่งความรักกับกรงอาจสร้างจากมือเดียวกันได้จริง
“หากท่านไม่บอก ข้าจะเรียนใช้มันอย่างไร”
“กระบี่ไม่ได้ถามชื่อผู้ฝากก่อนตัดคน” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“เ้ารู้กฎของมันก่อนก็พอ—มันรับแรงสะท้อนแทนผู้ถือได้บางส่วนแต่แรงนั้นมิได้หายไป ยิ่งเ้าฝากภาระไว้กับมันมาก มันยิ่งหนักและวันหนึ่งจะทวงให้เ้ารับคืน”
“ท่านเคยใช้หรือ”
“ข้าเคยเห็นคนใช้”
“ผู้ใด”
“คนที่ไม่อยู่ตอบคำถามเ้า”
วงสนทนากลับมาที่เดิม
เยี่ยซิงเหอปล่อยด้าม กระบี่เลื่อนกลับเข้าฝักเองเสียงกระทบดังเบา แต่แรงสั่นะเืทำให้พื้นถ้ำเกิดเส้นร้าวหนึ่งสาย
ผู้เฒ่าโม่ชี้รอยร้าว “นั่นคือสิ่งซึ่งผู้มองจากข้างนอกเห็นได้ต่อให้เ้าปิดบังแสง พื้นดินยังรับแรงแทนคำสารภาพ”
“แล้วข้าต้องทำอย่างไร”
“เรียนกระบี่แรกโดยไม่ใช้ปราณ”
* * *
ผู้เฒ่าโม่ใช้กิ่งสนขีดเส้นบนพื้นถ้ำเพียงสามเส้น
เส้นแรกจากฝักถึงเป้าหมาย
เส้นที่สองจากเป้าหมายกลับฝัก
เส้นที่สามว่างเปล่า
“กระบวนแรกมีเพียงชัก ฟัน เก็บ” เขากล่าว“เส้นที่สามคือทางซึ่งศัตรูจะบังคับให้เ้าเปลี่ยน”
เยี่ยซิงเหอใช้กระบี่ไม้แทนของจริง เขาชัก ฟัน และเก็บช้า ๆมือขวายังไม่มีแรงจึงใช้ซ้ายเป็หลัก ท่าที่หอคอยสอนติดอยู่ในความคิดแต่ร่างด้านนอกไม่ยอมทำตามทุกส่วน ส้นเท้าช้าครึ่งจังหวะ ไหล่ยกสูงและข้อมือเกร็งก่อนคมไม้ถึงเป้า
ผู้เฒ่าโม่ใช้กิ่งสนตีข้อมือเขาทุกครั้งที่ผิด
ผ่านไปร้อยกระบวน ข้อมือบวม
ผ่านไปสองร้อยกระบวน รอยเท้าบนพื้นเริ่มเป็เส้นเดียวกัน
เยี่ยซิงเหอคิดว่าตนเริ่มจำได้ผู้เฒ่าโม่กลับใช้ปลายกิ่งสนลบรอยบนพื้นทั้งหมด แล้วให้เขายืนหันหลังเข้าปากถ้ำ
“ทำอีกครั้งโดยฟังน้ำตก”
เสียงน้ำด้านนอกกระทบหินไม่เป็จังหวะ บาง่ดังเพราะลมพัดบาง่ถูกหิมะกลบ เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ไม้ตามสิ่งที่ร่างจำแต่เมื่อไม่มีรอยเท้าให้เทียบ ระยะคมกลับสั้นไปหนึ่งชุ่น
กิ่งสนของผู้เฒ่าโม่แตะลำคอเขาก่อนเก็บกระบี่
“หุ่นในหอคอยให้เ้าลองซ้ำได้กี่ครั้ง”
“จนกว่าจะผ่าน”
“ศัตรูนอกหอให้เ้าพลาดครั้งเดียว”
ชายชราโยนก้อนหินเล็กสามก้อนลงพื้นโดยไม่บอกตำแหน่งเยี่ยซิงเหอต้องชัก ฟัน และเก็บโดยไม่เหยียบสิ่งใด ครั้งแรกส้นเท้าเตะก้อนหนึ่งครั้งที่สองปลายฝักชนผนัง ครั้งที่สามเขาช้าจนกิ่งสนแตะอก
ความรู้ซึ่งได้จากสิบวันมิใช่คำตอบสำเร็จมันเพียงทำให้เขารู้ว่าตนผิดตรงใดเร็วขึ้น
เสียงฆ้องจากหมู่บ้านดังลอดน้ำตกมาหนึ่งครั้งเป็สัญญาณเปลี่ยนเวรประตูเหนือ เยี่ยซิงเหอหันตามเสียงโดยไม่ตั้งใจ
กิ่งสนตีข้อมืออีกครา
“คนที่เ้าจะปกป้องอยู่ด้านล่าง” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“แต่หากเ้าหันหาทุกครั้งที่ได้ยินเสียง เ้าจะพาความตายกลับไปหาพวกเขาเองจงรู้ว่าเสียงใดต้องตอบ และเสียงใดต้องฝากให้ผู้อื่นรับผิดชอบ”
เยี่ยซิงเหอก้มมองข้อมือบวมการแบกทุกอย่างคนเดียวเคยทำให้เขากลับเข้าหอคอยทั้งที่ิญญาพร่าบัดนี้มันกำลังทำให้กระบี่ในมือช้าลงอีกครั้ง
เขาสูดลมหายใจ ตั้งเท้าใหม่และปล่อยให้เสียงฆ้องจางไปโดยไม่หัน
ผู้เฒ่าโม่จึงแขวนผลสนสามผลด้วยด้ายจากเพดาน ผลแรกอยู่ระดับคอผลที่สองระดับเอว ผลที่สามแกว่งอยู่หลังแผ่นหิน
“ตัดผลแรกโดยไม่แตะด้าย เก็บกระบี่ก่อนผลที่สองชนตัวและอย่ามองผลที่สาม”
“เหตุใด”
“เพราะสิ่งที่เ้ามองอาจมิใช่สิ่งที่ต้องตัด”
เยี่ยซิงเหอเริ่มใหม่
ครั้งแรกกิ่งไม้กระทบด้าย ผลสนตกทั้งหมด
ครั้งที่สองเขาตัดผลแรก แต่ผลที่สองชนไหล่ก่อนเก็บ
ครั้งที่สามเขาเผลอมองผลหลังหิน จังหวะชักช้าลง
กระทั่งแสงเช้าส่องถึงปากถ้ำ เขาจึงทำได้ครบทว่ากระบี่ไม้แตกร้าวตรงด้ามจากแรงซึ่งเขากดไว้มากเกินไป
ผู้เฒ่าโม่โยนกระบี่เหล็กดำให้
เยี่ยซิงเหอรับแทบไม่ทัน น้ำหนักมันมากกว่ากระบี่ไม้หลายเท่า
“ทำอีกครั้ง”
“โดยไม่ใช้ปราณ?”
“หากไม่ใช้ เ้าจะช้า หากใช้เ้าจะรู้ว่ามันรับเ้าได้หรือไม่”
นี่มิใช่คำสอน แต่เป็การบังคับให้เลือกความเสี่ยง
เยี่ยซิงเหอมองด้ายสามเส้น หัวไหล่ขวายังเจ็บิญญายังล้าจากสิบวัน หากกระบี่แตก ปราณทองอาจย้อนทำลายแขน หากกระบี่รับได้แรงที่ฝากไว้จะกลายเป็หนี้ซึ่งยังไม่รู้วันทวง
เขาชักกระบี่
คราวนี้คมเหล็กออกจากฝักเต็มเล่ม สีดำด้านไร้เงาจุดดาวบนคมสว่างเมื่อปราณทองไหลผ่าน
ผลสนแรกขาด
เขาหมุนข้อมือเก็บคม ผลที่สองเฉียดเสื้อโดยไม่แตะตัว
จากหลังแผ่นหิน ผลที่สามพุ่งออกมาเร็วกว่าทุกครั้งที่แท้ผู้เฒ่าโม่ผูกปลายด้ายไว้กับนิ้วและดึงในจังหวะซึ่งเยี่ยซิงเหอเก็บกระบี่
เส้นที่สามเปลี่ยน
เยี่ยซิงเหอไม่ชักซ้ำ เขาใช้ฝักรับผลสนปราณทองซึ่งกำลังคืนสู่ร่างไหลเข้าฝักแทน แรงกระแทกหายเข้าเนื้อเหล็กแล้วะเิเป็เสียงสั่นต่ำ
กระบี่ไม่หัก
แต่แรงสะท้อนมิได้หาย มันวิ่งจากฝักขึ้นข้อมือถึงหัวไหล่แขนขวาซึ่งเพิ่งฟื้นความรู้สึกชาอีกครั้ง เยี่ยซิงเหอถอยครึ่งก้าวฝ่ามือแตกจนเืซึม
จุดดาวบนคมกระบี่กลับสว่างกว่าเดิม
“มันรับปราณทองได้” เขากล่าว
“และเ้ารับมันได้ไม่ทั้งหมด” ผู้เฒ่าโม่ตอบ “จำส่วนหลังให้ดี”
เยี่ยซิงเหอก้มมองเืบนด้าม เืไม่ซึมเข้าเหล็กไม่เกิดคำสาบาน และไม่เปิดความรู้ใหม่ กระบี่รับเพียงแรงกับภาระมิได้ขอเป็เ้าของเขา
ผู้เฒ่าโม่ยื่นฝักให้ “ชื่อเดิมของมันสูญไปนานแล้วคนผู้นั้นเรียกมันตามสิ่งที่เหลือเมื่อแสงดับ”
“เงาดารา”
ชายชราพยักหน้า
เยี่ยซิงเหอเก็บกระบี่ เสียงคมโลหะเข้าฝักดังก้องถ้ำลวดลายจุดดาวไหลจากคมสู่ฝัก แล้วต่อเป็เส้นขึ้นข้อมือเขา
รอยเสี้ยวดาวบนแผ่นหลังตอบด้วยความร้อน
ชั่วพริบตา เขาเห็นลายทั้งสองซ้อนกัน—ไม่เหมือนกันทั้งหมดแต่มีส่วนหนึ่งเป็วงเดียวกัน ราวกับกระบี่ถือรหัสครึ่งหนึ่งและร่างเขาถืออีกครึ่ง
ผู้เฒ่าโม่เห็นแสงนั้น สีหน้าซึ่งสงบมาตลอดแข็งค้าง
“เก็บปราณ!”
เยี่ยซิงเหอตัดการไหลทันที แต่ช้าเกินไปหนึ่งลมหายใจ
ลวดลายบนกระบี่ตอบสนองกับตราบนหลังแล้ว