“เซียวเฟย เ้าช่วยไปบอกพี่ิเฉินให้ช่วยหาแม่ครัวและคนงานที่ไว้ใจได้มาให้ข้าสักหลายๆ คนทีสิ” ลู่อวิ๋นชย่าสั่งผู้ติดตาม ซึ่งการเรียกขานซื่อจื่อด้วยชื่อเช่นนี้ ทั้งเซียวฟ่งและเซียวเฟยต่างก็คุ้นเคยแล้ว และพวกเขาก็สังเกตเห็นด้วยว่าซื่อจื่อของพวกเขาชอบให้ว่าที่พระชายาเรียกชื่อเช่นนี้มากที่สุด
“ข้าจะแจ้งให้ซื่อจื่อทราบทันทีเ้าค่ะ” เซียวเฟยถามขึ้นอย่างสงสัย “คุณหนูอยากได้แม่ครัวมาเรียนทำขนมเพื่อส่งขายที่โรงน้ำชาใช่หรือไม่เ้าคะ แต่ข้าจำได้ว่าคุณหนูเคยบอกว่าจะให้หนิงผิงเป็คนทำขนมเองไม่ใช่หรือ”
“ข้าแค่มีลางสังหรณ์ว่าพวกเราจะใช้ชีวิตอย่างสุขสงบอยู่ที่นี่ได้อีกไม่นาน ดังนั้นหาคนให้มาเรียนทำขนมเร็วๆ จะดีกว่า เมื่อเรามีธุรกิจเราก็จะมีรายได้ ยิ่งเรามีเงินในมือมากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งทำการใหญ่ได้ง่ายและสะดวกขึ้น”
“แต่ซื่อจื่อไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง หากคุณหนูอยากใช้ก็สามารถบอกกับซื่อจื่อได้นี่ขอรับ” เซียวฟ่งเป็ผู้ชาย ความคิดของเขาจึงค่อนข้างเรียบง่าย ในเมื่อคุณหนูเป็คู่หมั้นของซื่อจื่อ ทั้งซื่อจื่อยังมีทรัพย์สินมากมาย หากคุณหนูอยากจะใช้ แค่เอ่ยปากบอกกับซื่อจื่อ เท่านี้เงินทองมากมายก็คงมากองอยู่ตรงหน้า เขาจึงไม่เข้าใจว่าคุณหนูยังอยากจะทำงานหาเงินเองให้ลำบากไปทำไม
“เ้าไม่เข้าใจหรอก ความรู้สึกของการหาเงินใช้ได้ด้วยตัวเองกับคอยแต่จะแบมือขอคนอื่นนั้นมันต่างกันมาก และอีกอย่าง ถึงแม้พี่ิเฉินจะมีทรัพย์สินมากมายจนล้นฟ้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะหาเงินมาเติมเข้าไปในกระเป๋าอีกไม่ได้นี่นา ในเมื่อมีช่องทางหาเงิน พวกเราก็ไม่ควรปล่อยโอกาสดีๆ ไป”
เซียวฟ่งแยกออกไปตามช่างให้ไปตกแต่งร้านน้ำชาตามแบบที่ลู่อวิ๋นชย่าวาดขึ้น ส่วนเซียวเฟยไปส่งข่าวแจ้งกับเซียวิเฉินว่าลู่อวิ๋นชย่า้าคนที่ไว้ใจได้ให้มาทำงาน ทั้งยังได้แจ้งกลับไปด้วยว่าคนของเสนาบดีกรมพระคลังได้ตามหาลู่อวิ๋นชย่าพบแล้ว
“ชื่อเสียงของข้ากับฟางเอ๋อแทบไม่เหลือแล้ว ต่อไปข้ากับลูกยังจะมีหน้าออกไปเจอผู้คนอีกหรือเ้าคะ ผ่านมานานป่านนี้ แต่ข่าวลือก็ยังไม่ซาลงเลย” เจินอี๋เหนียงร้องไห้อยู่กับอกสามีอย่างน่าสงสาร
เจินอี๋เหนียงนั้นเพิ่งอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ นางมีผิวพรรณที่ขาวผ่อง ทั้งร่างกายก็แสนบอบบางน่าทะนุถนอม ยิ่งนางร้องไห้ออกมาเช่นนี้ มีหรือที่ลู่ฝานจะไม่สงสาร
“มันก็แค่ข่าวลือเท่านั้น เ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย รอให้พ้น่ไว้ทุกข์ไปเสียก่อน จากนั้นข้าจะแต่งตั้งเ้าให้ขึ้นเป็ฮูหยินใหญ่ของจวน ถึงตอนนั้นก็ไม่มีใครกล้ามาว่าเ้าแล้ว สามีเ้าผู้นี้เป็ใครกัน ข้าเป็ถึงเสนาบดีกรมพระคลังเชียวนะ” ลู่ฝานกอดอนุไว้แนบอก
เจินอี๋เหนียงได้ยินก็ยิ่งดีใจ แต่นางยังแสร้งพูดเสียงสะอื้น “แต่คุณหนูใหญ่จะยอมหรือเ้าคะ ที่ผ่านมานางก็ไม่เคยยอมรับข้าอยู่แล้ว ยังมีฟางเอ๋ออีก คุณหนูใหญ่มักจะดูถูกฟางเอ๋อที่เป็เพียงบุตรของอนุ”
ลู่ฝานที่ใช้เวลาทำงานอยู่นอกจวนเสียส่วนใหญ่ ทำให้เื่ราวในจวนเขาไม่เคยรู้เื่อะไรเลย เขาปักใจเชื่อตามคำบอกเล่าของเจินอี๋เหนียงมาตลอดว่าลู่อวิ๋นชย่า บุตรสาวคนโตที่เกิดจากฮูหยินของเขานั้นเป็เด็กสาวที่ร้ายกาจ และชอบกดขี่ข่มเหงอนุและพี่น้องคนอื่นภายในจวน โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าลู่อวิ๋นชย่าต่างหากที่ถูกคนเหล่านี้รังแก
"ข้าเป็น้องสาว หากพี่ใหญ่จะช่วยอบรมข้าบ้างมันก็ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะท่านแม่ ท่านก็อย่าทำให้ท่านพ่อลำบากใจกับเื่ไม่เป็เื่อย่างนี้สิเ้าคะ” ลู่เยี่ยนฟางพูดขึ้นอย่างรู้ความ “เวลาก็ล่วงเลยมานานแล้ว ท่านพ่อสืบหาพี่ใหญ่พบหรือยังเ้าคะ”
ผ่านไปหกเดือนแล้วหลังจากเหตุการณ์ที่โจรบุกปล้นและฆ่าคนในหมู่บ้านเกษตรกรเซิ่งไห่เสียชีวิตไปจนเกือบหมด จนทำให้ลู่อวิ๋นชย่ากับหนิงผิงหายตัวไป ทั้งข่าวลือในเมืองหลวงที่ระบุว่าเจินอี๋เหนียงและลู่เยี่ยนฟางเป็ผู้อยู่เื้ัเื่ร้ายนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าข่าวลือจะลดน้อยลงไปเลย ผู้คนในทุกตรอกยังคงหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาเป็หัวข้อสนทนาอยู่ไม่ขาด ทำให้เสนาบดีกรมพระคลังต้องส่งคนให้ไปออกตามหาบุตรสาวคนโตเพื่อรับกลับมาอยู่ที่จวน
ความจริงแล้วเสนาบดีกรมพระคลังก็ไม่อยากทำเช่นนั้น เพียงแต่อย่างไรลู่อวิ๋นชย่าก็เป็บุตรสาวของเขา ทั้งยังมีสัญญาหมั้นหมายกับเซียวซื่อจื่ออยู่อีก นอกจากการตามหาบุตรสาวจะเป็การรักษาชื่อเสียงของตนแล้ว มันยังเป็การช่วยเหลือลูกสาวสุดที่รักอย่างลู่เยี่ยนฟางได้อีกทางหนึ่งด้วย เพราะหากเขาตามหาลู่อวิ๋นชย่าไม่พบ ลู่เยี่ยนฟางจะต้องแต่งเข้าไปในจวนเซียวอย่างไม่อาจมีข้อโต้แย้งใดได้ หากเป็เช่นนั้นเขาก็จะไม่ได้เป็พ่อตาขององค์รัชทายาทน่ะสิ ดังนั้นเสนาบดีกรมพระคลังจึงส่งคนจำนวนมากเพื่อออกไปตามหาลู่อวิ๋นชย่า แทบจะเรียกได้ว่าพลิกแผ่นดินหาเลยทีเดียว
“ฟางเอ๋อของพ่อช่างเป็คนจิตใจดีจริงๆ ถูกพี่สาวทำร้ายมาตลอดยังมีแก่ใจจะถามถึงนาง” ลู่ฝานลูบผมบุตรสาวอย่างเอ็นดู “พ่อตามหาพี่สาวของเ้าพบแล้ว อีกไม่กี่วันพ่อก็จะส่งคนไปรับนาง”
“ตามหาพบแล้ว! เป็ไปได้ยังไง แล้วนางยังมีชีวิตอยู่หรือเ้าคะท่านพี่” เจินอี๋เหนียงเผลอแสดงกิริยาไม่เหมาะสมออกไปจนลู่เยี่ยนฟางต้องแอบสะกิด “เอ่อ...ข้าต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะ ข้าแค่ดีใจไปหน่อยที่ตามหาคุณหนูใหญ่พบแล้ว ท่านพี่อย่าได้ถือสาคำพูดที่ไม่เหมาะสมของข้าเลยนะเ้าคะ”
ลู่ฝานถอนหายใจเบาๆ อย่างสงสารหญิงสาวทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า “ที่ผ่านมาพวกเ้าคงถูกเด็กเอาแต่ใจคนนั้นข่มเหงมามากสินะ แต่พวกเ้าไม่ต้องห่วงหรอก นางกลับมาคราวนี้ข้าจะกำราบนางเอง หากนางยังกล้ารังแกพวกเ้าอีก พวกเ้าก็แค่มาบอกกับข้า ข้าจะลงโทษนางด้วยตัวเอง”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านพี่ เป็วาสนาของข้าจริงๆ ที่ข้าได้มาติดตามรับใช้ท่าน” เจินอี๋เหนียงล้มลงไปซบหน้าอกสามีอีกครั้ง
“ข้าจะอดทนกับพี่ใหญ่ให้มาก และจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องเดือดร้อนรำคาญใจเช่นกันเ้าค่ะ” ลู่เยี่ยนฟางพูดเสริม
“เอาเถอะ...ข้าขอบใจที่เ้าทั้งสองคนคิดเผื่อข้าอยู่เสมอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ตำแหน่งฮูหยินใหญ่ของจวนจะต้องตกเป็ของเ้าอย่างแน่นอน” ลู่ฝานหันไปยิ้มให้ลู่เยี่ยนฟาง “พ่อสัญญาว่าพ่อจะหาสิ่งที่ดีที่สุดมามอบให้กับเ้า เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไม่มีใครมารังแกเ้าได้อีก”
“ซื่อจื่อขอรับ คนของเสนาบดีกรมพระคลังตามตัวพระชายาพบแล้ว คิดว่าอีกไม่นานพระชายาคงถูกพาตัวมาเมืองหลวงแล้วขอรับ” หวังเทียนยี่เรียกลู่อวิ๋นชย่าว่าพระชายาตามคำสั่งของเซียวิเฉิน
“ข่าวลือของสองแม่ลูกที่ข้าให้เ้าไปจัดการเล่า เป็อย่างไร”
“ยังมีนักเล่านิทานและขอทานจำนวนมากกระจายข่าวเื่นี้อยู่ขอรับ”
“เื่โจรปล้นที่หมู่บ้านนั้นก็ส่วนหนึ่ง และเื่ที่ชย่าเอ๋อถูกทารุณในบ้านก็ยังต้องบอกกล่าวให้ทั่ว” เซียวิเฉินยังคงก้มหน้าเขียนหนังสือต่อ
“แล้วเื่ที่พระชายาเป็หลานสาวเพียงคนเดียวของท่านหมอเทวดาเฉียวเล่าขอรับ ต้องกระจายข่าวออกไปด้วยหรือไม่”
“เื่นั้นยังไม่ต้องทำอะไร รอให้ชย่าเอ๋อกับท่านตาเดินทางมาถึงเมืองหลวงเสียก่อนค่อยว่ากัน”
“ข้าสงสัยเหลือเกินขอรับ หากเสนาบดีกรมพระคลังรู้ว่าฮูหยินคนเก่าของตนเป็ถึงบุตรสาวของท่านหมอเทวดาเฉียวแห่งเขาโอสถ เขาจะนึกเสียใจกับการกระทำในอดีตของตนเองหรือไม่”
เซียวิเฉินวางพู่กันลง “มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะมองเห็นความผิดของตัวเองหรือไม่ก็เท่านั้น คนตาบอดและหูเบาอย่างลู่ฝาน ข้าคิดว่าเขาคงจะหาทางเอาเปรียบชย่าเอ๋อด้วยเื่นี้เสียมากกว่า”