บทที่4
หลินเยว่หว่านกับเนี่ยจินเจีย
หลินเยว่หว่านค่อยๆเคี้ยวคาเคาในปากตนอย่างกล้าๆ กลัวๆพลางเหลือบมององค์รัชทายาทถังจวิ้นเซียนที่ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉย“ดีขึ้นแล้วหรือยัง” เขาเอ่ยถามนาง
“เอ่อ...เพคะ”
นางตอบเสียงเบาพลางก้มหน้างุดไม่ให้ตนเผลอไปสบตาจนเกิดอาการหวาดระแวงขึ้นอีกแม้ในตอนนี้เขาจะเป็เพียงแค่เด็กสิบขวบที่แลดูไม่มีพิษภัยแต่ในอนาคตอีกสิบกว่าปีข้างหน้าเขาผู้นี้คือผู้ที่ทำลายชีวิตของนางจนพินาศยับเยินดังนั้นนางจะวางใจไม่ได้เด็ดขาด
“เ้าพักผ่อนเถิดไว้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
หลังจากที่เกิดความเงียบขึ้นอีกอึดใจหนึ่งถังจวิ้นเซียนก็เอ่ยขึ้นแล้วหมุนตัวกลับออกไปทันทีหลินจินอิ๋นเดินตามเขาออกไปส่วนหลินเยว่หว่านที่เห็นว่าอีกฝ่ายไปลับตาแล้วใบหน้าที่ฉายความระแวงปนอึดอัดเมื่อครู่ก็พลันหายไปเป็ปลิดทิ้ง
ในที่สุดก็ไปเสียที!
นางทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างสบายใจเฉิบวันอันแสนโหดร้ายของนางได้ผ่านพ้นไปแล้วหลังจากนี้ก็ขออย่าได้เจอกับเขาเลยเป็การดีที่สุด!
...หารู้ไม่ว่าเมื่อครู่นางได้ฟังแค่ประโยคแรกของเขาเท่านั้น
“เยว่เอ๋อร์เ้าอยากมีสหายร่วมเรียนด้วยหรือไม่”
หลังจากวันที่องค์รัชทายาทมาปรากฏตัวที่จวนสกุลหลินก็ผ่านไปราวๆเจ็ดวันแล้วในวันนั้นหลินไฮ่ผิงที่ติดว่าราชการอยู่ที่กรมอาญากว่าจะปลีกตัวมาได้องค์รัชทายาทก็กลับไปพอดีส่วนหลินเยว่หว่านนั้นรอดจากการโดนลงโทษโดยมารดาไปได้โดยหวุดหวิดเพราะองค์รัชทายาทมิถือสาเอาความนางวันนี้ก็เป็วันที่สงบสุขอีกหนึ่งวัน ... ถ้าไม่ติดตรงที่ว่าจู่ๆบิดาของนางก็เอ่ยเื่บางอย่างออกมากลางมื้ออาหารค่ำ
“สหายร่วมเรียน?”นางขมวดคิ้ว “เป็ผู้ใดหรือเ้าคะ”
“บุตรีของเ้ากรมพระคลังเนี่ยน่ะ”
ตุบ!
“คุณหนู...!พวกเ้าไปเอาตะเกียบใหม่ให้คุณหนูเร็วเข้า!”
หลินเยว่หว่านรับตะเกียบไม้อันใหม่มาจากหญิงรับใช้เมื่ออันที่ตนใช้อยู่เผลอทำหลุดมือออกไปเสียแล้วใบหน้าของนางฉายแววความใออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนทำให้หลินไฮ่ผิงและหลินจินอิ๋นต่างก็งุนงงไปตามกัน“บุตรีของเ้ากรมพระคลังเนี่ย... คนไหนหรือเ้าคะ?”
“เ้ากรมพระคลังเนี่ยมีบุตรีเพียงแค่คนเดียวคือคุณหนูเนี่ยจินเจีย อายุเท่ากับเ้า แต่ถึงกระนั้นศาสตร์ศิลป์แขนงต่างๆทั้งวาดรูป เล่นดนตรี ล้วนแล้วแต่เก่งเกินวัย” หลินไฮ่ผิงตอบ“วันนี้ข้ามีโอกาสได้พูดคุยกับเ้ากรมพระคลังเนี่ยหากพวกเ้าทั้งสองได้สนิทกันก็คงจะดีมิน้อย”
...ยังคงเป็เนี่ยจินเจียสินะ
หลินเยว่หว่านถอนหายใจในใจออกมาเมื่อทราบว่าสหายเรียนของตนที่บิดาพูดถึงนั้นคือเนี่ยจินเจียบุตรีของเ้ากรมพระคลังเนี่ยในชีวิตที่แล้วของนางเนี่ยจินเจียมีโอกาสได้รับเลือกให้เข้าวังคัดตัวเป็สนมแน่นอนว่าในฐานะฮองเฮาหลินเยว่หว่านเองก็มีส่วนในการเลือกบุปผางามให้กับฮ่องเต้ด้วยเช่นกันนางเป็ผู้เสนอให้ฮ่องเต้รับเนี่ยจินเจียเข้าเป็สนมขั้นเฟยเพราะทั้งด้วยความสามารถด้านศาสตร์ศิลป์ รูปโฉม และฐานะนางล้วนแล้วแต่เหมาะสมแน่นอนว่าฮ่องเต้ทรงเห็นด้วย
...แต่ก่อนที่จะถึงวันส่งตัวนางเข้าวังเพียงไม่กี่วันเนี่ยจินเจียก็เสียชีวิตลงอย่างปริศนา
ในตอนนั้นหลินเยว่หว่านเองก็ไม่ได้ทราบลึกตื้นหนาบางเท่าใดนักว่าสามารถหาสาเหตุการตายของเนี่ยจินเจียคืออันใดจวบจนเมื่อถึงตอนที่นางถูกป้ายสีโดยคนผู้หนึ่งจนถูกลากลงสู่หุบเหวที่เรียกว่าความตายนางก็พอที่จะจับต้นชนปลายได้แล้วว่าเหตุใดเนี่ยจินเจียถึงได้เสียชีวิตลงก่อนเข้าวัง
...เพราะเ้ากรมพระคลังเนี่ยมีบุตรีนอกสมรส
...และบุตรีนอกสมรสของเ้ากรมพระคลังเนี่ยนั้นนอกจากจะได้สวมรอยเข้าวังแทนเนี่ยจินเจียแล้วยังเป็ผู้ที่ทำให้ชีวิตของนางต้องพินาศย่อยยับอีกด้วย
หลินเยว่หว่านกำหมัดกัดฟันแน่นเมื่อหวนนึกถึงใบหน้าที่เปื้อนยิ้มราวกับจิ้งจอกเ้าเล่ห์ที่ฉายให้นางดูจากแท่นปะาแต่กลับน้ำตาคลอหน่วยคลอเบ้าเมื่อบ่ายใบหน้าไปยังฮ่องเต้
เนี่ยจินเหมยคือนาง...เป็นางผู้นั้น
เนี่ยจินเหมยเป็บุตรีนอกสมรสของตระกูลเนี่ยที่อาศัยอยู่ต่างเมืองแต่ถึงกระนั้นตระกูลเนี่ยก็ยังให้การดูแลนางและมารดาเป็อย่างดีเมื่อมารดาของนางเสียชีวิตลงตระกูลเนี่ยจึงเรียกตัวนางกลับมาอยู่ที่เมืองหลวงพร้อมกันนั้นใน่นั้นเป็่ที่มีการคัดเลือกนางสนมพอดีตระกูลเนี่ยสามารถส่งบุตรีไปคัดเลือกได้เพียงแค่คนเดียว เนี่ยจินเหมยจึงหมดโอกาสที่จะได้เข้าวังถวายตัวไป
ทว่าเมื่อเนี่ยจินเจียเสียชีวิตลงเนี่ยจินเหมยจึงมีโอกาสแทน ทว่านางนั้นเป็ได้เพียงแค่สนมขั้นเจาหรง (ขั้นสอง)มิได้เป็หนึ่งในสี่พระชายาเอกขั้นเฟยเนื่องด้วยเป็เพียงบุตรีนอกสมรสคราแรกก็มีคำครหามากมายว่าเพราะเนี่ยจินเหมยทำให้เนี่ยจินเจียเสียชีวิตแต่ข่าวลือพวกนั้นกลับโดนกลบปัดตกไปเพราะความใส่ซื่อบริสุทธิ์ดุจหยกขาวของนาง
แม้กระทั่งหลินฮองเฮายังชื่นชมในความนอบน้อมของนางที่มักจะหาโอกาสไปคารวะทุกครั้งหลินเยว่หว่านในครานั้นรู้สึกเป็มิตรกับนางมาก ด้วยความที่รุ่นราวคราวเดียวกันซ้ำยังมิมีท่าทีแข็งข้อแต่หารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วผู้ที่นางไว้ใจที่สุดกลับเป็ผู้ที่ทำให้นางต้องเ็ปมากที่สุด
...เพราะเนี่ยจินเหมยเพราะนางแพศยาผู้นั้นเพียงผู้เดียว...
“เยว่เอ๋อร์!”
“!”
หลินเยว่หว่านสะดุ้งหลุดจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากบิดามารดาของตนนางยิ้มบางๆ ให้ทั้งสองคนที่กำลังมองหน้านางด้วยความเป็ห่วงเป็ใยพวกเขาเรียกบุตรีมาสักพักแล้วทว่านางกลับนิ่งเงียบราวกับว่าในหัวนั้นกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บุตรีของพวกเขาเป็เช่นนี้
“ลูกตกลงเ้าค่ะ”หลินเยว่หว่านพยักหน้าให้กับบิดาของตน“ได้มีสหายรุ่นราวคราวเดียวกันก็นับว่าไม่เลว”
นางตัดสินใจแล้วการได้ผูกมิตรกับเนี่ยจินเจียนับเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้หนึ่งคือนางอาจจะสามารถหลีกเลี่ยงความตายให้กับอีกฝ่ายได้สองคือเนี่ยจินเจียจะกลายเป็สหายสนิทคนสำคัญที่สุดของนาง สามคือตระกูลเนี่ยจะกลายเป็พันธมิตรกับตระกูลหลินไปโดยปริยาย
ถ้าตามชีวิตเก่าเนี่ยจินเหมยจะถูกรับกลับมาเมืองหลวงในอีกหกปีข้างหน้าความจริงนางอยากจะจัดการเนี่ยจินเหมยเสียั้แ่ตอนนี้ด้วยซ้ำทว่านางเลือกที่จะไม่ทำมัน จะว่าเพราะนางจิตใจงามก็คงมิถูก แต่เพราะว่าการจัดการอีกฝ่ายในตอนที่ยังมิรู้ความนี้จะได้ประโยชน์อันใดกันเล่า
...ชีวิตที่แล้วเนี่ยจินเหมยทำให้นางเ็ปมากเท่าใดชีวิตนี้นางจะค่อยๆ เอาคืนนางให้เ็ปมากกว่าเป็ร้อยเท่าสิบเท่า
แก้แค้นน่ะสิบปีก็ยังมิสายหากรีบไปเกรงว่าชีวิตที่สองของนางนี้แลดูจะไร้ประโยชน์เกินไป :)
วันต่อมาหลินเยว่หว่านก็ขึ้นรถม้าไปกับหลินไฮ่ผิงมุ่งหน้าสู่จวนตระกูลเนี่ยเพื่อไปทักทายสหายคนใหม่เ้ากรมพระคลังเนี่ยพร้อมด้วยเนี่ยจินเจียออกมารับพวกเขาด้วยตนเองจากนั้นจึงปล่อยให้ดรุณีน้อยทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน
“อาเจียๆข้าเรียกเ้าว่าอาเจียได้หรือไม่?”หลินเยว่หว่านผูกมิตรกับเนี่ยจินเจียในขณะที่กำลังเดินนำนางไปยังจวนของตนเนี่ยจินเจียผู้นี้แลดูเป็เด็กขี้อาย พูดน้อย วางตัวได้เหมาะสมในฐานะบุตรีขุนนางทว่าเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันนางผู้นี้ดูเหมือนจะค่อนข้างที่จะตึงไปหน่อยหลินเยว่หว่านเองแม้ตอนนี้อายุจิตจะสิบเจ็ดแล้วแต่ก็ยังมีบ้างบางครั้งที่แสดงอากัปกิริยาที่เป็เด็กน้อยออกไปจนนางก็ชักจะสงสัยแล้วว่าบางทีนางอาจจะแค่มีความทรงจำในชีวิตที่แล้วแต่สมองและร่างกายนั้นกลับต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ก็เป็ได้
“อืม”เนี่ยจินเจียตอบสั้นๆ หลินเยว่หว่านที่ได้ยินเช่นนั้นจึงคว่ำปากหน้าบูดบึ้งสาวเท้าตามอีกฝ่ายเข้าเรือนไปติดๆภายในเรือนของเนี่ยจินเจียเต็มไปด้วยตำราเรียนและสิ่งของต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็กู่เจิง กระดานหมากล้อม กระดาษวาดรูป สมแล้วจริงๆที่ในชีวิตที่แล้วพอหลินเยว่หว่านเสนอให้นางเป็สนมขั้นเฟยฮ่องเต้จึงตกลงเห็นด้วยทันที
เนี่ยจินเจียเดินนำนางไปนั่งยังโต๊ะไม้เตี้ยพลางรินชาที่ถูกยกมาไว้แล้วก่อนหน้าให้กับนางหลินเยว่หว่านรับมันมาจิบตามมารยาทจากนั้นจึงกวาดสายตามองรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“จริงสิเ้าก็เรียกข้าว่าอาเยว่ได้นะ”
“อืม”เนี่ยจินเจียตอบสั้นๆ อีกครั้งหลินเยว่หว่านจึงถอนหายใจยาวจากนั้นจึงวางจอกชาลงบนโต๊ะ “อาเจีย... ข้าขอถามตรงๆจะได้หรือไม่ เหตุใดเ้าถึงได้เป็สตรีที่พูดน้อยเช่นนี้กันนะ?”
“...”เนี่ยจินเจียไม่ตอบอะไรแต่กลับก้มหน้าก้มตา นั่นจึงทำให้หลินเยว่หว่านคิ้วกระตุกนางทำทีจะอ้าปากพูดอีกรอบ ทว่าเนี่ยจินเจียกลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน“...หลังจากนี้เ้าจะมาเป็สหายร่วมเรียนกับข้าใช่หรือไม่”
“ใช่สิใช่” หลินเยว่หว่านพยักหน้าระรัวเนี่ยจินเจียที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นพลางยิ้มให้บางๆแต่ถึงกระนั้นแววตาก็ยังคงฉายแววความกังวลไว้ไม่มิด
“อันที่จริงข้าเป็ผู้ที่มิค่อยมีความมั่นใจมิกล้าพูดกับผู้ใด... ซ้ำยังพูดเสียงเบาด้วย เ้าคงจะมิรำคาญข้าใช่หรือไม่?” พูดแล้วเนี่ยจินเจียก็เหลือบมองหลินเยว่หว่านเป็ระยะๆและทุกครั้งที่เหลือบมองก็มักจะเห็นหลินเยว่หว่านที่กำลังฉีกยิ้มให้ตนอยู่ตลอดเวลา
“เหตุใดข้าจึงต้องรำคาญเ้าด้วยล่ะ?”
“แต่ว่า...”
“ฟังนะเนี่ยจินเจียเ้าน่ะเป็ผู้มีความสามารถมากล้นแม้เ้าจะมิมั่นใจในตนเองมากแค่ไหนก็ตามแต่ข้าก็นับถือเ้าอยู่ดีและเ้าเชื่อข้าสิว่าข้านี่แหละจะสามารถทำให้เ้าเป็สตรีที่ทั้งเก่งกาจและมีความมั่นใจในตนเองจนบุรุษทั้งหลายต่างเหลียวมองเป็ตาเดียวเลยล่ะ!” หลินเยว่หว่านยืดอกทุบด้วยความภาคภูมิใจเนี่ยจินเจียที่เห็นเช่นนั้นจึงเบิกตากว้างและเผลอหลุดหัวเราะออกมา
“คิก...เ้านี่ตลกจริงๆ”
“หัวเราะได้สักทีนะ”หลินเยว่หว่านยิ้ม จากนั้นจึงยื่นนิ้วก้อยไปตรงหน้าอีกฝ่าย“เช่นนั้นเราก็มาเกี่ยวก้อยกันเถิด เป็สัญญาว่าข้าจะทำให้เ้าเก่งขึ้นและเ้าต้องสัญญาด้วยว่าจะเป็สหายกับข้าไปตลอด”
“...”เนี่ยจินเจียยกนิ้วก้อยของตนขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อยู่พักใหญ่จากนั้นจึงตัดสินใจยื่นไปเกี่ยวคล้องกับอีกฝ่ายไว้แน่น “อื้อ” นางพยักหน้าให้หลินเยว่หว่าน
“สัญญาแล้วนะ”หลินเยว่หว่านยิ้มพลางชักมือกลับนางยกนิ้วก้อยที่ได้เกี่ยวกับอีกฝ่ายเมื่อครู่ขึ้นมาดูความอบอุ่นจากมือของเนี่ยจินเจียที่ส่งต่อมาถึงนางนั้นยังคงอยู่ในชีวิตก่อนนางมิเคยทำเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อนมิคิดมิฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้กลับมาทำมัน
ชีวิตเก่าของนางไม่ได้ทำในเื่ที่เด็กน้อยควรกระทำมากมายนักนางสัญญากับตนเองเลยว่าใน่ที่ยังเป็เด็กนี้จะใช้เวลาอยู่กับมันให้คุ้มค่าที่สุด
“แล้วเ้า...มีวิธีเช่นไรที่จะทำให้ข้ามีความมั่นใจขึ้นหรือ..?” เนี่ยจินเจียเอ่ยถาม
“ง่ายดายมากขั้นแรกเลยนะ” หลินเยว่หว่านพูด เนี่ยจินเจียหยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมาเตรียมจด
“...”
“ยกคาเคามาให้ข้าหน่อย”