บทที่13
ที่จริงบ้านนี้ก็ชวนขนลุกอยู่เหมือนกันนะ
ฉันกับซูเหลียงช่วยกันทำผักดอง หลังดองในโอ่งมาหลายสัปดาห์ได้เวลานำผักมาตาก ตอนแรกฉันเข้าใจว่าเป็ผักกาดดอง แต่ซูเหลียงแก้ว่ามันคือใบหัวไชเท้าดอง
เมื่อตากจนแห้งแล้ว ซูเหลียงขนกระทะขนาดใหญ่โตออกมาและตั้งเตาผัดผักดองที่แห้งกับน้ำดองผักที่เคี่ยวจนข้นผักดองตากแห้งดูดซึมน้ำรสชาติเข้มข้นเข้าไปจนเริ่มมีน้ำมีนวลคืนมา หลังได้ที่แล้วเขาตักออกจากเตาและรอจนเย็น มอบหมายให้ฉันม้วนผักใบยาวๆ เ่าั้เป็รูปโดนัท
เย็นวันนั้นฉันเห็นซูเหลียงหั่นผักดองเป็ฝอยขนาดประมาณผักดองที่ใส่มากับข้าวขาหมูจากนั้นเขานำมันมาคลุกกินกับข้าว ฉันจึงลองบ้าง... และรู้สึกเสียใจทันทีผักดองนี่ไม่เหมือนกับที่เขาเคยให้ฉันกิน มันรสเปรี้ยวจัดเข็ดฟันสมกับที่เ้าตัวคุยไว้กินแล้วปวดต่อมน้ำลายขึ้นมาทันที
ถิงถิงกินไข่ผัดมะเขือเทศอย่างเดียวก็อิ่มจึงไม่หาเื่ใส่ตัวเหมือนฉันเป็เด็กนี่ดีเหมือนกันนะ
“ถ้านายท่านกลับมาเมื่อไหร่เราค่อยขุดหัวไป่เหอขึ้นมากิน” ซูเหลียงกินเสร็จก็พูด “ไป่เหอในแถบนี้โตช้าจึงมีเนื้อหวานหวังว่าท่านจะชอบ”
ฉันยกนิ้วโป้งให้เขาและช่วยซูเหลียงล้างจานเหมือนปกติ
พูดตามตรงฉันยังไม่ชินกับการที่ซูเหลียงมาเคาะประตูตอนค่ำเพื่อถามว่าฉันยังอยู่ครบสามสิบสองหรือเปล่าก่อนจะกลับเข้าไปนอนในห้องข้างๆ
กลางคืนบนูเาเงียบสงบบางทีมีเสียงแมลง แต่่นี้จะเงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ข้างนอก
ทว่าคืนนี้ฉันได้ยินเสียงกุกกักจากห้องข้างๆจากนั้นเสียงร้องของไก่ในเล้าฉีกกระชากความเงียบสงบของยามค่ำคืน
ฉันสะดุ้งตัวโยน พอเปิดประตูห้องก็เห็นร่างของซูเหลียงหายออกไปข้างนอกแล้วฉันเลยรีบวิ่งไปที่ห้องของถิงถิง เด็กหญิงใตื่นเพราะเสียงไก่และกำลังร้องไห้ฉันเข้าไปลูบหัวปลอบเธอ
บ้านมืดสนิทเหมือนจะมีอะไรเลี้ยวหัวมุมทางเดินมาได้ทุกเมื่อ เสียงในเล้าไก่เงียบไปได้สักพักก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าดังก้องมาตามทางเดิน ตามด้วยเสียงอะไรหยดแหมะลงพื้น...
ภาพเลวร้ายที่สุดเข้ามาในหัวฉันรีบไปลงกลอนประตูก่อนจะกลับมากอดถิงถิง นั่งอยู่ด้วยกันบนเตียง
“ไป๋ไป่กับเฟยเฟย...”เด็กหญิงร้องไห้ซบฉัน
เมื่อนั้นก็มีเสียงเคาะประตู ฉันกลัวว่าคนที่อยู่อีกฟากจะไม่ใช่เด็กหนุ่มซึ่งออกจากบ้านไปดูสถานการณ์
“เหมยฟาง ถิงถิง อยู่ในนั้นใช่ไหม?”
นั่นเป็เสียงของซูเหลียง
“เจเจ้อยู่ด้วยซูเหลียงปลอดภัยดีใช่ไหม?” ถิงถิงส่งเสียงถามออกไป
“มีเพียงพอนหลุดเข้าไปในเล้าไก่ขอรับน่าเสียดายที่ข้าน้อยช่วยไป๋ไป่ไว้ไม่ทัน พอไปถึงมันโดนกัดเส้นเืในลำคอขาดไปแล้ว...”
ฉันลุกไปเปิดประตูเด็กหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมชูร่างเพียงพอนที่คอหักพับ มีรอยเปียกชุ่มบริเวณลำคอ...รอยเืของมันหยดลงพื้นเป็ด่างดวง
“ไว้ข้าน้อยจะคิดดูว่าจะเอาเ้านี่ไปทำอะไรดี”เขาพูดหน้าตาเฉย
ฉันส่งสายตาตำหนิไปที่เด็กหนุ่มเขาพูดอะไรโหดร้ายอย่างการที่ไก่สุดที่รักของถิงถิงโดนกัดเส้นเืขาดต่อหน้าเ้าตัวได้ยังไง?แถมยังถือร่างไร้ชีวิตของฆาตกรเข้าบ้านมาอีก
เพียงพอนเป็สัตว์นักล่าที่น่ารักดูไร้พิษภัยแต่ฉันเพิ่งรู้ว่ามันกินไก่ด้วย ว่าแต่...
ฉันยกนิ้วแตะมุมปากตัวเอง จากนั้นจึงชี้ใบหน้าเด็กหนุ่ม
“อ้อ...” ซูเหลียงเช็ดเืจากมุมปาก“บอกแล้วขอรับว่าข้าน้อยเคยเป็สุนัขล่าเนื้อ”
เด็กหนุ่มพูดหน้าตาเฉย อย่าบอกนะว่า...เขากัดคอเพียงพอนตัวที่เขาหิ้วอยู่นี้จนมันคอหักตาย?
ฉันเคยได้ยินว่าเพียงพอนดุฟันของมันเล็กแต่คมมาก เขาไปทำอีท่าไหนถึงงับมันคอหักได้?แล้วทำไมต้องกัดมันแทนที่จะใช้มือจับ?
ใบหน้าฉันเต็มไปด้วยคำถามแต่เด็กหนุ่มไม่มีอารมณ์จะตอบ
“ราตรีสวัสดิ์ ลงกลอนประตูด้วย”
พูดจบเด็กหนุ่มเดินหายไปในความมืดของบ้าน
ฉันขนลุกไปทั้งร่างเขาเพิ่งกัดคอสัตว์ตัวหนึ่งจนตายแต่ยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นสุนัขล่าเนื้ออะไรกัน? ไม่เห็นเข้าใจเลย...
ฉันมองถิงถิงก็เห็นว่าเด็กหญิงร้องไห้กับการเสียไก่ฉันจึงตัดสินใจย้ายมานอนห้องนี้เพื่อปลอบเธอและเพื่อขจัดความรู้สึกขนลุกที่ฉันมีต่อเด็กหนุ่มที่มุมปากเปื้อนเื...
นอกจากงานศพเล็กๆที่เราจัดเพื่อไว้อาลัยไป๋ไป่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็พิเศษ
ระหว่างทานอาหารฉันเกร็งกับเด็กหนุ่มเพราะยังกลัวสิ่งที่เห็นเมื่อคืน แต่เขาทำตัวตามปกติจนฉันสงสัยว่าคิดมากไปคนเดียวหรือเปล่าบางทีคนในโลกฝั่งนี้อาจมีวิธีจัดการกับสัตว์แบบนั้นจริงๆ ก็ได้
ซูเหลียงยุ่งกับงานบ้านเช่นเดิมแม้จะมีคนอยู่ในบ้านน้อยลงไปหนึ่งคนถิงถิงใช้เวลาอยู่ในบ้านไก่ทั้งวันเพราะกลัวเฟยเฟยจะเหงาฉันเป็ห่วงเหลือเกินว่าเธอจะติดโรคอะไรจากไก่หรือเปล่า แต่เอาเถอะเป็เด็กต้องไปเจอสิ่งสกปรกบ้างเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน
ระหว่างกำลังนั่งถอนวัชพืชฉันหยิบกระดานขึ้นมาเพื่อชวนซูเหลียงคุย
“บ้านนี้ลงอาคมไว้เหรอ”
“ขอรับ ลงไว้ไม่ให้คนนอกเข้ามาอันที่จริงมันกันสัตว์ป่าได้เหมือนกัน แต่พอนายท่านไม่อยู่ พลังของมันจะอ่อนลงข้าน้อยเลยรู้ตัวช้าไปหน่อยว่ามีเพียงพอนหลุดเข้ามา” เขาตอบ “ท่านเองอย่าไปไหนคนเดียว”
“กลัวแล้วนะ”
“กันไว้ดีกว่าแก้ จริงไหมขอรับ?ท่านสำคัญกับนายท่านมาก”
“แต่ไปข้างนอกกับซูเหลียงยังไม่ได้เลยเหรอ?”
เด็กหนุ่มเหลือบมองกระดานขณะกำลังดึงทึ้งวัชพืชเขาทิ้ง่นานกว่าจะตอบ
“ไม่ได้ขอรับ นายท่านไม่ให้ท่านไป ข้าน้อยก็ไม่มีสิทธิ์พาท่านไปไหน”
แล้วทำไมหนิงหลงถึงไม่ยอมให้ฉันไป?ฉันอยากถามแบบนั้น แต่ท่าทางซูเหลียงจะไม่ยอมให้ฉันถามเื่นั้นต่อฉันจึงเปลี่ยนเื่คุย
“เคยไปที่น้ำตกด้านหลังไหม?”
“น้ำตก? ถ้าไม่มีอะไร ข้าน้อยก็ไม่ถ่อไปหรอกขอรับ”
“แต่ก่อนท่านหนิงหลงไปที่นั่นบ่อยเหรอ?”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นก่อนจะลุกขึ้นปัดมือกับกางเกง
“ข้าน้อยเพิ่งพบนายท่านตอนอายุสิบหก...ก็ประมาณสามปีกว่าได้แล้วั้แ่ย้ายมาที่นี่ด้วยกัน ข้าน้อยแทบไม่เห็นท่านไปที่นั่นเลย”
แสดงว่าซูเหลียงไม่รู้เื่หวานใจในวัยเด็กของหนิงหลง
“ท่านจะซักประวัติข้าน้อยอีกนานไหม?แทนที่จะชวนคุย รีบถอนวัชพืชให้เสร็จเถอะ จะได้เข้าบ้านไปทำอย่างอื่น”
ฉันรีบกลับไปทำงานทันทีซูเหลียงถอนหายใจก่อนจะย้ายไปถอนวัชพืชในจุดอื่น ไม่นานงานของเราก็เสร็จ และหลังยื่นน้ำให้ฉันถ้วยหนึ่งแบบที่เขาทำประจำเด็กหนุ่มรีบเดินหนีไป
ปกติเขาเป็คนทำงานตลอดเวลาอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกแต่เพราะช่วยเขาทำงานบ้านมาสักพักนี่แหละฉันถึงดูออกว่า คราวนี้เด็กหนุ่มไม่ได้แค่จะรีบไปทำงานต่อแต่เขาอยากหลบหน้าฉัน
กลับเข้าไปในบ้านก็พบว่าถิงถิงเพิ่งเปลี่ยนชุดและเดินออกมาจากห้องทำงานของหนิงหลงเธอถือหนังสือออกมาด้วย
“ดูสิๆ!มีหนังสือเื่การเดินทางข้ามมิติอยู่ในห้องด้วย!จะมีเื่บ้านเก่าถิงถิงรึเปล่า?”
ฉันขอหนังสือมาก็พบว่ามันเป็ทฤษฎีเกี่ยวกับการเดินทางข้ามมิติดูแล้วไม่น่าจะใช่นิยาย ฉันเลยชวนถิงถิงเข้าไปเปิดอ่านในห้องสมุด
หนิงหลงอยู่ในห้องทำงานเกือบจะตลอดเวลาอีกทั้งฉันยังเกรงใจไม่กล้าเข้าไปดูหนังสือในห้องตอนที่เ้าตัวไม่อยู่ฉันเลยไม่เคยสังเกตว่ามีหนังสือแบบนี้อยู่ด้วย
เปิดขึ้นมาก็พบว่ามันอธิบายถึงตัวตนของโลกอื่นๆซึ่งสามารถไปมาหาสู่กันได้ด้วยคาถาบางประเภท คาถาพวกนั้นใช้พลังเวทมหาศาล เนื้อหาส่วนมากเป็ทฤษฎีอ่านเข้าใจยากมีที่คั่นหนังสืออยู่ในหน้าที่บอกเล่าเกี่ยวกับหลักฐานการใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติที่เหยากวงเมื่อสองร้อยปีก่อน
สองร้อยปี...มีคนใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติใน่าเหยากวง
หนังสือไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็ประโยชน์เท่าไหร่ว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไงไม่สิ...
เวทมหาศาล... จะบอกว่าอยู่ดีๆมีเวทปริมาณมหาศาลมารวมอยู่ที่สวนหลังบ้านแล้วดึงฉันมายังโลกนี้เหรอ? โลกของฉันไม่มีเวทมนตร์ฉะนั้นการย้ายมิติต้องเป็สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกฝั่งนี้ที่มีเวทมนตร์...
ความคิดนั้นทำฉันหนาวเยือก
คาถาย้ายมิติจำเป็ต้องใช้พลังเวทปริมาณมหาศาล...
ฉันพลิกหน้าหนังสือหาว่ามีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใดที่สามารถทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายมิติได้หรือเปล่าแต่หนังสือเล่มนี้ไม่มี ท่าทางฉันต้องไปดูหนังสือเล่มอื่นหากอยากได้คำตอบ
มันต้องมีสิ...ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายมิติที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ มีอยู่ถมไปไม่ใช่เหรอหนังสือนิยายประเภทที่ตัวเอกย้ายสถานที่มาแบบไม่มีสาเหตุในโลกเวทมนตร์แบบนี้มันต้องมีคำอธิบายอยู่บ้างสิ...
ฉันปล่อยให้ถิงถิงจินตนาการเนื้อหาหนังสือต่อไปในขณะที่ฉันมองหาหนังสือเล่มอื่นแต่หนังสือในห้องทำงานเขาเต็มไปด้วยหนังสือที่เขียนด้วยอักษรดั้งเดิม
จนกระทั่งฉันไปเจอกับ
แจ๊คพ็อต...
พจนานุกรมอักษรดั้งเดิมถ้าฉันมองหาตัวอักษรที่มีความหมายว่าเวทมนตร์ หรือ ย้ายมิติ การตามหาของฉันจะเร็วขึ้นมากทีเดียว
ทว่าตอนนั้น ซูเหลียงกลับเปิดเข้ามา
“ออกไปเลยนะขอรับนายท่านไม่ชอบให้คนมารื้อค้นในห้องทำงาน”