ไม่ทันไรเวลาก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ครึ่งเดือนมานี้สวีหว่านหนิงไม่ได้อยู่เฉยเธอศึกษาวิจัยวิธีผลิตอาหารกระป๋อง
เธอเข้าใจขั้นตอนการผลิตอาหารกระป๋องดีและจัดการปัญหาเรื่องขวดแก้วที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ได้แล้ว
แต่ยังมีปัญหาใหญ่คือเธอไม่มีเครื่องจักรที่จะใช้ปิดฝาแบบสุญญากาศ
โชคดีที่ชาติก่อนนอกจากศึกษาค้นคว้าด้านการทำอาหารแล้วสวีหว่านหนิงยังชอบอ่านหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งยังเป็นคนความจำดีมาก
เธอเคยอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เล่มหนึ่งที่เขียนวิธีการผลิตอาหารกระป๋องในยุคแรกเอาไว้
ตอนนั้นคือช่วงศตวรรษที่19 เป็นยุคสมัยที่อุตสาหกรรมยังไม่เจริญก้าวหน้าถ้าตอนนั้นผู้คนสามารถผลิตอาหารกระป๋องได้ เธอในตอนนี้ย่อมทำได้อย่างแน่นอน!
สวีหว่านหนิงหยิบกระดาษกับปากกาแล้วเริ่มนั่งขีดๆ เขียนๆ
เธอจะต้องวาดเครื่องจักรที่ใช้ผลิตอาหารกระป๋องยุคแรกออกมาให้ได้
แม้จะผ่านการปรับปรุงหลายต่อหลายครั้งและเครื่องจักรก็ใช้งานดีขึ้นเรื่อยๆแต่เห็นได้ชัดว่าวัสดุที่ใช้ในการผลิตเครื่องจักรยังคงขาดแคลน เธอเกรงว่าวิธีการผลิตเครื่องจักรจะซับซ้อนจนเกินความสามารถที่จะผลิต
ขอเพียงผลิตอาหารกระป๋องจนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างรับรองว่าจะต้องกลายเป็นที่ฮือฮาถึงตอนนั้นเธอค่อยถือโอกาสเสนอเรื่องปรับปรุงพัฒนาเครื่องจักรเชื่อว่าผู้มีอำนาจจะต้องอนุมัติและให้การสนับสนุนเพิ่มอย่างแน่นอน
“ฟู่...ในที่สุดก็เสร็จสักที” สวีหว่านหนิงขยับแขนและลำคอที่ปวดเมื่อยไปหมดเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นต้าชุนกับเยาเม่ยกำลังจูงมือหยวนซินยืนอยู่หน้าห้อง
“เธอมาได้ยังไง”
“ฉันมีธุระกับเธอแต่เห็นเธอยุ่งอยู่เลยไม่อยากรบกวน”
“เร็วเข้ารีบเข้ามานั่งสิ”
“ต้าชุนไปรินน้ำอุ่นๆ มาให้น้าหยวนหน่อยสิลูก”
หยวนซินค้อนควัก “เรียกน้าได้ยังไงกันฉันยังโสดอยู่นะ ควรเรียกพี่มากกว่า”
สวีหว่านหนิงกลอกตาใส่เธอเล็กน้อย“ได้ ขอแค่เธอไม่ถือสา ถ้าฉันจะอาวุโสกว่าเธอหนึ่งรุ่น”
หยวนซิน “......”
“คิดเสียว่าฉันไม่เคยพูดแล้วกัน!”
ต้าชุนยกน้ำอุ่นมาส่วนเยาเม่ยเอาเมล็ดสนที่เผาจนสุกแล้วมาให้อีกหนึ่งอย่าง “ทานสิคะคุณน้า”
“ขอบใจจ้ะต้าชุน เยาเม่ย” หยวนซินหยิบลูกอมรสนมสองเม็ดให้กับเด็กสองคน
เด็กน้อยทั้งสองคนไม่ปฏิเสธแต่หันไปมองสวีหว่านหนิงพร้อมกันเมื่อเห็นสวีหว่านหนิงพยักหน้าถึงรับลูกอมมาแล้วกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงน่ารัก “ขอบคุณค่ะ/ครับคุณน้า”
หยวนซินโล่งอกเธอกลัวถูกปฏิเสธอีกครั้งจริงๆ
สวีหว่านหนิงเห็นภาพตรงหน้าแล้วอดขำไม่ได้
ต้าชุนกับเยาเม่ยฉลาดมากคงเพราะร่างเดิมเคยทำไม่ดีกับพวกเขามามากทำให้พวกเขากลายเป็นเด็กที่รู้จักสังเกตสีหน้าของคนอื่น
ตอนหยวนซินมาที่บ้านครั้งแรกให้ความรู้สึกไม่เป็นมิตรสักเท่าไรกอปรกับตัวเธอเองก็เพิ่งทะลุเข้ามาในหนังสือ ยังไม่เข้าใจสถานการณ์มากนักเลยแสดงท่าทีไม่ค่อยดีกับหยวนซินเด็กสองคนเห็นดังนั้นย่อมไม่กล้ากินลูกอมที่หยวนซินให้มา
แต่ครั้งก่อนหยวนซินเป็นคนมาแจ้งข่าวบอกให้หลินอันไปช่วยสวีหว่านหนิงเพราะฉะนั้นเด็กสองคนจึงรู้สึกติดค้างบุญคุณหยวนซินหนึ่งครั้ง
อีกอย่างพวกเขาก็สัมผัสได้ว่าสวีหว่านหนิงปฏิบัติตัวกับหยวนซินไม่เหมือนเมื่อก่อนดังนั้นคราวนี้จึงไม่ได้ปฏิเสธลูกอมของหยวนซินอีก
สองพี่น้องรับลูกอมเสร็จก็เดินออกไปข้างนอกต้าชุนยังช่วยปิดประตูห้องให้อีกด้วย
“ว่ามาสิมาหาฉันมีธุระอะไร”
“ฉันอยากแลกตั๋วน้ำตาลกับเธอหน่อย”
“หือ?”
“ฉันได้ยินเรื่องที่หมู่บ้านของเราจะมีการสร้างโรงงานสาขาแล้วพูดตามตรง ฉันอยากเข้าทำงานในโรงงาน เงินเดือนอะไรนั่นไม่สำคัญสำคัญที่ฉันไม่อยากทำไร่ทำนาเพื่อแลกกับคะแนนแรงงานอีกแล้ว แต่ฉันเป็นแค่จือชิงอยากจะเข้าทำงานในโรงงานคงไม่ใช่เรื่องง่ายฉันเลยอยากซื้อของบางอย่างไปให้กับหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้าน”
“วางใจได้ฉันมีเงิน ฉันจะซื้อมันในราคาที่เท่าเทียมกัน หรือจะให้จ่ายเงินเพิ่มก็ไม่เป็นไร”
“เธอคิดว่าฉันอยากได้เงินของเธองั้นหรือ”
สวีหว่านหนิงกล่าวเสียงเย็นแต่สุดท้ายก็หยิบตั๋วแลกของออกมาจากลิ้นชัก
“มันซื้อน้ำตาลทรายแดงกับลูกอมรสผลไม้ได้อย่างละหนึ่งกิโลกรัมพอหรือเปล่า”
ยุคนี้น้ำตาลถือเป็นสินค้าราคาแพงให้น้ำตาลทรายแดงกับลูกอมรสผลไม้คนละครึ่งกิโลกรัมถือว่ามากพอแล้วอีกอย่างเธอหยวนซินก็เตรียมของอย่างอื่นเอาไว้ด้วยเช่นกัน
“พอแล้วพอแล้วละ!” หยวนซินยื่นเงินให้สวีหว่านหนิง “เอ้า เงินสองหยวนพอแลกกับตั๋วน้ำตาลหรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงมองเงินที่หยวนซินวางบนโต๊ะแล้วคลี่ยิ้ม“เธอว่า มีโอกาสไหมที่ต่อให้เธอให้ของขวัญพวกเขาไป แต่พวกเขาก็ไม่มีวิธีที่จะทำให้เธอได้เข้าทำงานในโรงงานน่ะ”
วันนั้นตอนอยู่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่หัวหน้าเทศบาลชุมชนอย่างหัวหน้าเฉินได้มอบหมายอำนาจหน้าที่ให้กับผู้บริหารโรงงานที่ผ่านการคัดเลือกอย่างสวีหว่านหนิงแล้ว
นั่นก็หมายความว่าขอแค่ผ่านด่านสวีหว่านหนิงไปได้ ก็จะได้เข้างานในโรงงาน
ถึงอย่างไรเธอก็เป็น‘คนต่างถิ่น’ แม้จะรู้จักคนในหมู่บ้านต้าเจียงแต่ไม่ได้สนิทสนมมากแม้จะไม่เคยมีความขัดแย้งกับใครมากมาย แต่ก็ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับใครเป็นพิเศษเธอจึงสามารถคัดเลือกคนเข้าทำงานในโรงงานได้อย่างยุติธรรม
หยวนซินเองก็ได้ยินข่าวลือว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากปักกิ่งที่มาเยือนหมู่บ้านคือพี่ชายของสวีหว่านหนิงฟังจากน้ำเสียงของสวีหว่านหนิงในตอนนี้ ดูท่าจะมีรายละเอียดที่เธอยังไม่รู้
หยวนซินหรี่ตาลงแล้วถามหยั่งเชิงว่า “ถ้าฉันยกของขวัญที่เตรียมให้หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านให้เธอเธอจะให้ฉันเข้าทำงานในโรงงานไหม”
“แค่กแค่ก!” สวีหว่านหนิงยกมือป้องปากแล้วแสร้งไอออกมาเธอฉีกยิ้มทั้งใบหน้า “ฉันเป็นคนยุติธรรมมากไม่คิดจะรับสินบนจากใครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเธอให้ของขวัญฉันมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์!แต่ว่า...”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของสวีหว่านหนิงกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหยวนซิน สวีหว่านหนิงพูดต่อว่า “นอกจากพนักงานในสายการผลิตยังต้องมีพนักงานฝ่ายการเงิน ฝ่ายบัญชีต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษาฉันคิดว่าเธอลองดูได้”
หยวนซินตาเป็นประกาย“ฉันทำได้พอดีเลย!”
“อืมถ้าอย่างนั้นเธอเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนได้ เข้าเดือนที่สามของฤดูใบไม้ผลิเมื่อไรน่าจะเริ่มประกาศรับสมัครพนักงานแล้ว”
ได้ยินสวีหว่านหนิงพูดเช่นนี้หยวนซินก็สบายใจ
“ถ้าอย่างนั้นตั๋วน้ำตาลพวกนี้...”
สวีหว่านหนิงรวบมันกลับมาใส่ในลิ้นชัก“ในเมื่อเธอไม่ต้องให้ของขวัญแล้ว ก็คงไม่ต้องใช้ตั๋วน้ำตาลแล้วสินะ”
หยวนซินเบ้ปาก
ใครบอกว่าเธออยากได้ตั๋วน้ำตาลเพราะจะเอาไปซื้อของขวัญให้คนอื่นอย่างเดียวเธอซื้อมากินเองไม่ได้หรือไง ไม่รู้หรือว่าตอนนี้ตั๋วน้ำตาลหายากแค่ไหน
“จริงสิฉันบอกข่าวสำคัญให้เธอรู้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เธอก็ควรช่วยฉันด้วยหรือเปล่า”
“ว่ามาสิ” หยวนซินนั่งตัวตรง
เธอกลัวการติดหนี้บุญคุณคนอื่นเป็นที่สุดข่าวที่สวีหว่านหนิงบอกให้เธอรู้อย่างอ้อมค้อมช่วยเธอได้มากเธอก็ควรตอบแทนอีกฝ่ายมิใช่หรือ เทียบกับการคิดหาวิธีตอบแทนด้วยตัวเองสู้มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับสวีหว่านหนิงจะดีกว่า
“เธอยังมีทองคำเหลืออยู่ไหม”
“เธอจะเอาไปทำอะไร” หยวนซินมองสวีหว่านหนิงอย่างหวาดระแวง
เธอแบ่งทองคำให้อีกฝ่ายไปแล้วทำไมยังพูดถึงเรื่องนี้อีก!
“ทองคำแท่งของเธอคงเอาไปแลกที่ตลาดมืดยากสินะสถานการณ์ในปัจจุบัน ถ้าเอาทองคำแท่งไปแลกเงิน มูลค่าของมันจะลดน้อยลงฉันพูดถูกไหม”
หยวนซินนิ่งเงียบ
ทองคำแท่งที่เธอค้นพบใต้โต๊ะตัวนั้นอย่างต่ำหนักแท่งละสองตำลึง แต่ในตลาดมืดกลับแลกเงินได้เพียงสิบหยวนเท่านั้น
เงินจำนวนนี้ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่าจริงด้วยซ้ำ
แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นเช่นนี้จะเก็บไว้กับตัวก็ไม่สะดวกถ้าต้องกังวลตลอดเวลาว่าจะถูกคนอื่นเจอเข้าแล้วขโมยไปหรือไม่สู้เอาไปแลกเงินจะคุ้มค่ากว่า