ร่วมโต๊ะทานอาหาร
หลังจากซูฉิงอู่ออกจากห้องไป ฉิงเฉินก็ใช้เวลาอยู่ภายในห้องของตัวเองอีก 4-6 ชั่วโมง เพื่อเขียนโปรแกรมระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ที่ทันสมัยขึ้นมา ที่จริงก่อนหน้านี้เขาคิดจะเปิดบริษัทสักบริษัทหนึ่ง
แต่ตอนนี้เขาได้เปลี่ยนใจแล้ว นับตั้งแต่ที่ได้พบฉิงอิง ฉิงเฉินได้ตัดสินใจที่จะขายโปรแกรมเหล่านี้ให้เธอในราคาสูง เพื่อที่จะทำให้เขาได้เงินมามากๆ และสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายไปจนแก่ได้
ซึ่งโปรแกรมที่เขากำลังเขียนอยู่นี่เรียกว่า Recovery N-trans มันเป็นโปรแกรมระบบปฏิบัติการที่ถูกเขียนขึ้นมาในปี 2012 เป็นโปรแกรมที่สามารถทำการฟื้นฟูระบบคอมพิวเตอร์และกำจัดไวรัสได้อย่างดีเยี่ยม
แม้ว่าระบบปฏิบัติการนี้ จะไม่ทันสมัยเท่ากับระบบปฏิบัติการจากปี 2040 ที่ฉิงเฉินจากมา แต่มันก็นับว่าทันสมัยอย่างมากสำหรับปี 2010 เช่นนี้
เมื่อเขาเขียนเสร็จก็เป็นเวลา 17.00 นาทีพอดี เขาทำการก๊อปปี้ลงในแผ่นดิสก์ เพื่อที่จะเอาไปพูดคุยกับฉิงอิงในวันพรุ่งนี้ เขาคิดว่าด้วยบุคลิกที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของเธอ คงจะไม่ยอมปล่อยผ่านโปรแกรมนี้ไปแน่นอน
และถึงแม้ว่าเธอจะปล่อยผ่านไป ฉิงเฉินก็เชื่อว่ายังมีอีกหลายบริษัทที่ต้องการ ด้วยการมีเรย์เรียอยู่ ฉิงเฉินไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเกี่ยวกับการเขียนโปรมแกรมเลยแม้แต่น้อย
ความจริงเขาจะขอให้เธอเขียนให้ก็ได้ เพราะมันรวดเร็วกว่าที่เขาเขียนเองมาก แต่ฉิงเฉินไม่ใช่คนที่ชอบพึ่งคนอื่นมากนัก หากเขาสามารถทำด้วยตัวเองได้ เขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำ ถึงแม้ว่าบางส่วนเรย์เรียจะคอยให้คำแนะนำเขาก็ตามที
“ฉิงอิงต้องสนใจมันอย่างแน่นอน” ฉิงเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม เขาเก็บแผ่นดิสก์เข้าไปในลิ้นชัก เป็นเวลาเดียวกันกับที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงของลู่เซี่ยวเซี่ยว “ฉิงเฉินเกอเกอ ถึงเวลาข้าวเย็นแล้วค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” ฉิงเฉินลุกออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และบิดขี้เกียจเล็กน้อย เขาพูดลากับเรย์เรียที่อยู่ภายในหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะอยู่สองถึงสามประโยค ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
หลังจากออกจากห้องมา กลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาเตะจมูกของเขา ฉิงเฉินลูบท้องของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนอกจากข้าวห่อไข่เมื่อตอนเช้าแล้วเขาก็ยังไม่ได้กินอะไรอีก
ฉิงเฉินเริ่มเดินไปที่โต๊ะอาหาร ลู่เซี่ยวเซี่ยวและลู่หลิงหลิงได้นั่งลงบนเก้าอี้ทั่งสองฝั่ง ซึ่งเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะว่างอยู่ ฉิงเฉินเดินไปนั่งลงในทันที
สายตาของเขากวาดมองบนโต๊ะเล็กน้อย และเขาก็ได้เห็นอาหารสี่อย่างบนโต๊ะ มีจานไข่เจียว มีแกงจืดหมูสับ และเป็ดปักกิ่งราดซอส และอย่างสุดท้ายคือผัดผัก ทั้งสี่อย่างล้วนต่างมีกลิ่นหอมทั้งสิ้น
ข้าวสวยร้อนๆ มีไอความร้อนลอยออกมาอยู่ตรงหน้าของเขา ลู่เซี่ยวเซี่ยวมองฉิงเฉินเล็กน้อยก่อนที่เธอจะพูดออกมา “ฉันไม่รู้ว่าอาหารที่ฉันทำ จะถูกปากฉิงเฉินเกอเกอรึเปล่า”
“พี่ชายลองทานสิค่ะ พี่เซี่ยวทำอาหารอร่อยนะ ถ้าใครได้พี่เซี่ยวไปเป็นภรรยาจะโชคดีมาก” ลู่หลิงหลิงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่ปล่อยโอกาสที่จะนำเสนอพี่สาวของเธอต่อพี่ชายเช่นนี้ไป เธอพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเฉิดฉาย
“หลิงหลิง!” ลู่เซี่ยวเซี่ยวหน้าแดง เธอถลึงตาใส่น้องสาวอย่างช่วยไม่ได้ เธอไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะกล้าพูดแบบนี้ออกมา มันทำให้เธอรู้สึกอายมาก
ลู่หลิงหลิงยิ้มออกมาอย่างน่ารักในขณะที่เธอบุ้ยปากไปด้วย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่สนใจว่าพี่สาวจะโกรธหรือไม่?
แต่ฉิงเฉินทำราวกับว่าไม่ได้ยิน เขาหยิบช้อนขึ้นมาและบอกกับพวกเธอทั้งสองคน “พวกเรากินอาหารกันเถอะ”
พอพูดจบ ฉิงเฉินก็ขยับมือนำช้อนไปตักน้ำเป็ดปักกิ่งราดซอสมาเป็นอันดับแรก เขาเทลงที่หน้าข้าวสวยร้อนๆ ก่อนที่จะตักเข้าปาก เขาเคี้ยวมันไปหลายครั้งและหลับตาพร้อมกับวางซ้อนลง
“ระ...รสชาติเป็นยังไงคะฉิงเฉินเกอเกอ?” ท่าทีของฉิงเฉินทำให้ลู่เซี่ยวเซี่ยวกังวล ว่าอาหารที่ตัวเองทำจะไม่ถูกปากของเขา เธอรีบถามออกมาอย่างรวดเร็ว
“อร่อยมาก” ฉิงเฉินกลืนอาหารลงท้อง ก่อนจะลืมตาขึ้นมา ความรู้สึกตอนนี้ของเขาเป็นสุขอย่างมาก “นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้กินอาหารร่วมโต๊ะกับคนอื่นแบบนี้”
“ขอบคุณค่ะ” ลู่เซี่ยวเซี่ยวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและพูดขอบคุณเขา แต่เธอก็ไม่ได้แปลกใจกับคำพูดของเขามากนัก ด้วยการที่เธอคิดว่าเขาเป็นทหารที่พึ่งปลดประจำการมา คงจะได้ไปทำภารกิจคนเดียว จึงทำให้ไม่ได้กินอาหารกับคนอื่นๆ
“เห็นไหมหนูบอกพี่ชายแล้ว” ลู่หลิงหลิงพูดขึ้นในขณะที่เธอใช้ช้อนตักไข่เจียวเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ฉิงเฉินเพียงยิ้มให้เธอและไม่ได้พูดอะไร จากนั้นคนทั้งสามก็ใช้เวลาทานอาหารไปมากกว่าครึ่งชั่วโมง
เมื่อทานอาหารจนเสร็จฉิงเฉินก็เตรียมตัวที่จะไปโทรหาฉิงอิง ในช่วงกลางวันเขาได้ซื้อโทรศัพท์มือถือมาแล้ว
ซึ่งมันเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดของปีนี้ มันคือ Forgo-Phone แม้ว่ามันจะเทียบไม่ได้กับ iPhone แต่มันก็จัดว่าอยู่ในจำพวกที่ใช้งานง่ายและสะดวกสบาย นี่คือเหตุผลที่ฉิงเฉินเลือกซื้อรุ่นนี้แทนที่จะเป็นไอโฟน
แต่ในขณะที่เขาจะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฉิงเฉินมองไปที่ห้องครัวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องกำลังช่วยกันล้างจาน เขาจึงเลือกที่จะเดินไปเปิดประตูแทน
“ยกมือขึ้น ถ้าแกไม่อยากตายก็ตามมาซะดีๆ” ในทันทีที่ฉิงเฉินเปิดประตู เสียงที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นดังขึ้น ปากกระบอกปืนสีดำถูกจออยู่ที่หน้าอกของเขา
ฉิงเฉินยกมือขึ้นพร้อมกับแสดงสีหน้าหวาดกลัว ตรงหน้าของเขาเป็นชายหนุ่มสองคน หนึ่งในนั้นคือจ้าวกั้วผู้ที่ถูกเขาทุบตีไปเมื่อเช้า
จ้าวกั้วเป็นคนเล็งปืนมาที่เขาและอีกคนเป็นชายในชุดสูทสีดำ รูปร่างกำยำให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่ง
แน่นอนว่าที่ฉิงเฉินแสดงออกอย่างหวาดกลัวต่อพวกเขา ก็เพียงแค่ไม่อยากที่จะลงมือที่นี่ก็เท่านั้น เขาต้องมาที่เงียบสงบเพื่อจัดการพวกเขา ก็เพื่อไม่ให้มีปัญหาตามมาทีหลัง
จบบทที่ 21