จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 172 งานเข้าเหมือนเขื่อนแตก Re

            คืนนั้นข่าวงานแฟชั่นโชว์ของฟางเซียนนั้นกลายเป็นข่าวดังในสื่อสังคมอย่างมาก  โดยเฉพาะ 2 เรื่องหลัก  นั่นคือเรื่องของไป่ฉีที่แสดงความสามารถในงานแฟชั่นโชว์แบรนด์ปิงหู่


            แฟนคลับของไป่ฉีเพิ่มขึ้นมากภายในไม่กี่ชั่วโมง และด้วยแบรนด์ปิงหู่เป็นแบรนด์ 1 ใน 10 อันดับต้นของโลก  ทำให้ตอนนี้คนจากประเทศอื่น และทวีปอื่นเริ่มรู้จักไป่ฉีบ้างแล้ว  ห้องเสื้อหลายแบรนด์พยายามหาทางติดต่อไป่ฉีในทันที


            ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องนางแบบที่จงใจชนไป่ฉี  ซึ่งมีคำวิจารณ์ถึงความไม่เป็นมืออาชีพของนางแบบคนนี้  รวมถึงนายแบบที่เป็นคนวางแผนเรื่องนี้ด้วย  เรื่องที่ทั้ง 2 คนทำกระจายไปรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง  ทั้ง 2 ถูกขึ้นบัญชีดำจากฟางเซียน  ส่งผลให้แบรนด์อื่น ๆ ออกมาแบนทั้ง 2 คนนี้เช่นกัน


            ที่ห้องเช่าของไป่ฉี  เสียงสมาร์ทโฟนของเมิ่งชิงชิงที่สั่นไม่หยุด  ทำให้ไป่ฉีรู้สึกตัวตื่นขึ้น  เขาใช้พลังวิญญาณดึงเอาสมาร์ทโฟนของเมิ่งชิงชิงมาดู


            “ชิบหายล่ะ” ไป่ฉีอุทานเบา ๆ เพราะมีสายที่ไม่ได้รับนับร้อยสาย  แถมยังมีสายซ้อนต่อเนื่องจนสมาร์ทโฟนของเมิ่งชิงชิงร้อนจี๋  เขาจึงรีบปิดเครื่องทันที


            “มีอะไรเหรอไป่ฉี” เมิ่งชิงชิงถาม


            “มีสายเรียกเข้าโคตรเยอะเลย  พี่ชิงชิง  ผมปิดสมาร์ทโฟนพี่ให้แล้วก่อนที่มันจะระเบิด  เครื่องร้อนจี๋ขนาดนี้เดี๋ยวมันได้พังก่อนพี่จะได้คุยงานแน่” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบเอาสมาร์ทโฟนของตนเองกดโทรหาตงไห่ทันที  รอสายสักครู่ตงไห่ก็รับสาย


            [ว่าไง] ตงไห่รับสาย  เสียงยังงัวเงียอยู่  แสดงว่ายังไม่รู้ว่ามีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น  จากที่ไป่ฉีคาดเดา  ตอนนี้พนักงานที่บริษัทจะต้องวุ่นวายกันใหญ่แน่


            “ผมว่าตอนนี้ที่บริษัทต้องยุ่งวุ่นวายกันแน่ครับ  มีสายเรียกเข้ามาที่สมาร์ทโฟนของพี่ชิงชิงจนเครื่องร้อนจี๋เลย  ผมเลยรีบปิดเครื่องไปก่อน  คาดว่าคงเป็นการติดต่องาน  รบกวนเป็นธุระให้ได้ไหมครับ” ไป่ฉีถาม


            [เข้าใจแล้ว  รอสักครู่นะ] ตงไห่วางสายไป  รอประมาณ 10 นาที  ตงไห่ก็โทรกลับเข้ามา


            “เป็นยังไงบ้างครับ” ไป่ฉีถาม


            [เป็นไปตามที่เธอคาด  มีงานไหลเข้ามาหาเธอเหมือนเขื่อนแตก  ฉันแก้ไขโดยการให้แผนกธุรการกับแผนก PR ที่ยังอยู่เวรช่วยกันไปก่อน  ตอนนี้สายแทบไหม้  โทรศัพท์เองก็ดังไม่หยุดเลย  ขนาดตอนฉันโทรไปยังได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังต่อเนื่อง  เห็นทีการลางานของนายคงจะต้องหยุดลงชั่วคราวแล้ว] ตงไห่กล่าว


            “คงจะต้องเป็นแบบนั้นครับ  ยังไงก็แล้วแต่  เรื่องงานผมกับพี่ชิงชิงจะเข้าไปวันพรุ่งนี้เลย  จะได้ทำตารางงานด้วย  แต่ติดที่คุณเฉินเฟิงที่กำลังทำตารางถ่ายซีรีส์เนี่ยสิ” ไป่ฉีกล่าว


            [อืม เดี๋ยวฉันจะติดต่อเฉินเฟิงให้  โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อย ๆ  นายนอนซะ  พรุ่งนี้ต้องเข้ามาแต่เช้าล่ะ] ตงไห่กล่าวก่อนตัดสายไป


            “ฟังเหมือนจะมีเรื่องยุ่ง ๆ สินะ” เมิ่งชิงชิงถาม


            “ใช่ครับ  พรุ่งนี้พี่กับผมต้องเข้าบริษัทแต่เช้า  ตอนนี้มีงานเข้ามาจนสายโทรศัพท์ที่บริษัทแทบไหม้  รีบนอนเถอะครับ” ไป่ฉีจูบที่หน้าผากเมิ่งชิงชิง  แล้วดึงเธอเข้ามากอด  ด้านเมิ่งชิงชิงที่ถูกจูบที่หน้าผากใช้มือจับตรงจุดที่โดนไป่ฉีจูบ  ใบหน้าแดงเล็กน้อย  แต่เมื่อมองเห็นไป่ฉียิ้ม  เธอก็อดคันยุบยิบในหัวใจไม่ได้


            “นายมันคนฉวยโอกาส” เมิ่งชิงชิงคิดว่าต้องทำอะไร*แก้เผ็ด  ไม่รอช้า  เมิ่งชิงชิงก็ใช้ริมฝีปากบางอิ่มน้ำของเธอทำคิสมาร์กที่ต้นคอของไป่ฉี  จนลืมคิดไปว่าพรุ่งนี้ไป่ฉีต้องเข้าบริษัท  หากรอยนี้ยังอยู่ไป่ฉีจะตกเป็นหัวข้อสนทนาไปในทางเสียหายขนาดไหน


            “อา พี่ชิงชิง  อย่าสิครับ  เสี่ยวฉีของผมมันตื่นแล้วน้า” ไป่ฉีแกล้งทำเสียงครางกระเส่าออกมา


            “นายก็กล่อมให้หลับเอาเองสิ  ฉันนอนก่อนนะ” เมิ่งชิงชิงยกยิ้มอย่างชอบใจ  ยังไงเธอก็รู้ว่าไป่ฉีเป็นคนรักษาสัญญา  ยังไงเขาก็ไม่มีทางทำอะไรเธอแน่ ๆ  แต่สักครู่เธอก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้


            “ทำไงดี  ถ้าเป็นรอยขนาดนี้  พรุ่งนี้จะทำยังไงดีล่ะ” เมิ่งชิงชิงจับไปยังรอยที่ตนเองเป็นคนทำเมื่อครู่


            “พรุ่งนี้ใช้ผ้าพันคอปิดไว้ก็ได้ครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “แต่มันจะไม่แปลกเหรอ  อากาศก็ไม่หนาวด้วยสิ” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “พี่เชื่อในความสามารถด้านการแต่งตัวของผมหน่อยสิครับ” ไป่ฉียิ้ม


            “อืม….ก็ได้  แต่ขอโทษนะ  เพราะทำอะไรไม่คิด  เลยทำให้นายเดือดร้อน” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “ไม่เป็นไรหรอกครับ  นอนเถอะนะ” ไป่ฉีกล่าว


            “อือ” เมิ่งชิงชิงรับคำก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง


            'อยากจะนอนอยู่หรอกนะ  แต่ว่าจะทำยังไงกับเสี่ยวฉีของเราดีล่ะเนี่ย  ช่างมัน ๆ นอน ๆ' ไป่ฉีพยายามข่มตาหลับลงอีกครั้ง  โดยใช้วิธีฝึกสมาธิของไท่ซื่อคง  ไม่นานเสี่ยวฉีของเขาก็หลับลงอีกครั้ง  ก่อนจะหลับไป


            เช้าวันรุ่งขึ้น

            ไป่ฉีรู้สึกตัวตื่น  เขาเห็นเมิ่งชิงชิงยังนอนหนุนอกของเขอย่างสบายใจ  วันนี้อากาศไม่ได้เย็น  หากจะใช้ผ้าพันคอคงไม่เหมาะนัก  แต่ใช่ว่าเขาจะไม่มีวิธี


            “พี่ชิงชิงครับ  ตื่นได้แล้ว  วันนี้เราต้องเข้าบริษัทแต่เช้านะครับ” ไป่ฉีปลุกเมิ่งชิงชิง


            “อืม  นายไปอาบน้ำก่อนเลย  ขอฉันปรับสมองตอนเช้าแปปนึง” เมิ่งชิงชิงลุกขึ้นนั่ง  ผมเธอยุ่งพอสมควร


            จุ๊บ


            ไป่ฉีจูบที่หน้าผากของเธออีกครั้ง  ทำให้เธอที่กำลังงัวเงียอยู่ตื่นเต็มตาทันที  เธอจ้องไป่ฉีที่ตอนนี้ผละไปเปิดม่านที่หน้าต่างออก  เมื่อแสงส่องเข้ามาทำให้เธอเห็นรอยที่เธอทำไว้


            เมิ่งชิงชิงจึงหน้าแดงก้มหน้าลงด้วยความเขินอายว่าเมื่อคืนเธอกล้าทำแบบนั้นไปได้ยังไงกัน


            “งั้นผมไปอาบน้ำก่อนนะครับ” ไป่ฉีเดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป


            หลังจากไป่ฉีอาบน้ำเสร็จเมิ่งชิงชิงก็เข้าไปอาบต่อ  ระหว่างนี้ไป่ฉีไม่รอช้าเขาเริ่มทำบางสิ่งที่เคยทำในอดีตเมื่อนานมาแล้ว  นั่นคือการเปลี่ยนสภาพอากาศ  บางพื้นที่ที่มีหิมะปกคลุม  พวกพรรคมารบางพรรคตั้งสำนักหลบซ่อนตามถ้ำ  ตอนนั้นเขาเปลี่ยนสภาพอากาศให้ร้อนขึ้นฉับพลัน  ทำให้หิมะละลายกลายเป็นน้ำ  ไหลเข้าท่วมถ้ำที่เป็นที่ตั้งสำนักของพวกมันจนสามารถกำจัดพวกมันได้โดยไม่ต้องออกแรงชักกระบี่ออกมาฆ่าพวกมันเสียด้วยซ้ำ  ครั้งนี้ไป่ฉีจะทำให้หิมะตก  เพื่อให้อากาศหนาวพอที่เขาจะใส่ผ้าพันคอได้  เขาไม่รอช้ารีบนำผ้าพันคอมาใช้ทันที


            ถ้าถามว่าทั้งที่รอยตรงคอของเขาสามารถจัดการให้หายไปเลยก็ได้  แต่ทำไมถึงยังไม่จัดการกับรอยนี้  เพราะไป่ฉีต้องการให้เมิ่งชิงชิงเห็นรอยนี้และสำนึกว่าจะต้องระวังเรื่องทำมาร์กบนร่างกายของเขาด้วย  เพราะเขาตอนนี้นอกจากจะเป็นนักแสดงแล้ว  เขายังเป็นนายแบบด้วย  การมีรอยมาร์กนั้นไม่ส่งผลดีแน่หากมีใครเห็นเข้า


            หลังทำกิจวัตรตอนเช้าเสร็จแล้ว  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงก็เดินทางไปยังบริษัท  ทันทีที่ลงจากรถ  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาทางพวกเขา  พอเดินเข้ามาเสียงพูดคุยที่โถงต้อนรับด้านหน้าบริษัทพลันเงียบกริบในทันที และก็มีคนใจกล้าเดินเข้ามาหาไป่ฉี


            “คุณไป่ฉี  ยินดีที่ได้รู้จักครับ  ผมเป็นผู้จัดการของ.......” ชายคนที่ใจกล้าเดินเข้ามาทักไป่ฉีกล่าวแนะนำตัวว่าตนเป็นผู้จัดการของนายแบบคนหนึ่ง  เขาอยากนัดไป่ฉีไปทานข้าวเพื่อทำความรู้จักกับนายแบบที่เขาดูแลอยู่


            “ขอบคุณมากครับ  ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวก่อน  คุณตงไห่รออยู่ครับ” ไป่ฉีกล่าวตัดบททันที  เขาจงใจพูดให้ทุกคนได้ยิน  ไม่อย่างนั้นจะมีคนเดินเข้ามาหาเขาอีกเรื่อย ๆ


            ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงรีบเดินไปขึ้นลิฟต์  แม้คนอื่นอยากจะตามไป  แต่ใครจะกล้าทำให้ไป่ฉีไม่พอใจล่ะ  ตัวอย่างมีให้เห็นไปแล้วในงานแฟชั่นโชว์ของฟางเซียนเมื่อคืน


            “เนื้อหอมจังเลยนะนายเนี่ย” เมิ่งชิงชิงแซวขณะอยู่ในลิฟต์


            “เพิ่งรู้เหรอครับ  แนบชิดกันทุกวันยังไม่ได้กลิ่นแบบนี้  จมูกพี่น่าจะมีปัญหาแล้วนะครับ” ไป่ฉีสวนกลับทันที


            “เดี๋ยวเถอะ  จมูกฉันไม่ได้พังซะหน่อย   ฉันพูดเปรียบเทียบต่างหาก” เมิ่งชิงชิงกล่าว


            “งั้นเหรอครับ” ไป่ฉียิ้มเจ้าเล่ห์


            หลังลิฟต์ถึงชั้นที่เป็นที่ตั้งห้องทำงานของตงไห่แล้ว  ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินออกมาจากลิฟต์ตรงไปที่ห้องทำงานของตงไห่ทันที  ซึ่งเลขาหน้าห้องของตงไห่ได้โทรแจ้งเข้าไป  จากนั้นเลขาก็เปิดประตูให้ไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงเดินเข้าไป  สิ่งที่เห็นในห้องคือเลขาของซีหลัว กับตงไห่กำลังก้มหน้าอ่านเอกสารอยู่  โดยเอกสารที่ตั้งบนโต๊ะของเขานั้นกองท่วมหัวเลยทีเดียว


            “สวัสดีครับคุณตงไห่” ไป่ฉีกล่าวทักทาย


            “สวัสดี” ตงไห่ตอบสั้น ๆ ส่วนเลขาของซีหลัวนั้นลุกขึ้นโค้งคำนับไป่ฉีครั้งหนึ่งก่อนจะนั่งลงจัดการงานเอกสารตามเดิม


            “คุณตงไห่คะ  นี่คือ.....” เมิ่งชิงชิงถาม


            “เอกสารงานที่เข้ามาไงล่ะ  นี่ฉันรับมาทำบางส่วนเท่านั้น  ตอนนี้ที่ห้องธุรการยังมีอีกเป็นกองเท่าภูเขาเลย” ตงไห่ตอบ  ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ค่อยดีเพราะปริมาณงานที่เยอะเกินไป


            “พี่ชิงชิงช่วยทางนี้ไปนะครับ  เดี๋ยวผมจะไปดูที่ห้องธุรการหน่อย” ไป่ฉีกล่าว


            ไป่ฉีลงลิฟต์ไป  พอถึงชั้นของฝ่ายธุรการ  ไป่ฉีตรงเข้าไปในแผนกทันที  พนักงานทุกคนตอนนี้กำลังยุ่งทั้งรับโทรศัพท์  E-Mail หรือแม้แต่พิมพ์เอกสารออกมา


            “ไป่ฉี ๆ” เสียงคุ้นเคยเรียกชื่อของไป่ฉีดังขึ้น  ทำให้คนในห้องหยุดงานของตนแล้วมองมาสักครู่ก่อนจะหันไปสนใจงานของตนเองต่อ


            “ป้าจาง” ไป่ฉีรู้สึกแปลกใจ


            “ใช่  งานที่นี่ยุ่งตั้งแต่เมื่อคืน  เช้านี้พวกออฟฟิศที่ศูนย์ฝึกอบรมถูกเรียกตัวมากันกว่า 9 ใน 10 ส่วน  ตอนแรกฉันก็คิดว่ามีเรื่องเร่งด่วนอะไร  ที่แท้ก็งานของเธอนี่เอง” ป้าจางกล่าว


            “คุณจาง  ให้มาทำงานไม่ได้ให้มาคุย  อายุเยอะ  ทำงานก็ช้า  ยังจะกินแรงอีก  ถ้ายังไม่ขยับ  ผมจะแจ้งฝ่ายบุคคลให้ตัดเงินเดือนคุณดีไหม” ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ  ซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยกองเอกสารกล่าว  ดูจากป้ายที่โต๊ะแล้วคงเป็นหัวหน้าแผนกธุรการ


            “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะทิ้งป้าจางแล้วเดินมาที่โต๊ะของหัวหน้าแผนกธุรการแทน


            “คุณไป่ฉี  มาเล่นหรือมาทำงานครับ  ถ้ามาเดินเล่น  ก็เดินเงียบ ๆ อย่าให้งานพวกเราต้องหยุดชะงักนะครับ” หัวหน้าแผนกธุรการกล่าว  หากเป็นปกติเขาคงจะสุภาพกับไป่ฉีมากกว่านี้  แต่ตอนนี้งานยุ่งรัดตัว  พอเห็นคนไม่ทำงานมันทำให้เขาอารมณ์เสีย


            “ผมมาเลือกงานต่างหาก” ไป่ฉีกล่าว  ส่วนหัวหน้าฝ่ายธุรการชะงักไปชั่วครู่  เขากำลังคิด


            'งานทุกงานไป่ฉีหรือผู้จัดการของเขาเป็นคนเลือก  โดยเราจะต้องกรองงานก่อนชั้นนึง  ถ้าเจ้าตัวอยู่ตรงนี้  งานไหนไม่เอาก็โทรปฏิเสธไปได้เลย  ดี  นับว่ามาได้ถูกเวลาจริง ๆ' หัวหน้าแผนกธุรการคิด


            “อย่างแรก  งานของพวกห้องเสื้อ  ต้องเป็นแบรนด์ติด 10 อันดับต้น ๆ ของประเทศนั้น ๆ หรือจะเป็นแบรนด์ระดับโลกก็ได้เช่นกัน  ส่วนงานถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร  ขอให้เป็นนิตยสารชั้น 1 หรือ 2 เท่านั้น  งานโฆษณาครีมบำรุงผิวและน้ำหอมไม่รับ  เพราะผมเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับมู่เทียนอยู่  งานละครงดไว้ก่อนเพราะผมมีงานละครกับคุณเฉินเฟิง  เกณฑ์คัดกรองคร่าว ๆ เอาเท่านี้ก่อน” ไป่ฉีกล่าว


            “เข้าใจแล้ว” หัวหน้าแผนกธุรการพยักหน้า  ก่อนจะลุกไปสั่งงานกับพนักงานที่รับงานที่ติดต่อเข้ามา  ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจ  งานที่ไม่เข้าเงื่อนไขถูกปฏิเสธทันที  ทำให้ตอนนี้ความตึงเครียดในแผนกเริ่มลดลงแล้ว


            ขณะที่หัวหน้าแผนกธุรการกลับมาที่โต๊ะก็พบว่าบนโต๊ะเหลือเอกสารเพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น  นอกนั้นถูกแยกวางไว้ข้างโต๊ะ 2 กองใหญ่


            “นี่คือ.....” หัวหน้าแผนกธุรการถาม


            “บนโต๊ะคือที่ผมรับงาน  ที่เหลือไม่รับ  คุณจะลองเจรจากับลูกค้าแล้วเสนอดาราในสังกัดคนอื่นไปแทนก็ได้ครับ  ถ้ารับทั้งหมดนี่เกรงว่าต้องจัดงานศพให้ผมแทนงานรับรางวัลประจำปีแล้วล่ะ” ไป่ฉีพูดติดตลก


            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า  คุณตลกกว่าที่ผมคิดไว้นะ” หัวหน้าแผนกธุรการกล่าว


            ไป่ฉีช่วยงานอยู่ในแผนกธุรการจนถึงช่วง 11 โมง  เขากดสมาร์ทโฟนเพื่อทำอะไรบางอย่าง  ก่อนจะโทรหาเมิ่งชิงชิงเพื่อชวนเธอออกไปทานข้าว  จากนั้นเขาปรบมือเพื่อเรียกความสนใจมาที่ตนเอง


            “ทุกคนครับ  ผมสั่งอาหารกลางวันมาให้  เดี๋ยวเขาจะมาส่งให้นะครับ  ขอบคุณที่ทำงานอย่างยากลำบากครับ” ไป่ฉีตะโกนให้ทุกคนในแผนกได้ยิน


            ทุกคนต่างดีใจที่ไป่ฉีเอาใจใส่พวกเขา  ที่ผ่านมาเหตุการณ์งานทะลักเข้ามาขนาดนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้ง  แต่ไม่เคยมากเท่านี้มาก่อน  หากแต่ดาราที่เป็นตัวต้นเรื่องไม่เคยที่จะมาขอบคุณหรือเอาใจใส่พวกเขาแบบไป่ฉี  คนของแผนก PR หลายคนต่างก็คิดว่าพวกเขาอยากจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ไป่ฉี  แม้ไม่มีคำสั่งมาจากบริษัทก็ตาม  แน่นอนว่าไป่ฉีนั้นรู้สึกขอบคุณคนเหล่านี้จากใจจริง  ส่วนการแสดงน้ำใจนั้นจะให้ผลที่ดียิ่งขึ้นไปอีกในอนาคต


            “ได้เดี๋ยวฉันลงไป” เมิ่งชิงชิงตอบกลับสายของไป่ฉี  หลังวางสายเธอก็เริ่มเก็บของให้เป็นระเบียบก่อนจะลงไปทานข้าว


            “ผู้จัดการเมิ่งจะไปทานข้าวเหรอ  ผมไปด้วยสิ  นั่งหลังแข็งมาตั้งแต่เช้าแล้ว  จะได้คุยกับไป่ฉีด้วย” ตงไห่กล่าว


            “งั้นผมก็ขอไปด้วยนะครับ” เลขาของซีหลัวกล่าว


            “ค่ะ  ไปกันหลายคนก็ดีนะค่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว  เธอจำครั้งก่อนที่เธอไปกินข้าวกับไป่ฉีได้  ซี่โครงหมูชามนั้นเป็นอาหารที่เธอลืมไม่ลงจริง ๆ  เพราะมันหวาน  เอ้ย  มันน่าอายที่เธอถูกไป่ฉีโจมตีสายฟ้าแลบแบบนั้น  ถ้ามีคนอื่นไปด้วย  ไป่ฉีคงจะไม่สามารถฉวยโอกาสเธอได้แน่

    ________________________________

    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+