สองสามวันต่อมา
มู่หรงเซียวออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำเจียงหานกับเมิ่งเซียง นางทอดสายตามองกระแสน้ำที่ไหลผ่าน ััสายลมยามสาย ผ่อนคลายความรู้สึกในใจ
เวลานี้แอบหลังต้นไม้ใหญ่เพราะคิดอยากยืนยันบางสิ่งบางอย่างให้แน่ใจว่าเื่ราวเป็ไปตามนิยายหรือไม่ ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของคนสองคนเดินมาใกล้ศาลาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของต้นไม้ หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักคิดในใจว่า ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย เขาพานางมาที่นี่เพราะ้าแสดงให้หลี่ิฮ่าวเห็นว่ากำลังเดินหน้าคว้าความรักจากเสิ่นอวี้หลานมาให้ได้
“ได้ออกมาเดินเล่นกับเ้าเช่นนี้ดียิ่งนัก” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยกับเสิ่นอวี้หลาน “ตอนเด็ก ๆ พวกเรามักจะมาที่นี่กันบ่อย ๆ เพราะเ้าชอบความเงียบสงบไม่ใช่หรือ”
“ยังจำเื่นั้นได้อยู่หรือเ้าคะ”
น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นจนทำให้คนที่หลบอยู่หลังต้นไม้แอบโผล่หน้ามามองอยู่ไม่ห่าง ส่งสัญญาณให้เมิ่งเซียงรู้ว่าอย่ามีพิรุธ
“ข้าจำเื่ของเ้าได้อยู่แล้ว อวี้หลาน” เ้าตัวพูดอย่างมั่นใจ ไม่เคยลืมว่านางชอบสิ่งใด ไม่ชอบสิ่งใด “วันพรุ่งนี้ไปเดินเล่นทางฝั่งโน้นด้วยดีหรือไม่ เ้าชอบดอกไม้ที่ประดับตรงทางขึ้นสะพานไม่ใช่หรือ”
“จริงด้วย แต่ว่าพรุ่งนี้ท่านพี่ว่างหรือเ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าต้องฝึกทหารใหม่”
“ข้าว่างเสมอหากเ้า้า”
มู่หรงเซียวได้ยินเช่นนั้นจึงนิ่วหน้าคิดในใจว่า ว่างเสมอหากเ้า้าอย่างนั้นหรือ หยางเสวี่ยเฟย เ้ามีเวลาออกมาเที่ยวเตร่กับสตรีอื่นที่ไม่ใช่ภรรยายังมีหน้ามาว่าข้าใกล้ชิดกับบุรุษอีกหรือ ตอนนั้นข้ายังไม่ได้แต่งงานกับเ้าด้วยซ้ำ แต่เวลานี้เ้าแต่งงานกับข้า เ้ากล้าทำ… เฮ้อ… ข้ารู้อยู่แล้วว่าพระรองอย่างเ้ามีนางเป็รักแรก แต่ว่าการกระทำของเ้าที่ผ่านมาคืออะไรกัน เ้าทำดีกับข้าเพราะจำใจ ฝืนทำเพราะนั่นเป็บทละครของเ้าหรือ
ไม่รู้หรือว่าข้ารอเ้ากลับจวนทุกวัน ไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวคลาดกันกับเ้า ใคร ๆ ต่างบอกว่าเ้ายุ่งกับการฝึกแต่ดูเอาเถอะ เวลานี้เ้านั่งหัวเราะกับนางอย่างไม่รู้สึกรู้สา
ดวงตาสีทับทิมมองปิ่นหยกที่ปักอยู่เรือนผมเสิ่นอวี้หลาน เื่ราวในนิยายประเดประดังเข้าหาในคราวเดียว
ปิ่นของนางจริง ๆ ด้วย แววตามู่หรงเซียวเศร้าสร้อยชั่วขณะก่อนจะสูดลมหายใจเข้าแล้วยอมรับกับสิ่งที่เป็อยู่ ในเมื่อเ้าต้องทำตามบทที่เขียนไว้ก็เื่ของเ้า อยากทำสิ่งใดก็ตามใจเ้า แต่นับจากนี้ไป ข้าจะไม่ยอมเป็มู่หรงเซียวที่เสียใจ ทุกข์ระทม ข้าจะไม่ตกหลุมการกระทำของเ้าอีกแล้ว หยางเสวี่ยเฟย
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจที่จะไม่ถลำลึกในความรู้สึกไปมากกว่านี้ เพราะเื่ราวในกาลข้างหน้าจะยิ่งบั่นทอนหัวใจของนางจนสาหัสยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่า ต่อจากนี้ไปจึงคิดทำตามบท ไม่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกอ่อนไหวอีกแล้ว
มือข้างหนึ่งดึงปิ่นปักผมลายดอกท้อที่หยางเสวี่ยเฟยให้ไว้ในวันแต่งงานออกมา มองดูด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ที่ครั้งหนึ่งคิดว่าเป็ตัวแทนความรักของเขา โดยไม่รู้ตัวเลยว่าข้างกายไม่ได้มีแค่เมิ่งเซียงที่อยู่ด้วยแต่ยังมีหลี่ิฮ่าวที่โกรธฟืดฟาดพยายามเก็บอารมณ์ มือข้างหนึ่งกำกิ่งไม้แน่นจนเืไหล
“…” ทั้งสามคนไม่มีใครพูดอันใด สายตามองไปเบื้องหน้า
นางรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมาที่นี่แต่ไม่คิดว่าจะแอบอยู่หลังต้นไม้ต้นเดียวกัน เห็นทีแม่ทัพหลี่คงจะร้อนรนใจตอนได้ยินลูกน้องตัวเองไปแจ้งข่าวว่าเห็นเสิ่นอวี้หลานออกมาเดินเล่นกับรองแม่ทัพ
มู่หรงเซียวไม่มีเวลาสนใจคนอื่น ถึงอย่างไรนางก็เป็แค่นางร้ายลำดับที่สามซึ่งไม่อยู่ในสายตาใครจึงก้มลงมองปิ่นในมือเป็ครั้งสุดท้ายแล้วเขวี้ยงลงแม่น้ำเจียงหานทันที
“…” เมิ่งเซียงอ้าปากค้างไม่คิดว่าเ้านายจะทำเช่นนั้น
ฮูหยินมองไปยังเบื้องหน้าพูดในใจ ข้าจะตัดใจจากเ้าให้ได้ คอยดูเถอะ หยางเสวี่ยเฟย ต่อให้ข้าถูกบังคับให้รู้สึกรักเ้าเพราะเป็มู่หรงเซียวแต่ข้าจะไม่มีวันรักเ้าจากใจจริงของข้า
ครั้นทิ้งสิ่งที่ทำให้อึดอัดใจไปได้แล้วก็ไม่คิดอยู่มองผู้อื่นพรอดรักกันจึงสะบัดหน้าหนีไปเที่ยวเล่นในตลาดให้หนำใจ อีกทั้งยังทำลายสัญญาที่เคยให้ไว้กับหยางเสวี่ยเฟยอีกด้วย
“คุณหนู จะไปจริง ๆ หรือเ้าคะ” เมิ่งเซียงรีบถามกลัวว่านางตัดสินใจเพราะอารมณ์ชั่ววูบแล้วจะทำให้โดนรองแม่ทัพดุทีหลัง
“เ้ารู้หรือไม่ว่าจันทร์เต็มดวงผ่านไปกี่คราแล้ว ข้าคิดถึงเสียงกู่ฉิน ต่อให้เ้าห้าม ข้าก็จะไป”
มู่หรงเซียวไม่จำเป็ต้องทำอย่างที่รองแม่ทัพ้า แววตาแห่งความดื้อรั้นกลับมาสดใสเหมือนวันวานจนทำให้สาวใช้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ โล่งอกไปเปราะหนึ่งจึงพูดว่า “ข้าจะห้ามคุณหนูทำไมเล่าเ้าคะ ข้าก็คิดถึงเสียงกู่ฉินเช่นกัน”
“ไปที่หอราตรีเลยก็แล้วกัน” นางยิ้มกว้างคว้าแขนเมิ่งเซียงมากอดด้วยความสนิทสนม
“ได้สิเ้าคะ”
“ไม่เอาดีกว่า กลับไปเอาถุงทองที่จวนก่อนแล้วค่อยไป คืนนี้ข้าจะนอนที่หอราตรี” มู่หรงเซียวเปลี่ยนใจ ในเมื่อสามีไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง นางก็จะทำเช่นนั้นบ้างถือว่าทีใครทีมัน
ครั้นพูดจบก็พากันเดินจากไปทิ้งให้หลี่ิฮ่าวหน้ามุ่ยอยู่คนเดียวราวกับแสดงฉากพระเอกกำลังหึงที่นางเอกอยู่กับชายอื่นเสียอย่างนั้น
สิบห้าวันต่อมา
เ้าเมืองหนานจินทางตอนใต้ของแคว้นฉินิรายงานว่ากำลังจับตาดูเหตุการณ์แถบชายแดนอย่างใกล้ชิด
าระหว่างแคว้นคงจะเป็เื่ยากเพราะเวลานี้ทั่วแผ่นดินคุนหลันกำลังลุกเป็ไฟ เชื้อพระวงศ์ก่อฏโค่นล้มการปกครองของฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันจึงทำให้กองกำลังทหารแบ่งแยกออกเป็สองฝ่าย
ส่วนทางตอนเหนือของแคว้นเกิดการปะทะเล็กน้อยตามแนวเทือกเขาหงซาน ทหารจากต้าหลินยังคงเป็ฝ่ายได้เปรียบเหมือนเคย อีกทั้งกองรบที่สามเร่งเดินทางจนใกล้ถึงเมืองฉางซาแล้วกลายเป็การเสริมทัพให้แข็งแกร่งมากขึ้นจนอีกฝ่ายถอยร่นกลับไปอยู่หลังแนวปะทะเพื่อรอดูท่าทีต่อไป
การฝึกของกองรบที่สิบและทหารที่ประจำการในเมืองหลวงเยว่จวนจึงได้โอกาสผ่อนคลายความตึงเครียดใน่ฝึกหนักที่ขยายเวลามาเกือบสองเดือนบ้าง
หลายคนพากันกลับบ้าน หาความสำราญในตรอกโคมแดงยันสว่าง ครอบครัวได้ทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง
มู่หรงเซียวไม่อยู่จวนเพราะออกไปฝึกธนูเหมือนอย่างเคยโดยมีเมิ่งเซียงคอยไปเป็เพื่อน บางครั้งเขียนจดหมายโต้ตอบบิดาที่อยู่ต้าหลิน จัดหาสมุนไพรส่งให้มารดาเพราะเป็ห่วงสุขภาพของนาง ใช้ชีวิตอย่างที่ใจ้า ไม่ยอมปล่อยความคิดของตัวเองฟุ้งซ่านเพราะเขาคนนั้น
ระหว่างกลับจากซ้อมธนูก็ได้ยินมาว่าทหารแต่ละคนทยอยกลับบ้านกันแล้ว หากแต่นางไม่จำเป็ต้องรีบกลับจวนเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยเห็นหน้าหยางเสวี่ยเฟยเลย
แม้อุตส่าห์ไม่ออกไปเจอผู้ใดหรือเที่ยวเล่นในเมืองเพราะไม่อยากบังเอิญเห็นเขากับเสิ่นอวี้หลานกลับต้องมาได้ยินเื่ของพวกเขาจากหยางเสวี่ยฮวาเสียอย่างนั้น
ทุกวันนี้จึงกลับมาอยู่จวนสกุลมู่เพราะใช้ชีวิตที่แห่งนี้ง่ายกว่ามากนัก มองไปทางใดล้วนแต่เป็พื้นที่ของตนเอง สบายใจราวกับได้อยู่ในอ้อมกอดของบิดามารดา
“คุณหนูกลับมาแล้วหรือเ้าคะ” สาวใช้สูงอายุคนหนึ่งออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม วันนี้นางทำอาหารของโปรดให้เ้านายเตรียมเอาไว้เรียบร้อย
“ป้าอวี่ทำอะไรให้ข้ากินหรือ กลิ่นหอมยิ่งนัก”
มู่หรงเซียวสูดกลิ่นหอมที่คุ้นเคยแล้วยิ้มกว้าง รีบเดินไปที่ศาลาหน้าเรือนทันทีโดยไม่รู้เลยว่าใครบางคนนั่งรออยู่
ครั้นเห็นหน้าอีกฝ่ายก็รีบหลบหลังต้นไม้ใหญ่ก่อนที่จะถูกจับได้ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงนั่งอยู่ตรงนั้น
“ั้แ่เมื่อใดกัน” นางเอ่ยถามสาวใช้คนเดิม “เขามาทำไม”
“รองแม่ทัพหยางบอกว่ามีเื่สำคัญต้องแจ้งคุณหนูเ้าค่ะ” นางตอบไปตามความจริงแล้วชวนเมิ่งเซียงหลบไปทางข้างหลัง ปล่อยให้เ้านายได้อยู่กับแขกตามลำพัง
บรรยากาศรอบตัวเพิ่งสดใสคล้ายมาคุขึ้นทันใด มู่หรงเซียวไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงมาที่นี่พลางคิดไปถึงเื่ของเหออันเหลียนก็ดูเหมือนยังไม่ถึงเวลาที่นางต้องเข้าฉากด้วยเสียหน่อย
ไม่อยากเจอ ไปดีกว่า ครั้นคิดได้เช่นนั้นจึงหันหลังเดินหนีไปอีกทางแต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาใกล้ทุกขณะพลันเร่งจังหวะเดินห่างออกไปก่อนถูกเขาก้าวขึ้นมาขวางตรงหน้า
“เฮ้อ…” เสียงถอนหายใจดังขึ้น
“บ่าวสกุลมู่ไม่บอกหรอกหรือว่าข้ามีเื่ต้องพูดกับเ้า” ชายหนุ่มหรี่ตามองอีกฝ่าย สีหน้าเรียบเฉยจนนางถอนหายใจอีกครั้งเพราะภาพที่เห็นเหมือนวันวาน่ที่ยังไม่ได้ยินคำรักหวานชื่น
“ข้ากำลังรอฟังอยู่” คำพูดเรียบง่ายแต่ดูห่างเหิน “เชิญรองแม่ทัพหยางนั่งตรงนั้นก่อนเถิด”
มู่หรงเซียวเดินนำหน้าไปที่เดิม จำใจต้องอยู่กับเขาทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาจนได้ แม้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาจนน้ำลายสอแต่ภาพชายหนุ่มก็ทำให้รู้สึกจนหมดความอยากไปโดยปริยาย
“รุ่งเช้า ท่านหมอจะมาตรวจอาการที่จวนเพราะรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดเ้าจึงไม่ท้องเสียที”
หญิงสาวคาดคะเนอยู่แล้วว่าวันหนึ่งใครหลายคนต้องรู้ถึงความผิดปกติจึงพูดออกไปราวกับเตรียมคำตอบไว้อยู่แล้ว “ั้แ่ฟื้นจากการจมน้ำ ร่างกายของข้าไม่แข็งแรงเฉกเช่นเดิม นับว่าไม่แปลกอันใดหากข้าจะไม่ท้องอย่างที่ใครหลายคนคาดคิด”
“เฮอะ” หยางเสวี่ยเฟยแสยะยิ้มอย่างที่ทำให้นางรู้สึกขนลุกซู่ กลัวขึ้นมาทันทีว่าตัวเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า สีหน้าที่เรียบเฉยดูมีความนัยซ่อนอยู่ เ็าและโกรธเคือง
“…”
“หากผู้ใดรู้ว่าฮูหยินจวนสกุลหยางร่างกายอ่อนแอแต่กลับถูกตัวข้ารังแกทุกค่ำคืน ชื่อเสียงของรองแม่ทัพคงจะไม่เหลือชิ้นดีเป็แน่” ดวงตาสีดำขลับจ้องคนตรงหน้าไม่วางตาให้ความรู้สึกเหมือนถูกกดดันจนบี้แบนกับพื้น
“ใครเล่าจะกล้าว่ารองแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์เช่นนั้นได้ เ้าเพียงแค่ทำตามพระราชโองการก็เท่านั้น” นางหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “หลังท่านหมอมาตรวจอาการของข้าแล้ว เ้าคงได้หลักฐานยืนยันกับฝ่าบาทเสียทีว่าเป็ข้าเองที่ไม่สามารถทำตามพระบัญชาของพระองค์ได้ เมื่อเื่ราวกระจ่างชัด เ้าจะได้ไม่ต้องฝืนทำอย่างที่เคยทำมา”
“คงเป็เช่นนั้นเพราะถึงอย่างไรเ้าก็คงไม่อยากมีลูกกับข้าเป็ทุนเดิม” คำพูดของเขาทำให้นางชะงักไปชั่วครู่ราวกับถูกจี้จุดอ่อน “แม้ไม่อยากกลับจวนพร้อมข้าแต่หากผู้ใดรู้เข้าว่าเ้าตั้งใจหนีกลับมาที่นี่ เื่ที่จะทูลขอฝ่าาคงไม่ง่ายนัก”
มู่หรงเซียวมองใบหน้าที่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างพลันทำให้หงุดหงิดเป็เท่าตัวแต่ครั้นจะกลับไปจวนรองแม่ทัพั้แ่ตอนนี้ก็คงเสียดายอาหารที่ทำเอาไว้จึงไม่ยอมลุกแต่โดยดี
“นั่งนิ่งอยู่ทำไมกัน ข้าต้องอุ้มเ้ากลับเรือนหรือ”
น้ำเสียงประชดประชันทำเอาหญิงสาวหน้ามุ่ย ดวงตาสีทับทิมมองค้อนไม่ยอมตกเป็เบี้ยล่าง
“จมูกรองแม่ทัพไม่ได้กลิ่นอาหารหรอกหรือ ตาสองข้างไม่เห็นหรือว่าได้เวลาสำรับอาหารเย็นแล้ว ข้า…”
หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบกลับนิ่วหน้ายิ่งกว่าเดิมเพราะร่างสูงไม่รอฟังสิ่งที่นางพูดแต่เดินออกจากจวนโดยไม่หันกลับมามอง เวลานี้มีเพียงนางนั่งอยู่ลำพัง รอบตัวมืดหม่นไม่มีแม้แต่สายลมพัดโชยเหมือนอย่างเคย
แววตาสั่นระริก หัวใจเจ็บแปลบที่เขาทำตัวห่างเหินกับนางแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้ดีว่าการตัดใจต้องใช้เวลา
มู่หรงเซียวในนิยายยังรอเขาจนวันสุดท้ายโดยไม่มองผู้ใด ไม่สนใจสิ่งใด ละทิ้งทุกอย่างเพื่อเขา แล้วนางเล่าเป็ใครกัน
การพาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์เช่นนั้นต้องค่อยเป็ค่อยไปจึงสะบัดหน้าไล่ความคิดเศร้าหมองแล้วเรียกเมิ่งเซียงมานั่งด้วยกันพลางทานอาหารเย็น ฝืนใจกินอย่างเอร็ดอร่อยเพราะไม่อยากให้สาวใช้คนสนิทรับรู้ความในใจที่แทบอดกลั้นไม่อยู่