ระหว่างทางเดินกลับโรงเตี๊ยม โม่จ้านกำลังจัดระเบียบข้อมูลข่าวสารที่เพิ่งได้รับมาในวันนี้
นอกจากสองพี่น้องฉิวอินกับปาอิน เผ่าปีศาจที่ยังหลงเหลือล้วนแต่รวมตัวกันอยู่ในตรอกขี้เถ้า เช่นนั้น ‘เผ่าปีศาจที่โต้กลับจะเดินทางผ่านเมืองทหารรับจ้าง’ ก็เป็นเพียงข่าวลือที่สันตะสำนักปล่อยออกมา เพื่อให้เหล่าทหารรับจ้างของที่นั่นออกห่างจากตรอกขี้เถ้า กำจัดปัจจัยที่ไม่อาจกำหนด
เดิมทีตนคิดว่าภูตความมืดคือหนึ่งในเผ่าพันธุ์ภูต เพียงแต่เมื่อดูจากยามนี้คงมิใช่เสียแล้ว --- ในเมื่ออามู่ได้รับผลกระทบจากคำสาปสะกดรอย เช่นนั้นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเผ่าภูตความมืดมีสายเลือดของเผ่าปีศาจอยู่จริงๆ อีกทั้งยังติดตามข้างกายราชาปีศาจมาตั้งแต่ต้น และเผ่าภูตเห็นว่าอีกฝ่ายมีสายเลือดของเผ่าภูตจึงได้ยอมรับภูตความมืด แต่แท้จริงแล้วภูตความมืดมีประวัติความเป็นมาอย่างไร ไม่ว่าผู้ใดล้วนแต่ไม่รู้คำตอบ
ปีศาจวัยเยาว์ไม่มีเขา อีกทั้งยังไม่มีหาง แลดูแล้วมิต่างอันใดกับเด็กเล็กทั่วไปในเผ่ามนุษย์ หลังพาออกไปคงจะค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว
...จะว่าไปแล้ว เผ่าปีศาจทั้งหมดที่ตนเคยพบคล้ายจะไม่มีหาง คาดว่าเป็นเพราะความแตกต่างของสายพันธุ์กระมัง
ครั้นเดินมาถึงหน้าตรอก โม่จ้านหันไปมองบ้านหลังนั้นที่ใช้รวบรวมปีศาจวัยเยาว์ ด้านในจุดแสงไฟส่องสว่าง โม่จ้านลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปทางบ้านหลังนั้น
‘ทางออกที่สอง’ ที่เอ่ยถึงก็คือตรอกสายหนึ่ง ทางเข้าอยู่ในร้านค้าที่ถูกปล่อยร้างด้านข้าง หากตนต้องพาเหล่าเด็กๆ ออกไป จำเป็นต้องผ่านทางนั้น ถึงอย่างไรนี่ก็ยังไม่ดึกมากนัก จะไปสำรวจเส้นทางก่อนสักหน่อยดีหรือไม่?
พูดปั๊บทำปุ๊บ โม่จ้านใช้พละกำลังดังเช่นเมื่อยามปีนป่ายต้นไม้อยู่ในป่าปีนขึ้นมาบนกำแพงภายในไม่กี่อึดใจ ก่อนจะกระโดดลงสู่พื้นได้อย่างชดช้อย ภายในลานมีหนึ่งบ่อน้ำแห้งขอด ปากบ่อเต็มไปด้วยใยแมงมุม อีกทั้งยังมีหญ้าขึ้นหลายต้น แลดูแล้วคล้ายจะเป็นอุโมงค์ใต้ดิน
โม่จ้านยักไหล่ หากเหมือนเกินไปก็เท่ากับปลอม หากด้านนอกมีพลังเวทปลิวว่อน กำแพงที่ต่ำถึงเพียงนี้ย่อมมิอาจขวางกั้นสิ่งใดไว้ได้ จะทำให้ฝ่ายของตนถอยทัพอย่างวางใจได้อย่างไร
หลังผลักประตูชำรุดให้เปิดออก โม่จ้านกวาดสายตามองภายในห้อง มั่นใจแล้วว่าเป็นร้านค้าที่รกร้างจริงๆ--- มีประตูบานเล็กอยู่ตรงปลายเคาน์เตอร์ซึ่งถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาทึบ ทั้งยังมีชั้นวางหลายชั้นที่เอียงล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น
อีกฝ่ายมิได้บอกตนว่าประตูอยู่ที่ใด คาดว่าเป็นเพราะหาเจอมิยากนัก
เป็นไปตามคาด หลังโม่จ้านลองเหยียบลงบนพื้นไม่กี่แผ่นกลับหาจุดที่มีเสียงดังของช่องว่างพบได้อย่างง่ายดายเสียแล้ว ตนจัดการรื้อพื้นไม้เหม็นอับตรงมุมห้องออกหนึ่งแผ่น เผยให้เห็นอุโมงค์ขนาดใหญ่อย่างแท้จริงที่ด้านในมืดสนิท
โม่จ้านคลำกระเป๋ากางเกงโดยสัญชาตญาณ หลังควานหาอยู่ครึ่งค่อนวันจึงได้สติรู้ตัวแล้วพลันอดหัวเราะมิได้
“ข้ามามัวหาไฟฉายในต่างโลกด้วยเหตุใดกัน ผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้แล้วแท้ๆ...”
การผลิตตะเกียงพลังเวทจำต้องใช้ผงละเอียดของอัญมณีแหล่งพลังเวท มีเพียงตระกูลมั่งคั่งเท่านั้นที่จะสามารถซื้อไหว อีกทั้งยังมิอาจเปิดปิดได้ตามสะดวก ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดพกติดตัว แน่นอน ผลที่ตามมาของการพกอัญมณีแหล่งพลังเวทติดตัวก็คือการถูกโจรฉกชิงเช่นเดียวกับคุณผู้หญิงในฉากหลบหนีที่จัดขึ้นโดยเจียนั่ว
“ควรทำอย่างไรดี...หากจะทำคบเพลิงยามนี้คงมิทันการ หรือจะไปขอเทียนไขไม่กี่เล่มจากซีนั่ว?”
ทันทีทันใดนั้น โม่จ้านชักกริชออกจากฝักก่อนจะหันกายไปทางด้านหลัง แสงสีเขียวอ่อนปรากฏขึ้นเบื้องหน้าตนอย่างกะทันหัน โม่จ้านเตรียมจะถีบหนึ่งฝ่าเท้าออกไป ทว่าทันทีที่เห็นเขาโค้งงอไปด้านหลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ด้านหลังแหล่งกำเนิดแสงพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“...เจ้าเดาได้ว่าข้าจะมาที่นี่?”
“ด้วยความสามารถในการปฏิบัติงานของท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ หากไม่มาดูลาดเลาล่วงหน้า ข้ากลับต้องเป็นฝ่ายกังวลใจเสียแล้ว”
ซีนั่วส่งตะเกียงถือในมือให้โม่จ้านก่อนจะจุดตะเกียงถืออีกอัน ชี้ไปยังทางเดินที่มีกลิ่นดินชื้น บอกใบ้ว่าตนจะลงไปก่อน
“ซีนั่ว ตะเกียงเวทนั่นคือ...”
โม่จ้านขมวดคิ้วเอ่ยสิ่งที่สงสัยในใจออกไป ตนเพิ่งได้เปิดหูเปิดตาในความเรียบง่ายของอีกฝ่าย --- ด้านนอกนอกเหนือจากโต๊ะหนึ่งตัว นาฬิกาแขวนหนึ่งเรือน เก้าอี้สามตัวและเชิงเทียนหนึ่งคู่ก็ไม่มีสิ่งใดอีก หากมีตะเกียงเวทจริงๆ เช่นนั้นเพียงนำออกมาจัดวางในห้องโถงที่ใช้ประชุมเมื่อครู่เป็นพอ?
“...ท่านมิทราบ? นี่มิใช่ตะเกียงเวท เป็นหินฟลูออไรต์สีขาวเรืองแสง ยามที่จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่หลัวเล่อวิจัยการสกัดแร่อัญมณีแหล่งพลังเวทให้บริสุทธิ์ ได้ค้นพบส่วนประกอบโดยบังเอิญ หากนำหินฟลูออไรต์สีขาวมาแช่ในน้ำของพืชจำพวกต้นกก กระตุ้นด้วยพลังเวทเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยใส่พลังเวทลงไปไม่ขาดสาย จะทำให้มันสามารถส่องแสงสว่างได้หลายสิบนาที”
ซีนั่วจับขั้นบันไดอันให้สัมผัสเย็นเยียบลงไปใต้อุโมงค์ที่สูงประมาณส่วนสูงคนสองคน จากนั้นจึงยกตะเกียงขึ้นมาส่องทางให้แก่โม่จ้าน
“แม้หินฟลูออไรต์สีขาวจะราคามิสูงนัก ทว่ามันกลับใช้ได้เพียงครั้งเดียว คนทั่วไปไม่มีพลังเวท และจอมเวทที่ไม่ขาดแคลนเงินจึงเลือกที่จะใช้ตะเกียงเวท ดังนั้น ‘ตะเกียงฟลูออไรต์’ จึงไม่มีค่า ขายได้ไม่มากนัก”
...เหตุใดจึงเป็นหลัวเล่ออีกแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในสามจอมเวทที่มีชื่อเสียง กระนั้นอัตราการออกหน้ากล้องของเจ้าคนที่ชอบวิจัย ‘สิ่งรอบตัว’ ผู้นี้จะสูงเกินไปหน่อยแล้วกระมัง
โม่จ้านพยักหน้า อีกฝ่ายลงไปก่อนแล้ว คาดว่าคงเป็นเพราะต้องการระงับความสงสัยของตน เห็นทีซีนั่วเองก็พยายามสื่อถึงความจริงใจอย่างสุดความสามารถเช่นเดียวกัน
“ท่านโม่เจ๋อเอ่อร์ หากตะเกียงดับลงให้ขับเคลื่อนพลังเวทไปกระตุ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยใส่พลังเวทเข้าไปเรื่อยๆ เป็นพอ”
หินฟลูออไรต์ใจกลางตะเกียงเริ่มกะพริบ ซีนั่วเอ่ยเตือนหนึ่งประโยคก่อนเดินไปข้างหน้า โม่จ้านเพิ่งจะยืนได้มั่นคง หินฟลูออไรต์พลันดับลงอย่างรวดเร็ว แสงสว่างพลอยเลือนหายไปด้วยเช่นกัน
…นี่มันมิต่างกับหมดถ่านสักนิด
โม่จ้านแขวะอยู่ในใจหนึ่งประโยค ขณะกำลังจะขับเคลื่อนพลังธาตุ ทันใดนั้นพลันนึกบางสิ่งขึ้นได้
“ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว กำหนดพลังธาตุที่ใช้กระตุ้นหินฟลูออไรต์หรือไม่?”
“อืม ไม่มี หากท่านใช้พลังธาตุน้ำแข็ง แสงตะเกียงจะเป็นสีน้ำเงินอ่อน ยามเข้ารับการทดสอบพลังธาตุเพื่อเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ใช้—- แค่ก!!”
ครั้นเห็นตะเกียงส่องแสงสีม่วงอ่อน ประโยคหลังของซีนั่วถึงกับถูกกลืนลงท้องไปเสียทื่อๆ กลายเป็นหนึ่งเสียงไอโดยไม่ทันตั้งตัว
“เป็นอันใดไป ท่านหัวหน้ากิลด์ซีนั่ว? ท่านมิได้บอกข้าว่าตะเกียงนี้จะเปลี่ยนสีต่างกันออกไปตามพลังธาตุเองหรือ…”
โม่จ้านเอียงหน้ามองไปทางมังกรกึ่งมนุษย์ นิ้วมือขยับเล็กน้อย พลังธาตุสายฟ้าที่โอบล้อมรอบปลายนิ้วพลันสลายหายไปในอากาศ
“…อืม สีนี้ดูมืดไปสักหน่อยจริงๆ รอมันดับแล้วข้าจะใช้พลังธาตุน้ำลองดู”
“เคร้ง!”
ตะเกียงทำจากโลหะที่ไม่นับว่าประณีตร่วงลงสู่พื้น ซีนั่วยืนตะลึงอยู่ที่เดิม คลื่นลูกใหญ่ภายในใจได้ส่งผลกระทบต่อสีหน้าที่ยามปกติจงใจระงับเอาไว้เสียแล้ว
“...ท่าน...ราชา...ปีศาจ...”
ริมฝีปากของซีนั่วสั่นเครือพลางพึมพำไม่กี่คำออกมาอย่างคลุมเครือ โม่จ้านที่ห่วงเล่นกำลังจดจ่ออยู่กับการ ‘ปรับ’ สีตะเกียงให้กลายเป็นน้ำเงินอ่อน ไม่ทันได้ยินคำกล่าวของซีนั่วอย่างชัดเจน จากนั้นจึงถือตะเกียงเดินไปยังข้างกายซีนั่ว
“เมื่อครู่หัวหน้ากิลด์ซีนั่วพูดว่าอันใดหรือ? ขออภัยข้าได้ยินไม่ถนัด..”
“...ไม่ ไม่มีอันใด พวกเราเดินไปข้างหน้ากันเถิด”
ซีนั่วพยายามสูดหายใจเข้าลึกสุดกำลังก่อนจะผ่อนออกมาอย่างช้าๆ ก้าวเท้าเดินตรงไปด้านหน้าท่ามกลางสายตาฉายแววแปลกใจ โม่จ้านที่นำความสนใจกลับมายังภายในอุโมงค์ไม่ทันสังเกตเห็นว่า ในเสี้ยววินาทีที่มังกรกึ่งมนุษย์หันหน้ากลับไป หัวไหล่ทั้งสองข้างนั้นกำลังสั่นเทาอย่างแผ่วเบา
ซีนั่วขบกรามแน่น ลมหายใจแปรเปลี่ยนเป็นไม่สม่ำเสมอเช่นกัน ครั้นได้เห็นว่าโม่เจ๋อเอ่อร์ ‘จุด’ ตะเกียงที่เพิ่งดับลงเป็นสีแดงอีกครั้ง ความรู้สึกนับร้อยพันพลันหลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของซีนั่ว ร่างกายที่แบกรับภาระหนักอึ้งและจิตใจที่ตึงเครียดของมังกรกึ่งมนุษย์มิอาจควบคุมอารมณ์อีกต่อไป หยาดน้ำอุ่นไม่กี่หยดหลั่งรินลงมาจากหางตา
เป็นองค์ราชาปีศาจนี่เอง...ถึงแม้อีกฝ่ายอาจจะสูญเสียความทรงจำไปแล้ว...แต่นั่นจะต้องเป็นองค์ราชาปีศาจอย่างแน่นอน...
มีเพียงองค์ราชาปีศาจเท่านั้นที่จะมีพรสวรรค์อันแกร่งกล้าสามารถขับเคลื่อนพลังเวทธาตุอื่นที่นอกเหนือจากพลังเวทแห่งแสงได้...
และมีเพียงองค์ราชาปีศาจเท่านั้นที่สามารถขับเคลื่อนพลังเวทได้โดยไม่ต้องใช้ไม้คทา สามารถเรียกใช้พลังธาตุและเปลี่ยนแปลงประเภทของเวทมนตร์ได้ตามใจต้องการ...
องค์ราชาปีศาจมิได้จากพวกเราไป...เพียงเปลี่ยนวิธีการกลับมาคอยอยู่เคียงข้างพวกเรา...
เสียใจหรือไม่? แน่นอนว่าเสียใจ
องค์ราชาปีศาจจดจำพวกเรามิได้แล้ว อีกทั้งยังมิอาจจดจำเรื่องราวภายในเผ่าพันธุ์ได้เช่นกัน ถึงขั้นที่ว่ากระทั่งพละกำลังยังหวนกลับสู่ระดับอ่อนแอที่สุด ชุดตะเกียงที่ตนตั้งใจทำตามรูปแบบที่องค์ราชาปีศาจชื่นชอบมากที่สุด อีกฝ่ายก็หลงลืมไปจนหมดสิ้น
ดีใจหรือไม่? แน่นอนว่าย่อมดีใจ!
องค์ราชาปีศาจมิเพียงแต่ได้กลับมาเกิดใหม่ ทว่ายังถึงขั้นหลุดพ้นจากคำสาปสะกดรอยที่เป็นดังฝันร้าย ปรากฏกายในรูปลักษณ์ใหม่ต่อหน้าเผ่า ขอเพียงองค์ราชาปีศาจพาเด็กๆ หนีไป เผ่าปีศาจจะต้องได้รับชีวิตใหม่อีกครั้งเป็นแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้เหล่านักรบต้องพลีชีพจนสิ้นก็ยังคงเหลือต้นกล้าของเผ่าพันธุ์เอาไว้ จุดประกายความหวังที่จะดำรงอยู่สืบไป
ภายในใจของมังกรกึ่งมนุษย์บังเกิดกระแสไออุ่นพรั่งพรูออกมาก่อนจะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งกาย