หลิวจู้ตั้งใจไปซื้อเครื่องในหมูที่ตำบลใกล้ๆแต่กลับหาซื้อไม่ได้จึงไปที่ในตัวอำเภอแทน ร้านขายหมูที่อำเภอขายแพงกว่าที่ตำบลแต่จะอย่างไรสิบสี่ทองแดงก็ยังซื้อเครื่องในมาได้สองชุด ทั้งยังได้แถมกระดูกหมูมาอีกด้วย
จะทำความสะอาดเครื่องในหมูสามสิบกว่าชั่งเป็เื่ที่เปลืองแรงมากแค่ไปหาบน้ำมาจากแม่น้ำก็ต้องหาบกันแปดรอบแล้วทั้งยังต้องใช้เกลืออีกหนึ่งชั่งและแป้งข้าวโพดอีกสามชั่ง
เกลือหนึ่งชั่งแปดทองแดงแป้งข้าวโพดหนึ่งชั่งหนึ่งทองแดง เงินทุนเพิ่มขึ้นเป็ยี่สิบสามทองแดงแล้ว
นี่ยังไม่หมดยังต้องใช้ฟืนครึ่งมัด ต้นหอมครึ่งชั่ง และกระเทียมอีกหนึ่งชั่ง
ภรรยาของหลิวจู้เป็คนใจร้อนในหนึ่งชั่วยามมองท้องฟ้าไปแล้วหลายสิบครั้ง นางโกรธจนกระทืบเท้า แล้วพูดว่า “อากาศสมควรตาย ฝนตกไม่จบไม่สิ้นเสียที!”
หลิวจู้ก็ร้อนใจพูดเสียงขรึมว่า “ถึงฝนจะตกพวกเราก็ไปขายไส้ทอดที่อำเภอได้”
ทั้งครอบครัวช่วยกันทำอาหารเมนูนี้ถึงสองชั่วยามเต็มในที่สุดก็ใส่ไส้หมูและกระเทียมต้นหอมลงไปทอดด้วยกันในหม้อ
บุตรชายบุตรสาวหลายคนของหลิวจู้ไม่ได้กินอาหารจานเนื้อกันมาครึ่งปีแล้วทุกคนต่างล้อมวงเข้ามา จ้องมองไส้ทอดที่เต็มกะละมังใหญ่จนดวงตาแทบจะร่วงลงไป
ภรรยาของหลิวจู้ไล่เด็กๆออกไปราวกับพวกเขาเป็แมลงวัน บ่นว่า “ของพวกนี้จะนำไปขายหาเงิน!เ้าพวกลูกกระต่ายนี่ ไปอยู่ด้านข้างโน่น”
หลิวจู้ให้ลูกๆไปเก็บใบหม่อน
เมื่อเห็นว่าฝนเบาลงแล้วหลิวจู้จึงรีบสะพายตะกร้าที่บรรจุไส้ทอดสิบกว่าชั่งขึ้นหลัง แล้วพาลูกสองคนไปที่อำเภอด้วยกัน
ภรรยาของหลิวจู้รออยู่ที่บ้านเมื่อมองดูสีของท้องฟ้าก็พบว่า ฟ้ามืดครึ้มขึ้นเรื่อยๆ ดูเหมือนฝนกำลังจะตกหนักนางเริ่มรู้สึกไม่สบายใจจนผุดลุกผุดนั่งอยู่ไม่ติดที่
ฟ้าเริ่มมืดแล้วพ่อและลูกบ้านหลิวเพิ่งฝ่าฝนกลับมาถึงบ้านอันมืดสลัว
ภรรยาของหลิวจู้เห็นรางๆว่า หลิวจู้เดินกะเผลกกลับมาก็อยากถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นเพียงแต่มัวกังวลว่าไส้ทอดจะขายได้หรือไม่ จึงถามออกไปด้วยสีหน้าร้อนใจและคาดหวัง “ขายได้กี่ทองแดงหรือ?”
บุตรชายคนโตอายุสิบสามปีแล้วเขากล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด “ท่านแม่ขายได้แค่สามทองแดงขอรับ”
ภรรยาของหลิวจู้กรีดร้อง “ทำไมได้น้อยเพียงนั้น!”
บุตรชายคนรองอายุสิบเอ็ดปีรู้เื่และรู้จักทำงานมาตั้งนานแล้ว เขาพูดอย่างผิดหวังว่า “ฝนตก คนน้อย พวกเขาชิมไส้ทอดของบ้านเราก็บอกว่าไม่อร่อยไม่อร่อยเหมือนที่บ้านนั้นทำ”
“อย่าไปพูดถึงเลยการขายไส้ทอดไม่ใช่อะไรที่คนธรรมดาจะทำได้ คราวนี้ครอบครัวเราขาดทุนย่อยยับแล้ว” ในใจหลิวจู้คิดว่ามิน่าล่ะบ้านหลี่ถึงทำไส้ทอดขายเพียงครั้งเดียวแล้วไม่ทำอีกเพราะต้นทุนสูงเกินไปนี่เอง
ภรรยาของหลิวจู้บ่นออกมา “ล้วนเป็เพราะเ้า ผักดีๆ ไม่ขาย รั้นจะขายไส้ทอดนั้นให้ได้ คราวนี้ดียิ่งเงินของครอบครัวถูกใช้ไปหมดแล้ว ต่อไปพวกเราจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร!” นางลืมไปหมดแล้วว่า หากไม่ใช่เพราะนางใจร้อนอยากหาเงินได้เร็วๆ จนไปเร่งเร้าหลิวจู้เขาคงไม่ต้องฝ่าฝนไปซื้อเครื่องในหมูมาหรอก
หลิวจู้ถอนใจ “พรุ่งนี้ข้าจะนำไปขายที่ตำบลและในตัวอำเภอ”
ภรรยาของหลิวจู้โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “เ้าไม่ไปแล้วใครจะไปเล่า”
บุตรชายคนโตอดที่จะเอ่ยปากไม่ได้ “ท่านแม่ ตอนท่านพ่อกลับบ้านหกล้มไปครั้งหนึ่ง… เกรงว่าขาคงพลิก ต้องพักสักสองวัน”
ภรรยาของหลิวจู้กล่าวเสียงแหลม “แล้ว่นี้ข้าจะอยู่อย่างไรเล่า?”
บุตรชายคนโตรีบพูด “พรุ่งนี้ข้าและน้องรองจะไปขายไส้ทอดทั้งในหมู่บ้าน ในตำบล และในอำเภอเลยขอรับ”
กลางดึกฝนหยุดตกแล้วจ้าวซื่อรู้สึกไม่สบายเพราะลูกในท้องกวนจนนอนไม่หลับตลอดคืนตอนที่นางลุกมาเข้าห้องน้ำ นางหยุดยืนฟังเสียงฝนอยู่ตรงหน้าต่าง ข้างนอกไม่มีเสียงฝนแล้วฝนหยุดแล้ว เช่นนี้ครอบครัวก็จะทำการค้าได้ นางจึงอารมณ์ดีเป็พิเศษเมื่อล้มตัวลงนอนก็หลับไปในที่สุด
เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็เวลาเช้าแล้วแสงอาทิตย์สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาบนเตียงไม้เก่าๆ ที่ทั้งกว้างและใหญ่จ้าวซื่อลุกขึ้นนั่ง เมื่อหันไปมองก็พบว่า กระโถนปัสสาวะที่อยู่ข้างกำแพงหายไปเช่นทุกวันเชื่อว่าคงเป็บุตรีสุดที่รักเข้ามานำออกไปกระมัง
ั้แ่หลี่ซานไม่อยู่บุตรสาวก็เป็คนอาสาจัดการเื่กระโถนปัสสาวะให้ทุกวัน
สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวบุตรสาวบุตรชายล้วนขยันขันแข็งและกตัญญู อาเล็กก็เชื่อฟังดี จ้าวซื่อพอใจมากแล้ว
นางสวมเสื้อคลุมและเดินออกจากห้องจะไปเช็ดตัวเห็นบุตรชายคนโตถือถังไม้ออกมาจากห้องเตรียมจะไปหาบน้ำจากแม่น้ำ ทั้งยังเห็นเงาบุตรชายคนที่สามอยู่ในห้องครัวจึงถามไปว่า “วันนี้น้องรองและน้องสี่ของเ้าไปที่ตำบลหรือ?”
หลี่เจี้ยนอันมีท่าทางกระตือรือร้น ผงกศีรษะตอบ “ขอรับ” เดิมทีวันนี้ควรเป็เวรของเขาและหลี่ฝูคังเพียงแต่เมื่อวานฝนตกทั้งวันจึงไม่ได้ออกไปทำการค้าขายหลี่หรูอี้จึงจัดแจงให้หลี่ฝูคังพาหลี่ิ่หานไปแทน
จ้าวซื่อเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จแล้วเดินออกมาพบว่าบนโต๊ะอาหารในห้องโถงมีอาหารเช้าที่หลี่หรูอี้เก็บไว้ให้นางโดยเฉพาะวางเรียงอยู่เป็แป้งย่างใส่ไข่หนึ่งแผ่นและน้ำแกงผักกวางตุ้งที่มีน้ำมันหมูอยู่เล็กน้อย
หลี่เจี้ยนอันมองหน้าจ้าวซื่อจากนั้นจึงส่งสายตาให้หลี่อิงฮว๋า เมื่อเห็นว่าหลี่อิงฮว๋าพยักหน้ารับแล้ว จึงหาบถังไม้สองใบออกไปที่แม่น้ำ
หลังจากจ้าวซื่อกินแป้งย่างเข้าไปคำหนึ่งก็รู้สึกว่ารสชาติอร่อยยิ่งนัก จึงกัดไปอีกสองคำ ทั้งยังก้มหน้าลงมอง ก็พบว่ามีไข่ไก่สีเหลืองฉาบอยู่บนแป้งย่างด้วยจึงพูดเสียงดังว่า “เหตุใดจึงทำไข่ให้ข้า? บ้านเราไปเอาไข่มาจากไหน?”
หลี่อิงฮว๋ารู้ว่าจ้าวซื่อจะอารมณ์เสียจึงรีบวางงานในมือลง วิ่งไปหาแล้วถามยิ้มๆ ว่า “ท่านแม่ท่านว่าไข่ไก่อร่อยหรือไม่?”
ท้องของจ้าวซื่อส่งเสียงร้องโครกครากออกมาแต่นางกลับไม่ยอมกินแป้งย่างอีก จ้องไปทางหลี่อิงฮว๋าด้วยท่าทีขุ่นเคือง “ไร้สาระ ไข่ไก่ต้องอร่อยอยู่แล้ว!”
หลี่อิงฮว๋านั่งลงยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจขอรับฟังข้าอธิบายก่อน เมื่อวานพี่ใหญ่และพี่รองไปที่ตำบล เห็นกับตาว่า ท่านปู่ที่ขายเกี๊ยวน้ำก็ขายแป้งย่างต้นหอมเช่นกันเมื่อกลับมาแล้วจึงนำเื่นี้มาหารือกับน้องสาว น้องสาวจึงตัดสินใจว่า จะทำแป้งย่างใส่ไข่ให้พวกเรานำไปขายที่ในตำบล”
จ้าวซื่อกล่าวเสียงอ่อนลง “ไม่ทันไรก็มีคนขายแป้งย่างต้นหอมเหมือนบ้านเราที่ในตำบลแล้วหรือ?”
บ้านหลี่เพิ่งขายแป้งย่างต้นหอมที่ตำบลจินจีเพียงวันเดียวก็ถูกผู้อื่นลอกเลียนแล้ว การขายอาหารเป็ธุรกิจที่ยากลำบากจริงๆ
หลี่อิงฮว๋าเห็นจ้าวซื่อมีสีหน้าเป็กังวลจึงรีบพูดว่า “แป้งย่างต้นหอมไม่ว่าบ้านใดก็ทำได้แต่แป้งย่างใส่ไข่มีเพียงบ้านเราที่ทำได้”
สายตาของจ้าวซื่อจับจ้องอยู่ที่แป้งย่างที่ถูกฉาบด้วยไข่ไก่สีเหลืองอร่ามที่อยู่ในมือนางพูดเบาๆ ว่า “นี่คือแป้งย่างใส่ไข่หรือ”
“ใช่แล้วขอรับน้องสาวคิดตั้งนานกว่าจะทำออกมาได้ ท่านว่าอร่อยหรือไม่?”
จ้าวซื่อทอดถอนใจไข่ไก่มีรสชาติพิเศษที่อร่อยจนหยุดกินไม่ได้เลย ระยะนี้นางได้กินอาหารดีๆ หลายมื้อทั้งยังมีอาหารจานเนื้ออีกด้วย แต่ไม่ได้กินไข่ไก่มาหลายเดือนแล้ว นางพูดเบาๆขึ้นว่า “อร่อย”
หลี่อิงฮว๋าพยายามไม่มองไปยังแป้งย่างใส่ไข่ เขาก้มหน้าแล้วพูดว่า “ท่านแม่ขอรับ ไข่ไก่นี้ เมื่อวานน้องสาวให้พี่ใหญ่และพี่รองไปซื้อกลับมาให้ท่านกินเพื่อบำรุงร่างกายโดยเฉพาะและนางอยากจะทำแป้งย่างใส่ไข่พอดี จึงซื้อไข่ไก่มาทำให้ท่านด้วย”
“สุขภาพของข้าดีมากอยู่แล้วจะซื้อไข่ไก่มาให้ข้าทำไมกัน?” จ้าวซื่อแทบสำลักเมื่อครู่นางเข้าใจผิดคิดว่าลูกๆ ตะกละจึงซื้อไข่ไก่มากิน
หลี่อิงฮว๋ากล่าวต่อ “น้องสาวจับชีพจรให้ท่านแล้ว นางบอกว่าท่านนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ร่างกายเสียหาย ต้องบำรุงระยะยาว…หากบำรุงไม่ดีปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปเกรงว่าน้องชายทั้งสองที่อยู่ในท้องท่านคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว…”
จ้าวซื่อทอดถอนใจ “ที่แท้ท้องนี้ก็ยังเป็แฝดหรือ” หลังจากที่คลอดหลี่หรูอี้นางก็แท้งไปแล้วสามครั้ง สองในสามครั้งเป็ท้องแฝดเดิมทีคราวนี้นางไม่อยากตั้งครรภ์แล้ว ผู้ใดจะทราบว่าไม่เพียงแต่จะตั้งครรภ์ทั้งยังตั้งครรภ์ลูกแฝดอีกด้วย
ครอบครัวมีชีวิตยากลำบากมากแล้วจู่ๆ ก็มีปากท้องเพิ่มมาอีกสองคนในคราวเดียวเสื้อผ้ารองเท้าอะไรก็ต้องเตรียมไว้สองชุด ทำให้ทุกข์ระทมแทบตายเลยจริงๆ
หลี่อิงฮว๋าเห็นจ้าวซื่อรู้แล้วว่าเด็กในท้องเป็แฝดแต่กลับไม่มีท่าทียินดีแม้แต่น้อย ในใจจึงรู้สึกโศกเศร้า แอบสาบานกับตนเองว่า จะหาเงินให้ครอบครัวมากๆ “ท่านแม่ขอรับ ท่านไม่ต้องกังวลว่าบ้านเราจะไม่มีเงินเลี้ยงน้องชายหรอกพวกเราพี่น้องหาเงินได้ขอรับ”
จ้าวซื่อพยักหน้าช้าๆ เมื่อนึกถึงเงินสามสิบทองแดงที่ลูกๆให้มาด้วยความกตัญญู หัวใจจึงคล้ายได้รับการปลอบประโลม คิ้วที่ขมวดก็คลายออกถามว่า “หรูอี้เล่า?”
.......................................