จอมพธูใช้เวลาอีกสองถึงสามชั่วโมงที่เหลือแวะไปยังร้านค้าที่เคยติดต่องานกันไว้ เลือกเฟอร์นิเจอร์ได้เกือบครบครัน เริ่มรู้สึกเหนื่อยจนล้าเพราะที่ผ่านมา การรับงานจากบริษัทแต่ละครั้ง ล้วนมีเวลาพอสมควรให้เตรียมงานไม่ต้องเร่งรีบขนาดนี้ ดังนั้นหล่อนจึง้าเสาะหาข้าวของทุกชิ้นให้เสร็จโดยเร็วแม้ว่ายังไม่ได้ของกระจุกกระจิกเป็ตัวเสริม แต่เวลาที่เหลืออีกสองวันก่อนจะเริ่มงานจริงก็คงเพียงพอ
หญิงสาวขับรถถึงบ้านเมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีดวงตะวันหลุบหายไปตามเส้นโค้ง เงาเมฆสีพยับหมอกโรยตัวครอบคลุมทุกพื้นที่อากาศโดยรอบสบาย ยิ่งบริเวณสวนหน้าบ้าน ปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ความร่มครึ้มใกล้ค่ำชวนให้หล่อนชื่นในอกอย่างบอกไม่ถูก ความเหนื่อยกายที่มีมาทั้งวันเลือนหายเป็ปลิดทิ้ง
หล่อนลงรถก็เดินมานั่งที่เก้าอี้หวายใต้ต้นแสงจันทร์ยามค่ำใบสีเหลืองอมเขียวอ่อนกระจ่างนวลตา ยิ่งแสงจากดวงจันทร์ส่องกระทบเกิดประกายยิ่งดูเหมือนไม้ต้นนี้เป็กัลปพฤกษ์ในแดนสรวงก็ไม่ปาน
เมื่อล้มตัวเอนกายแทนที่จะเข้าบ้านจึงเพลินตาเพลินใจนั่งอ้อยอิ่ง ทอดอารมณ์คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย...ในมวลความคิดเ่าั้ไล่เรียงลำดับั้แ่เื่ของจันทร์เ้ากับชายชื่อโอมนึกแล้วให้รู้สึกกังวลแทนน้องสาว เกรงว่าจะตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนเ้าชู้เพราะที่ผ่านมาจันทร์เ้านั้นก็ไม่เคยแสดงความสนอกสนใจในตัวชายจนถึงขั้นคบหาจริงจังแถมยังปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างที่ไม่เคยเห็น ความเป็พี่จึงนึกห่วงใยโดยสายเืและคำนึงไปถึงบุพการี ถ้ามารดาซึ่งเจ็บกระปอดกระแปด สามวันดีสี่วันไข้เช่นนี้รับรู้เื่การคบหาผู้ชายของจันทร์เ้า บางทีอาจทำให้ท่านทรุดมากกว่าเก่าก็เป็ได้
เพราะอย่างไรคุณญาดาก็ได้ชื่อว่าเป็แม่ที่รักลูกสาวทั้งสองคนมาตลอดแม้บางทีการแสดงออกอาจดูเหลื่อมล้ำไปบ้างในสายตาน้องสาว แต่จอมพธูก็เชื่อเสมอมาถึงความรักที่ท่านไม่เคยลำเอียง รักใครมากกว่ากัน
แม้นจะคิดเื่นี้ยังไม่ตก...เื่ของการออกจากงานครั้งนี้ก็เช่นกันไม่ควรจะเข้าหูมารดาโดยเด็ดขาด พอความคิดจากที่นั่งสบายถูกปัญหาเข้ามาบดบังจนใจเริ่มมัวมน ความกระสับกระส่ายในกายก็แสดงออกด้วยการถอนหายใจซ้ำๆติดกัน
มาสะดุ้งเกือบสุดตัวเมื่อเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยทัก
“ว่าไงล่ะลูกสาวของพ่อมานั่งคิดอะไรอยู่คนเดียวในมุมมืด เห็นกลับเข้าบ้านมาตั้งหลายนาทีแล้วไม่ใช่เหรอทำไมไม่เข้าบ้าน มานั่งตากน้ำค้างอยู่คนเดียว เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”
น้ำเสียงอันแหบพร่าจากวัยวันของบิดาซึ่งล่วงเข้าสู่ปีที่หกสิบบ่งชี้ถึงความห่วงใยแฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นเต็มเปี่ยม เมื่อจอมพธูเหลียวไปมอง เห็นเป็พ่อหล่อนก็ลุกขึ้น โผตัวเข้ากอดกระชับร่างของบิดาจนแแ่
“พ่อกลับมาั้แ่เมื่อไหร่คะไม่ให้สุ้มให้เสียง เดี๋ยวจอมหัวใจวายจะทำยังไงละคะ”
คนเป็พ่อลูบเรือนผมของลูกสาวถี่ขึ้น “ยังไม่ทันจะแก่เลยชอบบ่นแทนแม่เราซะแล้ว”
“ทำเป็ล้อจอมว่าแต่พ่อเถอะค่ะ จะกลับมาบ้านก็ไม่เห็นโทร.มาบอกจอมไว้ก่อนจอมจะได้รีบกลับบ้านมาแต่วัน ทำอาหารที่พ่อโปรดให้ทาน”
คุณทรงกลดส่งเสียงอิ๊อ๊ะในลำคอ “ไม่ต้องให้มันเป็พิธีการขนาดนั้นหรอกน่าทำยังกับไม่ได้เจอหน้ากันมาเป็แรมปี แค่จอมทำงานของตัวเองก็ยุ่งจะตายชักจนไม่มีเวลาเหลือมานั่งทำอาหารหรอกมั้ง”
ลูกสาวยังเคลียคลอเหมือนเมื่อครั้งเป็เด็กบนไหล่ผู้เป็พ่อ“ต่อให้ยุ่งแค่ไหนถ้าเป็เื่สำคัญของพ่อกับแม่ จอมมีเวลาให้เสมอแหละค่ะ”
“ทำมาประจบเข้าโตจนอายุเท่าต้นแสงจันทร์ต้นนี้แล้วล่ะมั้ง”
ต้นแสงจันทร์ต้นนี้ เติบโตเมื่อเริ่มลงดินที่สวนหน้าบ้านนี้เคียงคู่มารุ่นราวคราวเดียวกับที่จอมพธูแรกเกิดดังนั้นเมื่อหล่อนเริ่มโตตามวัย ในทุกปีที่วิ่งเล่นแถวนี้ก็เห็นมันเจริญงอกงามขึ้นตามลำดับ สูงขึ้นจากเหนือศีรษะจนบัดนี้สองมือเอื้อมจนสุดแขน ก็เลยความสูงนั้นไปหลาย่ตัวทีเดียว
“แล้วพ่อทานข้าวรึยังคะถ้ายัง เดี๋ยวจอมจะได้เข้าไปจัดสำรับให้ เผื่อจะได้นั่งทานพร้อมกัน”
“งั้นก็ไปทานข้าวกันดีกว่าท้องพ่อชักหิวแล้ว เข้าไปในบ้าน พ่อจะได้เล่าเื่ที่พ่อไปทำให้ลูกฟังด้วย”
สองพ่อลูกจึงเดินประคองคู่กันไปแสดงความอบอุ่นอย่างที่ใครเห็นคงนึกอิจฉาในความรัก ทว่าก่อนถึงประตูบิดาก็เอ่ยถามขึ้น
“แล้วไม่รอน้องกลับมาทานพร้อมกันเหรอ...พ่อว่าจะถามเื่ของจันทร์อยู่เหมือนกันเห็นแม่ปองบอกว่า จันทร์จะได้งานทำเป็นักออกแบบเสื้อผ้าอย่างที่พูดบ่อยๆจริงหรือเปล่า”
คำถามนั้นแสดงออกว่าคุณทรงกลดเป็ห่วงลูกสาวคนเล็กไม่แพ้กัน จอมพธูเห็นดังนั้นทำได้เพียงแค่พยักหน้าตอบรับ โดยที่ตนเองก็ยังไม่แน่ชัดทีเดียว
บิดาจึงพูดลอยๆขึ้นมาบอกให้รู้ว่าคิดอย่างที่พูด “ถ้าจันทร์ได้งานทำจริงพ่อก็ดีใจ จะได้ไม่รู้สึกเบื่อ เวลาที่อยู่บ้านกับคนแก่ๆ”
“พ่อคะ...อย่าพูดอย่างนั้นสิคะบ้านเราไม่เห็นจะมีใครแก่สักคน”
เสียงหัวเราะทั้งสองคนประสานกันในจังหวะเดียวกับที่แสงไฟจากหน้ารถคันยาวสีดำเข้ามาจอดเทียบยังประตูรั้วบ้านในตำแหน่งเดียวกับที่มาจอดเมื่อวันก่อนโดยที่ชายหนุ่มนามว่าโอมเดินลงมาส่งสตรีซึ่งนั่งเคียงเป็ตุ๊กตาหน้ารถอย่างวันก่อนเช่นกัน
โอมเข้ามาโอบเอวจันทร์เ้าตระกองกอดอย่างใกล้ชิด ขณะที่จุมพิตสั่งลาหญิงสาวอย่างอ้อยอิ่งเช่นเคยสายตาหวานซึ้งเห็นได้ชัดจากแสงไฟสลัวที่โคมต้นเสาช่างเป็ภาพที่ใครๆยามพบเห็นคงรู้สึกอิจฉาในความรักของหนุ่มสาวเป็แน่แท้
ทว่าไม่ใช่ในสายตาของคุณทรงกลด!
มือข้างหนึ่งที่กุมแขนลูกสาวคนโตมีอาการสั่นเทาแม้ไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้จอมพธูรับรู้ได้ และไม่อยากนึกต่อเลยว่าการที่พ่อได้เห็นบุตรสาวคนเล็กไม่ถือเนื้อถือตัวต่อผู้ชายคนหนึ่งที่ท่านไม่เคยรู้จักมาก่อน จะกล่าวคำใดออกมา
....................................................จบตอนที่ 5