ตอนที่เจ็ดสิบ อาหรับราตรี 3
แม้จะดูฉากนี้มาจนนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็กจนวัยทำงานจนผมลืมความรู้สึกครั้งๆแรกๆที่รู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัวไปจนหมด
แต่ตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันกลับมาอีกแล้ว
ปรกติแล้วผมติดนิสัยนับก้าวของตนเองไว้เสมอและตอนนี้ผมก็ทำเช่นนั้น
ในฉากที่ตัดไปไม่ได้บอกว่าเราต้องเดินไปไกลเท่าไรจนกว่าจะถึงกองภูเขาสมบัติที่เป็นพื้นที่ที่มีตะเกียง
อาจจะมีคนบอกว่ามันคือการรักษาความปลอดภัยที่โง่เง่ามากที่วางตะเกียงไว้โจ่งแจ้งอย่างนั้น
แต่ที่แท้จริงแล้วผมเรียกมันว่า
กับดักแห่งความตาย
Death Trap
ที่ไม่มีคนรอดไปได้นอกจากคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์แน่วแน่อย่างอาละดินเท่านั้นถึงจะทำได้
เพราะคนทั่วไปเมื่อเข้ามาถ้ำปิดไล่หลังก็จะหวาดกลัว
ทรัพย์สมบัติมากมายที่กองราวกับภูเขาตรงหน้าทำให้คนทั่วไปเสียสติบ้าคลั่งกอบโกยสมบัติเข้าอกเสื้อห่อผ้า ทุกอย่างที่ใส่ได้ในร่างกายและแม้แต่จะเริ่มทรยศคนที่มีด้วยกันเพราะความโลภด้วยซ้ำ
และเพราะความโลภในสมบัติทำให้ลืมปัญหาไปข้อหนึ่งคือ
จะเอาสมบัติออกไปจากถ้ำอย่างไร?
แบกข้าวของทองคำมหาศาลจนหนักเกินไปก็ไม่สามารถเอาออกไปได้
การจะออกจากรูบนถ้ำต้องอาศัยคนหลายคนร่วมมือกัน
ร่วมมือกัน
นี่ล่ะปัญหา
แม้แต่อาละดินพ่อหนุ่มใจบริสุทธิ์ที่ไม่คิดจะหักหลังใครก็จะโดนผลักมาให้ตายอยู่ในถ้ำนี้
คนอื่นๆอาจจะคิดว่าจาฟฟาโง่เขลาทำไมไม่มาเอากตะเกียงด้วยตนเองเหตุผลมันก็ง่ายนิดเดียว
เขาคิดว่าคนอื่นจะหักหลังตนเองแย่งเอาตะเกียงและสมบัติไป
จาฟฟารู้จิตใจของพวกหัวขโมยและอาชญากรที่เขาจ้างมาว่า
หากเป็นตนเองก็จะทำแบบเดียวกัน
“จิตใจบริสุทธิ์”
ไม่ใช่สิ่งที่พูดมาเล่นๆแต่คือเงื่อนไขจที่จะเอาชีวิตรอดจากถ้ำนี้....หากไม่มียานพาหนะจากยุคอวกาศอย่างผมล่ะนะ
หลังจากเดินมาประมาณหนึ่งพันก้าว
ภาพก็ปรากฏสายตาเริ่มจากแสงสีทองเรืองรองเล็กน้อย
ก่อนที่จะส่องสว่างราวกับกลางวันด้วยภูเขาทองคำและสมบัติสุดลูกหูลูกตา
และบนกองภูเขานั้นผมกวาดสายตาและความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์ที่หน้ากากชุดอวกาศของผมในการค้นหา
ตะเกียงเก่าๆที่ดูไม่มีค่าได้ปรากฏขึ้นบนสายตาของผม
ตะเกียงวิเศษจินนี่
ของที่มีค่ามากที่สุดในถ้ำมหาสมบัตินี้