ตอนที่ 194
ซุน เบิกตากว้างอึ้งงันไปเล็กน้อย... แม้ตนจะไร้ประสบการณ์แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เดียงสาจนมองไม่แตกฉานต่อท่าทีของอีกฝ่ายตรงหน้าสัมผัสได้ถึงแววตาของหญิงสาวเจริญวัยผู้งดงามนางนี้ ที่ทอดมองมาพร้อมแฝงเร้นความรู้สึกบางอย่างถึงจะไม่ได้ถลำลึกไปไกลถึงขั้นปักใจ แต่ยังดูออกว่านางเริ่มมีใจอยู่น้อย ๆ แล้ว
หลังอ้ำอึ้งไปชั่วครู่ ซุน ก็กระแอมไอออกมาเบา ๆ
“เข้าใจแล้ว... แม่นางหยวน”
หยวนอิงเล่อ ปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนที่นาง และ ซุนจะเขม็งมองมายัง หวางเย่หลิง ด้วยไอสังหารที่ลุกโชน... ซุน เป็นคนแรกที่เคลื่อนไหวทั้งที่เอ่ยปากขอเป็นฝ่ายสนับสนุนทว่ากลับจับคว้าขวานจักรพรรดิที่โยนลงมาก่อนหน้านี้ ทรงร่างกระทิงเผือกมหิงสา จนกล้ามเนื้อฉุพองขึ้นอย่างเด่นชัด
หลังจากนั้นก็ระเบิดเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง หมุนกายพร้อมควงขวานอย่างรุนแรงโดยอาศัยน้ำหนักอันมหาศาลของขวานจักรพรรดิจนเกิดเป็นพายุทรายที่พัดตลบหมุนวนตามการเคลื่อนไหวผลักดันม่านหมอกพิษให้แตกสลายกระจายตัวออกไปรอบทิศทาง...
หวางเย่หลิง เดือดดาลถึงขีดสุดเพราะนางใช้พลังลมปราณและทรัพยากรไปเป็นจำนวนมากกว่าที่จะสร้างหมอกพิษหนาทึบปกคลุมรัศมีต่อสู้เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบเช่นนี้ได้ หากไร้ซึ่งหมอกพิษนางก็ไม่อาจสร้างลูกศรพิษจากความว่างเปล่ารอบด้านลดทอนพลังในการต่อสู้ของนางไปอย่างมหาศาล
“บังอาจ!! แม้ข้าจะสังหารเจ้าไม่ได้เพราะภารกิจแต่ข้าก็ยังมีอีกร้อยแปดวิธีเพื่อเล่นงานเจ้า!!”
หวางเย่หลิง คำรามเสียงเดือดดาล ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจลึกยาวจนหน้าอกของนางพองโตเมื่อปอดขยายตัวขึ้นหลายเท่าจากนั้นนางก็พ่นเอาพิษหนาแน่นส่วนหนึ่งจากภายในร่างออกมา ซึ่งพิษเหล่านั้นก็ค่อย ๆก่อรูปขึ้นเป็นอสูรพิษหนึ่งตน ที่มีขนาดเท่ากับเด็กทารก ทว่ากลับแผ่ความน่าสะพรึงออกมาจากเรือนกายที่เล็กจ้อยนั้น...
ใบหน้าของ หวางเย่หลิง คล้ายจะแก่ชราลงไปอีกหลายสิบปีเมื่อใช้ทักษะเฉพาะนี้เห็นได้ชัดว่านี่คือไม้ตายของนาง... นางถูกกดดันให้ต้องใช้สิ่งนี้ เพราะลมปราณในร่างของนางเหลืออีกไม่มากแล้ว...
นางได้ต่อสู้กับ หยวนอิงเล่อ ก่อนหน้านี้มาหลายร้อยกระบวนท่า และมีความได้เปรียบเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นและเมื่อ ซุน ปรากฏขึ้นและสลายหมอกพิษทั้งหมดออกไปนั่นทำให้นางเสียเปรียบอย่างมากในทันที... หวางเย่หลิง หายใจหอบหนักถี่กระชั้นอสูรพิษทารกตนนี้ คือพิษมีจิตวิญญาณร้ายกาจที่สุดของนางแม้แต่ยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็ยังหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้า...
ซุน ดวงตาเบิกโพรงขึ้นมาในทันที เมื่อเห็นสิ่งนี้...
“อสูรพิษทารก!!”
เหตุผลที่ทำให้ ซุน ต้องอึ้งตะงันไปเช่นนี้ หาได้เป็นเรื่องที่อสูรพิษทารกนี้มีความน่าสะพรึงกลัว... แต่เป็นเพราะอสูรพิษทารกนั้น แท้จริงแล้วมันคือหนึ่งในวัตถุดิบที่หายากถึงขั้นล้ำค่า!!เป็นพิษที่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งพิษที่ใกล้จะถือกำเนิด แต่เพราะมันยังไม่สมบูรณ์ในด้านจิตวิญญาณจึงมีพลังในการเติบโตที่สูงล้ำราวกับสิ่งมีชีวิต...
สำคัญก็คือ... มันเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลอมศพระดับที่ 3
เดิมที ซุน มีความกังวลกับวัตถุดิบชิ้นนี้อย่างมาก เนื่องด้วยอสูรพิษทารก นอกจากจะเป็นวัตถุดิบทางศาสตร์หลอมศพแล้วเป็นของล้ำค่าสำหรับผู้ใช้ปราณพิษด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงหาได้ยากยิ่งในท้องตลาดสามารถหาได้เฉพาะในงานประมูลใหญ่เพียงเท่านั้น แต่ราคาก็ย่อมสูงลิบลิ่วขึ้นไปตามลำดับ
เมื่อได้มาเห็นวัตถุดิบล้ำค่าที่ปรากฏขึ้นมาด้วยความบังเอิญเช่นนี้จิตใจของ ซุน ถึงกับสั่นไหวไปในความรู้สึกปิติยินดี... “แม่นางหยวน ข้าจะจัดการกับเจ้าสิ่งนั้นเองท่านทุ่มกำลังจัดการศัตรูโดยตรงได้เลย!!”
ซุน ไม่รอให้นางตอบรับเสียด้วยซ้ำ ก็พลันระเบิดวิชาตัวเบาพวยพุ่งตรงไปยังอสูรพิษทารก ตนนั้น... หวางเย่หลิง คราแรกตั้งใจจะให้ อสูรพิษทารก เล่นงานหยวนอิงเล่อ ส่วนตนจะเลือกลงมือกับ ซุน ที่อ่อนแอกว่า ทว่าเมื่ออีกฝ่ายสลับตำแหน่งเช่นนี้นางก็หน้าถอดสีทันที หาก ซุน ตายไปเพราะ อสูรพิษทารก ล่ะก็ ต่อให้เอาชนะศึกนี้ได้นางก็คงถูกลู่เหรินฮ่าว เล่นงานอยู่ดี...
แต่ไหนเลยที่นางจะมีโอกาสปรับเปลี่ยนแผน เพราะเวลานี้ หยวนอิงเล่อได้พุ่งตรงเข้ามาหานางแล้ว พร้อมกับกิ่งไม้วิเศษในมือที่โบกสะบัดไปมาเกิดเป็นเถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นจากทะเลทรายตรงเข้าไปหมายพันธนาการทั้งยังมีกระบองเพชรยักษ์ที่สามารถสร้างระเบิดหนามแหลมคมออกมาได้อีกด้วย
หวางเย่หลิง ที่อ่อนแออยู่ก่อนแล้วจึงต้องกระเสือกกระสนทนรับมือทั้งที่เสียเปรียบ...
“บ้าเอ้ย!! ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าเด็กนั่นคนเดียวเลย!!”
ทางด้านของ ซุน ย่อมทราบดีถึงความอันตรายจาก อสูรพิษทารก!! หากเป็นพิษจากธรรมชาติ ยังไม่นับเป็นอย่างไร ทว่าเมื่อมันถูกใช้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพิษทำให้อสูรตนนี้แฝงเร้นเจตนาและไอสังหารที่ถูกปลูกฝัง น่ากลัวมากยิ่งกว่าอสูรพิษทารก ตามธรรมชาติหลายสิบเท่า...
บนพื้นทรายที่อสูรพิษตนนี้ก้าวผ่าน จะแปรเปลี่ยนสภาวะของพื้นทรายในส่วนนั้นให้กลายเป็นสีดำสนิทในทันที ทั้งยังแผ่ไอพิษร้ายแรงออกมาอย่างต่อเนื่อง... ถึงแม้ว่าซุน จะอาสารับมือด้วยตนเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการกับพิษที่น่ากลัวเช่นนี้โอกาสเอาชนะของ ซุน มีเพียงช่วงเวลาที่ อสูรพิษทารก กำลังหลุดจากการควบคุมโดยตรงเพราะมี หยวนอิงเล่อ คอยทำลายสมาธิของ หวางเย่หลิง เอาไว้เท่านั้น...
“พิษร้ายแรงเช่นนี้ แค่เข้าไปเฉียดกรายก็ทำให้ถึงตายได้แล้ว... เช่นนั้นอันดับแรกคงต้องหาทางผนึกพิษด้วยบางสิ่งบางอย่างป้องกันไม่ให้มันแพร่กระจายออกมางั้นสินะ...” ซุน เอ่ยพึมพำกับตนเอง ขบคิดวิเคราะห์ถึงแผนการจนสมองแล่นเร็วจี๋
ก่อนที่ดวงตาจะสาดประกายขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก...
“ปราณเหมันต์!!”
ซุน จดจำได้ถึงการต่อสู้ครั้งหนึ่งในการประลองที่วังหลวงตอนนั้นเป็นการต่อสู้ของ เฉียงตงฟาง อัจฉริยะผู้เยาว์อันดับ 1 ของทวีป เจอกับผู้เยาว์คนหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านพิษชนิดเหลวทั้งยังสามารถควบคุมพิษเหลวดังกล่าวได้มิต่างควบคุมร่างกายส่วนหนึ่งหากไม่โชคร้ายอยู่ในสายประลองเดียวกับ เฉียงตงฟาง ผู้เยาว์คนดังกล่าวก็อาจเจิดจรัสได้ในการประลองครั้งนั้นไปแล้ว
ระหว่างการประลอง... ปราณเหมันต์ของ เฉียงตงฟาง แข็งแกร่งมากจากพลังของร่างสถิตมังกรขาวเนตรฟ้าสามารถสร้างขอบเขตเหมันต์เป็นชั้นน้ำแข็งมากมายปิดผนึกพิษทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์คล้ายว่ามันมีอำนาจที่ต้านทานกันได้ ถึงน้ำแข็งบางส่วนจะถูกพิษแทรกซึม แต่ก็สามารถสร้างขึ้นทับซ้อนกันหลายชั้นเพื่อเจือจางพิษลงเรื่อยๆ
ซุน ที่เฝ้ามองการต่อสู้ในครั้งนั้น และยังชอบวิเคราะห์ตามด้วยการเข้าฌานก็ยังอดที่จะทึ่งไม่ได้ เพราะปราณพิษนั้น คือหนึ่งในศาสตร์วิชาที่รับมือได้ยากที่สุด...หากใช้ความร้อนเข้าปะทะต่อกรพิษอาจจะกลายเป็นหมอกไอที่แพร่กระจายไปในอากาศ แต่หากใช้ความเย็นเข้าปะทะจะสามารถสะกดสภาวะของมันให้แข็งตัวได้แทบจะเป็นการป้องกันที่สมบูรณ์แบบ
คิดได้เช่นนั้นแล้ว ซุน ก็ได้ขับขานปราณเหมันต์ในทันที...แม้ระดับความเชี่ยวชาญของ ซุน จะเทียบไม่ได้กับ เฉียงตงฟาง แต่ในแง่ของพื้นฐาน ซุนก็แตกฉานรู้แจ้งมาพอสมควร...
“ถึงข้าจะไม่บรรลุในขั้นสร้างน้ำแข็งได้จากความว่างเปล่าเฉกเช่นเฉียงตงฟาง แต่อย่างน้อยข้าก็ตระเตรียมน้ำในทะเลสาบ ที่พกพาเอาไว้เพื่อสถานการณ์เช่นนี้!!”
ซุน ยังไม่บรรลุถึงขั้นทำให้น้ำสุราเกาะตัวเป็นน้ำแข็งได้จากจุดเยือกแข็งที่สูงล้ำเกินไป... แต่หากเป็นน้ำธรรมดา โดยเฉพาะน้ำในทะเลสาบของสำนักสายลมประจิมที่ใช้ฝึกฝนปราณเหมันต์อยู่เป็นประจำแล้วล่ะก็ซุน ก็พอที่จะสามารถก่อรูปเหมันต์ขึ้นมาได้ผ่านการควบคุม...
ชายหนุ่มวาดมือออกไปเพียงครั้ง มวลน้ำจำนวนหนึ่งเทียบเท่ากับน้ำในบ่อก็ถูกดึงออกมาจากแหวนมิติ ผ่านการควบคุมด้วยปราณวารี “เคล็ดปราณวารี... นาคีไร้รูปลักษณ์!!”
มวลน้ำมหาศาลเหล่านั้น ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นมังกรวารีขนาดใหญ่ที่หมุนวนในอากาศราวกับมีชีวิต...ซุน เหยียดนิ้วชี้และนิ้วกลางออกมาจากกำปั้นมือขวา พลันทิ่มตรงไปยังทิศทางของ อสูรพิษทารกพริบตานั้น มังกรวารีก็คำรามเสียงจนชั้นบรรยากาศสั่นไหว ก่อนจะพวยพุ่งแหวกอากาศตรงไปยังอสูรพิษทารก ตนดังกล่าวทันที
เกิดการต่อสู้ขึ้นระหว่าง มังกรวารี และ อสูรพิษทารก...แต่ไหนเลยที่ อสูรพิษทารก ที่เวลานี้ หวางเย่หลิง ไม่มีสมาธิจะควบคุมจะสามารถเอาชนะมังกรวารีของ ซุน ได้ มวลน้ำบางส่วนแม้จะถูกเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่ก็สามารถป้องกันพิษร้ายที่จะแผ่กระจายไปหาซุน ได้สมบูรณ์
ในจังหวะที่ มังกรวารี สามารถเข้าโอบรัดร่างของ อสูรพิษทารกได้สำเร็จ ดวงตาของ ซุน ก็เผยประกายเย็นเยือก วาดมือซ้ายออกไปพร้อมขับขานปราณเหมันต์เข้าผสานวารี...กระบวนการเหล่านี้อาจมองดูเหมือนง่ายสำหรับหลายคน แต่นี่มิใช่ทักษะที่ในระดับผู้เยาว์จะสามารถทำได้จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ทั้งธาตุปราณธาตุวารี และปราณธาตุเหมันต์ ในระดับหนึ่ง...
“ผสานเคล็ดปราณเหมันต์... ผนึกห้วงน้ำแข็ง!!”
มังกรวารีที่โอบรัด อสูรพิษทารก คำรามเสียงออกมาอีกครั้ง ก่อนจะทำการแช่แข็งร่างของตนเองไปพร้อมกับอสูรพิษทารก ตนดังกล่าว โอบรัดจนเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่กระจ่างใส โดยที่ด้านในยังมองเห็นกลุ่มก้อนสีดำที่พยายามดิ้นรนต้องการจะหลบหนีออกมาแต่ก็ไม่อาจทำได้สำเร็จ ไม่นานก้อนสีดำเหล่านั้นก็ถูกไอเย็นแทรกซึมเข้าไปแทนที่และแข็งตัวเฉกเช่นเดียวกับมังกรวารีที่โอบรัด
ซุน ยังไม่ไว้วางใจ เกรงว่าพิษยังอาจจะรั่วไหล จึงสร้างกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่ปิดผนึกครอบคลุมทั้งหกด้านจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยม...เมื่อสัมผัสไม่ได้ถึงปราณพิษที่แพร่กระจายออกมาอีกแล้ว ชายหนุ่มก็ค่อยรู้สึกวางใจเก็บเอาก้อนน้ำแข็งนั่นกลับเข้าไปในแหวนมิติที่ขั้นหนึ่ง
ถือเป็นการช่วงชิงพิษของศัตรูอย่างอุกอาจและหน้าด้านหน้าทนอย่างยิ่ง...ซุน เลียริมฝีปากของตนเองเล็กน้อย ใบหน้าพึงพอใจเป็นที่สุด...
หวางเย่หลิง ที่ยังพัวพันกับ หยวนอิงเล่อ ในการต่อสู้...กว่าที่นางจะรู้สึกตัว การเชื่อมโยงของนางและ อสูรพิษทารก ก็ขาดหายไปเสียแล้ว...นางถึงกับร่างสั่นเทิ้ม เมื่อหันไปยังทิศทางของ ซุน ก็เห็นว่า อสูรพิษทารก ของนางในเวลานี้ถูกปิดผนึกเอาไว้ในก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งยังถูก ซุน ขโมยไปดื้อ ๆ ในสภาพเช่นนี้ หวางเย่หลิง ก็ถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะกรีดร้องด้วยเสียงโหยหวนครวญคราง
“ม่ายยยยยยยย!!”
เมื่อจิตใจของนางแตกสลายเพราะถูกช่วงชิงสมบัติอันล้ำค่าไปย่อมเปิดโอกาสให้ หยวนอิงเล่อ ได้ลงมือเผด็จศึก... เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนตรงเข้าพันธนาการร่างของหวางเย่หลิง จนไม่อาจขยับหลบหนี ก่อนที่ หยวนอิงเล่อ จะใช้กิ่งไม้วิเศษของนาง เสียบแทงจากด้านหลังจนทะลุกลางหน้าอก
ร่างของ หวางเย่หลิง สั่นเยือกขึ้นมา พร้อมกับความเยาว์วัยและความงามที่ค่อย ๆ เสื่อมสลาย จนกลายเป็นหญิงชราคนหนึ่งที่ร่างแห้งเหี่ยว ก่อนจะขาดใจตายไปในภาพที่น่าอเนจอนาถ...ซึ่งแน่นอนว่า ดวงวิญญาณของนาง ก็ยังถูก ซุน ช่วงชิงมาอีกด้วย...
หยวนอิงเล่อ ไม่คิดว่าจะสามารถเอาชนะศึกนี้ได้จริง ๆนางหันมองไปยัง ซุน ด้วยสายตาลึกซึ้ง พร้อมรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ อย่างไรเสียนางก็เป็นหญิงสาวเจริญวัยด้านทรวดทรงที่สะโอดสะองของนางไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวผู้เยาว์จะสามารถเปรียบเทียบได้ แม้แต่อาภรณ์ชุดคลุมก็ยังปิดบังส่วนเว้าส่วนโค้งของนางได้ไม่มิด
ปกติเพราะนางมักจะแสดงสีหน้าเย็นชา ความงามของนางจึงคล้ายถูกผนึกเอาไว้แต่ทันทีที่นางแย้มยิ้มออกมา พร้อมความเปล่งปลั่งแดงระเรื่อบนใบหน้า ผนวกกับกลิ่นกายที่หอมเย้ายวนก็เรียกได้ว่าสามารถทำให้บุปผารอบกายเหี่ยวเฉาลงได้ในทันที...
“ขอบคุณมาก ที่เจ้ามาช่วยข้า... ครั้งนี้ข้านั้นติดค้างหนี้ชีวิตต่อเจ้าแล้วหากมีสิ่งใดที่ข้าสามารถตอบแทนเจ้าได้ ก็จงอย่าลังเลที่จะเอ่ยออกมา...”
หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน พลางยื่นมือเชิดปลายคางของ ซุนขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อสบสายตาตรง ๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับใบหน้าแดงระเรื่ออย่างอดมิได้เช่นกันรีบเบื้อนหน้านี้ก่อนจะถูกความงามของนางสะกดสายตามากไปกว่านี้ ซุน เกาศีรษะตนเองเบาๆ เอ่ยปากเนิบนาบด้วยท่าทีเคอะเขินอยู่ไม่น้อย น้ำเสียงยังสั่นกระเส่าไม่หนักแน่น...
“มะ...ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่ของสุภาพบุรุษอยู่แล้ว แม่นางหยวน...”
...........................................