เช้าวันรุ่งขึ้นสายลมเย็นพัดโชยผ่านหน้าต่างที่ปิดไว้ไม่สนิท ทำให้บานไม้ค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้นแสงแดดอ่อน ๆ ทอประกายสีทองลอดเข้ามาภายในห้อง กล้า เป็คนแรกที่ลืมตาขึ้นมา ั์ตาสีเข้มมองไปรอบๆ อย่างสงบ เสียงนกร้องจากไกล ๆ ชวนให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย เขาลุกขึ้นจากเสื่อนอนแล้วหันไปปลุกน้องชายที่นอนอยู่ด้านข้าง
กล้า:ไอ้ทิว ไอ้ทิว ตื่นได้แล้ว..
เขาพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปสะกิดตัวน้องชายของเขาทิวที่ได้ยินเขาพลิกตัวเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งบิดี้เี ทิศใต้ที่รู้สึกตัวเขาค่อยลุกขึ้นจากที่นอนแล้วมองออกไปที่หน้าต่าง
ทิศใต้:เช้าแล้วทุกคน ได้เวลาตื่นแล้ว
ยุพินที่นอนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินแบบนั้นเธอพยายามพลิกตัวขึ้นมานั่งอย่างเงียบ ๆในสภาพหัวที่ฟูยุ่งเหยิงเหมือนรังไก่ ทันใดนั้นเอกที่ยังนอนซุกผ้าห่มอยู่ขยับเล็กน้อย ก่อนจะโผล่หน้าขึ้นมาพูดด้วยเสียงงัวเงีย
เอก:ข้า..ขออีกห้านาทีก่อนได้ไหม…
รำพาที่นอนอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้น เธอเอื้อมมือไปดึงผ้าห่มของเอกออก แล้วเอามาคลุมตนเองก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อู้อี้อยู่ใต้ผ้าห่ม
รำพา:ตื่นเถอะไอ้เอก นี่มันเช้าแล้วนะ
เอก:อะไรของเอ็งเนี่ยรำพา บอกข้าตื่นส่วนเอ็งนอนต่อหรอ…
ทิวที่เห็นแบบนั้นเขาหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ทิศใต้จะลุกขึ้นและเดินออกไปข้างนอก ก่อนที่คนอื่น ๆจะเดินตามเขาออกไปข้างนอก หลังจากนั้นพวกเขามุ่งหน้าไปยังนอกชานเมืองซึ่งเป็ที่ที่พวกเขามาฝึกศาสตราวุธ
เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงสายลมพัดผ่านไปมาทำให้บรรยากาศเย็นสบายและเงียบสงบดั่งเช่นเคย ในระหว่างการฝึกพวกเขาก็เริ่มปรึกษากันเื่การฝึกเพื่อทะลวงขีดจำกัดของศาสตราวุธ ในตอนนั้นทั้งกล้าและทิศใต้ก็ต่างมีความเห็นเดียวกันว่า ควรฝึกให้เอกและรำพาต่อ เพราะตอนนี้พวกเขาทั้งสองมีเกราะอาวุธคนละ1 ระดับอยู่แล้วและจะออกหาส่วนประกอบเพื่อได้หลอมเกราะศาสตราวุธไปในครั้งเดียว
แต่ยังติดปัญหาอยู่ที่ว่าเกราะอาวุธส่วนตัวของเอกเกิดรอยร้าวขึ้น เนื่องจากต้องรับการโจมตีจากเกราะศาสตราวุธที่มีระดับสูงกว่าในครั้งแรกอยู่แล้วและเสียหายมากยิ่งขึ้นเมื่อปะทะกับตะขาบทมิฬั์ในการล่าลูกไฟแห่งจิติญญาให้กับยุพินครั้งนั้น ทำให้คนอื่น ๆพร้อมกันลงความเห็นว่าควรซ่อมเกราะอาวุธให้เอกก่อน จึงจะค่อยฝึกให้กับทั้งสอง
จากนั้นทิศใต้มองไปที่เกราะอาวุธที่เกิดรอยร้าวของเอก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและได้เสนอทางเลือกให้เอกว่าจะเลือก ซ่อมเกราะ หรือ หลอมเกราะใหม่ ซึ่งทั้งสองทางเลือกต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันเช่น ถ้าเอกเลือกซ่อมเกราะเดิมอาจใช้เวลาน้อยกว่าเล็กน้อยแต่ด้วยสภาพที่ใกล้แตกร้าวเต็มที ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าความเสี่ยง
ขณะที่การหลอมเกราะใหม่จะได้เกราะอาวุธใหม่และความสามารถก็จะเปลี่ยนไปตามส่วนประกอบที่นำมาหลอมแต่ก็ต้องใช้เวลาในการตามหาส่วนประกอบเพิ่มเข้าไปอีก เอกที่ได้ยินแบบนั้นแล้วเขาลังเลที่จะเลือกอยู่สักพักก่อนจะกล่าวตอบ
เอก:ข้าคิดว่า…เราน่าจะลองซ่อมเกราะเดิมดูนะ
คำพูดของเอกทำให้ทุกคนหันมามองเขากำมือเบา ๆ ัักับเกราะอาวุธที่อยู่กลางอกของเขา ด้วยสีหน้าของเขาจริงจัง
เอก:เกราะอาวุธระดับนี้ช่วยข้ามาตลอด มันอาจดูใกล้แตกแต่ความสามารถของมันในการป้องกันยังสำคัญสำหรับข้า ถ้าไม่มีเกราะระดับนี้ บางที..ข้าอาจจะไม่รอดจากการต่อสู้ที่ผ่านมาก็ได้
กล้า:อืม ก็จริงที่ ความสามารถของเกราะนี้ช่วยปกป้องเอ็งแต่ว่าเกราะนี้ก็มีรอยร้าวที่ใหญ่มาก หากมันแตกในสนามรบมันอาจกลายเป็จุดอ่อนแทนที่จะช่วยปกป้อง
ทิศใต้:ในเมื่อเอ็งเลือกที่จะซ่อมเกราะ ข้าก็จะช่วยเอ็งหาส่วนประกอบมาซ่อมช่วยแต่ถ้าซ่อมให้กลับมาเป็ปกติเหมือนเดิม ก็ยังพอซ่อมได้อยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทุกคนก็ลงความเห็นร่วมกันพวกเขาจะเริ่มออกเดินทางเพื่อค้นหาส่วนประกอบที่เหมาะสมกับการซ่อมเกราะของเอกในทันที
ในระหว่างทางพวกเขาได้ปรึกษากันถึงส่วนประกอบในการซ่อมเกราะอาวุธของเอกโดยปกติแล้วหากใช้ส่วนประกอบอะไรบ้างในการหลอมเกราะก็จำเป็ต้องใช้ของแบบนั้นในการซ่อมเช่นเดียวกันแต่ในตอนนี้พวกเขาไม่สามารถหาส่วนประกอบที่เอกใช้หลอมเกราะอาวุธได้เนื่องจากส่วนประกอบบางอย่างอาจจะมีเฉพาะในบางพื้นที่และบางอย่างนั้นถึงจะรู้ว่าหาได้จากที่ไหนแต่ก็จำเป็ต้องเดินทางไกลเพื่อไปหา
พวกเขาจึงจะหาส่วนประกอบที่หาพบได้ง่ายมาให้ซ่อมเกราะแต่ยังคงความสามารถของเกราะอาวุธไว้เป็การป้องกันเหมือนเดิมพวกเขาได้ปรึกษากันเกี่ยวกับส่วนประกอบต่าง ๆ จนได้ข้อสรุปว่าจะหาส่วนประกอบทั้งหมด2 อย่าง นั่นคือ
1.ดอกกล้วยไม้ดารา ให้ความสามารถในด้านการเสริมเกราะป้องกันและลดผลกระทบจากการโจมตีได้อีกด้วยโดยมักจะพบในป่าโปร่งที่ได้รับแสงแดดเล็กน้อย
2.รากว่านแก้ว ช่วยในการฟื้นฟูในส่วนต่าง ๆและยังช่วยลดค่าสถานะถูกควบคุมได้ในระดับต่ำได้ มักพบได้ในป่าทึบใกล้ลำธาร
ส่วนลูกไฟแห่งจิติญญาจะใช้ลูกไฟของ เต่าั์หิน เป็อสูรศาสตราชั้นต่ำแถมยังเชื่องช้าเป็เป้านิ่งในการโจมตีง่ายและแม่นยำแต่เต่าั์หินมีความสามารถในการป้องกันที่สูงในระดับนึงมักพบได้ง่ายที่แถวริมแม่น้ำในป่าลึกและเต่าั์หินนี้เป็สัตว์ที่ชอบอยู่ตัวเดียว
ดังนั้นจะไม่ต้องโจมตีเต่าั์หลายตัวให้เหนื่อยต่างจากอสูรศาสตราที่พวกเขาออกล่าเมื่อก่อนหน้านี้
หลังจากพวกเขาก็ได้ออกเดินทางตามหาส่วนประกอบซึ่งใช้เวลาเดินป่าอยู่หลายชั่วโมงพวกเขาก็พบดอกกล้วยไม้ดาราบานสะพรั่งในแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านกิ่งไม้ทุกคนช่วยกันเก็บอย่างระมัดระวังเพราะดอกไม้ชนิดนี้เปราะบางและต้องเก็บด้วยมือเปล่าเท่านั้น
เมื่อได้มาแล้วพวกเขาก็ออกตามหารากว่านแก้วต่อ ซึ่งเดินมาไม่ไกลพวกเขาก็พบลำธารเล็ก ๆที่มีหินเรียงรายอยู่โดยรอบ เมื่อกวาดสายตาไปมองพวกเขาก็พบกับต้นว่านแก้วที่อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ ๆ ริมน้ำทิศใต้จึงได้เปลี่ยนร่างเป็พยัคฆ์ไพรอำพันแล้วเริ่มใช้อุ้งเท้าที่มีกรงเล็บที่แหลมคมของเขาขุดเอารากของต้นว่านแก้วขึ้นมา
หลังจากที่พวกเขาหาส่วนประกอบ2 อย่างแล้ว พวกเขาก็หันมาเตรียมตัวสำหรับการล่าอสูรศาสตราเต่าั์หินเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิติญญาของมันมาใช้ในการหลอมเกราะอาวุธทิศใต้เปลี่ยนร่างกลับเป็มนุษย์แล้วกล่าวขึ้น
ทิศใต้:เอาล่ะทุกคน ตอนนี้เราได้ส่วนประกอบมาครบแล้ว เหลือแค่ลูกไฟเท่านั้นแต่ก็ไม่น่ายาก
กล้า:แถวนี้ก็เป็แม่น้ำอยู่นี่ เต่านั่นน่าจะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำถ้าอย่างงั้นพวกเราควร แยกกันเดินหาแถว ๆ นี้ดูก่อนเผื่อจะเจอ
ยุพิน:ก็…ดีนะ แต่ข้าว่าเกาะกลุ่มกันเดินหาไปแบบนี้ดีกว่า ถ้าหลงกันมาจะเป็เื่เอา
กล้า:ก็ได้…
หลังจากนั้นพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าทึบจนพบแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลเอื่อยเสียงน้ำที่กระทบหินและลำธารสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบทั้งกลุ่มเริ่มเดินตามริมแม่น้ำเพื่อค้นหาเต่าั์หินอย่างตั้งใจ
เวลาผ่านไปนานพอสมควรพวกเขายังไม่พบอะไรเลยพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะเดินข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำเพื่อค้นหาต่อแต่แม่น้ำนี้มีความกว้างมากทำให้การที่พวกเขาจะเดินกลับไปยังทางเก่าเพื่อข้ามแม่น้ำไปก็น่าจะกินเวลานานพอสมควร
เอกจึงพยายามหาทางข้ามแม่น้ำนี้ไปให้ได้ในตอนนี้ตอนแรกเขาทดสอบความลึกของแม่น้ำดูก่อนเป็อันดับแรก โดยให้คนอื่น ๆก็ยืนดูอยู่ไม่ห่างมาก
เอกเริ่มก้าวเท้าลงไปในแม่น้ำข้างหนึ่งซึ่งพบว่าน้ำนั้นก็ไม่ได้ลึกมาก ระดับน้ำสูงถึงเพียงหัวเข่าของเขาเท่านั้นเมื่อเห็นแบบนั้น แล้วเขาจึงยื่นมือขึ้นส่งสัญญาณให้กับคนอื่น ๆที่บ่งบอกได้ว่าน้ำไม่ได้ลึกมากอย่างที่เห็น ก่อนจะก้าวเท้าอีกข้างลงไป
ทันใดนั้นเท้าข้างที่สองลงไปร่างกายของเขากลับจมลงไปครึ่งตัวอย่างรวดเร็วความเย็นของน้ำทำให้เขาชะงักและหันหน้ามามองคนอื่น ๆ ด้วยสีหน้าที่เหวอเล็กน้อยรำพาที่เห็น เธอก็หัวเราะชอบใจใหญ่ก่อนที่ทิวจะเดินไปดึงแขนเพื่อนของเขาขึ้นมาจากน้ำด้วยความเอ็นดู หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มการหาวิธีใหม่ในการข้ามแม่น้ำ
กล้าจึงเสนอให้พวกเขาเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมเพื่อข้ามแม่น้ำ ทุกคนก็ตกลงอย่างไม่ลังเลแต่ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินย้อนกลับ ยุพินซึ่งเดินตามหลังพลางมองสำรวจรอบ ๆก็สังเกตเห็นโขดหินก้อนใหญ่หลายก้อนเรียงรายอยู่กลางแม่น้ำ ลักษณะเหมือนเกาะเล็ก ๆที่อาจใช้เป็ทางข้ามได้ เธอหยุดนิ่งครู่หนึ่งแล้วหันไปกล่าวกับพวกพ้อง
ยุพิน:เดี๋ยวก่อน บางที… ข้าคิดว่าพวกเราน่าจะใช้หินพวกนั้นข้ามแม่น้ำได้นะมันน่าจะเร็วกว่าเดินอ้อมกลับไปอีกทาง
ทุกคนหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองตามสายตาของยุพินกล้ามองไปตามโขดหินที่ยุพินพูดถึง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพยักหน้าเล็กน้อยตอบรับหลังจากประเมินระยะห่างระหว่างก้อนหิน แล้วจึงกล่าวตอบยุพิน
กล้า:ถ้าพวกเรา ะโไปตามหินพวกนี้ ก็น่าจะพอข้ามไปน่าจะใช้เวลาน้อยกว่าที่ต้องเดินอ้อมกลับไปข้ามอยู่
ทิศใต้ : แต่ต้องระวังกันหน่อยนะ หินพวกนี้อาจจะทำให้ลื่นขึ้นมาได้
ทิว:ครับ!
เอก:ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้ข้าจะระวังให้มากกว่าเดิม
ทุกคนเริ่มเตรียมพร้อมกล้าจึงตัดสินใจก้าวนำหน้า เขาะโขึ้นไปบนโขดหินก้อนแรกอย่างระมัดระวังเมื่อขึ้นไปบนโขดหินได้แล้ว เขากระทืบเท้าเบา ๆ บนโขดหินที่เขากำลังยืนอยู่ เพื่อทดสอบความแข็งแรง
เมื่อมั่นใจแล้วเขาส่งสัญญาณมือกลับมาที่พวกพ้องแล้วเขาะโไปยังหินก้อนถัดไปเรื่อย ๆ ทิศใต้เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วเขาจึงะโขึ้นไปบนโขดหินเป็คนต่อมา ตามมาด้วยคนอื่น ๆที่เริ่มะโไปตามทีละคน ๆ และทิวเป็คนสุดท้าย
ทุกๆ ก้าวนั้นเป็ไปด้วยความระมัดระวัง เสียงน้ำนิ่งที่ไหลลึกดังเบา ๆ ฟังดูสบายหูจากนั้นไม่นานกล้าก็ข้ามไปถึงอีกฝั่งของแม่น้ำได้ เขายืนมองคนอื่น ๆ ที่เดินตามมา
กล้า:ทุกคนอีกนิดเดียว! ระวังตัวด้วยล่ะ
ต่อมาไม่นานทิศใต้ก็ตามกล้ามาถึงอีกฝั่งได้อย่างปลอดภัยเขาหยุดพักหายใจพร้อมพยักหน้าให้กล้า ก่อนหันกลับไปมองคนอื่น ๆ ที่ยังข้ามมาไม่ถึงทิวที่อยู่ด้านหลังสุด เขาพยายามจะไปถึงฝั่งให้เร็วที่สุด แต่โขดหินมีพื้นที่แค่พอให้ยืนคนเดียวเท่านั้น ถ้าอยากจะข้ามไปต้องไปทีละคนทิวตัดสินใจะโไปยังหินอีกก้อนที่อยู่ใกล้กัน กล้าสังเกตเห็นและแสดงสีหน้ากังวล
ทิวค่อยๆ ะโไปที่หินโขดต่อไปอย่างระมัดระวังทันทีที่เขามาถึงหินก้อนหนึ่งซึ่งมีลักษณะโค้งนูนอย่างมากและมีชั้นหินหนาไม่เท่ากันทำให้เท้าของเขาไถลออกด้านข้าง เสียงร้องเบา ๆจากการเสียหลักดังขึ้นและร่างของทิวก็ลื่นตกลงไปในแม่น้ำทันที
กล้า:ไอ้ทิว!
เสียงน้ำกระเซ็นดังพร้อมกับความใของทุกคนก่อนที่ต่อมาไม่นานทิวก็โผล่หัวขึ้นมาจากแม่น้ำ ทำให้ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
กล้า:ไอ้ทิว! เอ็งเป็อะไรไหม
ทิว:ข้าไม่เป็ไรพี่กล้า
สิ้นสุดคำกล่าวนั้นทิวก็ว่ายน้ำไปยังฝั่งที่กล้ายืนอยู่ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขึ้นจากน้ำ จู่ ๆเสียงหินกระทบกันดังมาจากหินโขดที่ทิวลื่นก่อนหน้านี้ก็เกิดขยับได้ขึ้นมาทุกคนที่เห็นแบบนั้นต่างก็หันไปมองด้วยความประหลาดใจสายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่หินโขดที่ค่อย ๆ ยกขึ้นสูงเหนือผิวน้ำ แท้จริงแล้วคืออสูรศาสตรา
แผ่นหลังของมันถูกปกคลุมด้วยชั้นหินหนาราวกับเป็ูเาย่อม ๆ ที่ลอยน้ำได้ ตามตัวของมันเป็สีเทาเข้มไปจนดำในจับจ้องมาที่กลุ่มอย่างชัดเจน เผยให้เห็นว่านั่นคืออสูรศาสตรา เต่าั์หินที่พวกเขากำลังตามหา
เสียงคำรามต่ำลึกของเต่าั์หินดังสนั่นไปทั่วบริเวณปลุกให้บรรยากาศที่เงียบสงบเปลี่ยนเป็ตึงเครียดทันที ทิวว่ายน้ำหนีอย่างสุดชีวิตขณะที่เต่าั์หินขยับตัวช้า ๆ มันค่อย ๆยกเท้าขนาดมหึมาขึ้นและพยายามเหยียบไปที่ทิว แม้ท่าทางของมันจะดูเชื่องช้าแต่แรงกระแทกจากเท้าของมันกลับสร้างคลื่นน้ำที่รุนแรง
รำพา:แย่ล่ะ!
เอก:ทิว! ระวัง!!
เท้าของเต่าั์กระแทกผืนน้ำคลื่นน้ำมหาศาลก็ก่อตัวขึ้น ซัดเข้าหาตัวของทิวจนร่างของเขากระเด็นขึ้นมาบนฝั่งกล้าที่เห็นแบบนั้นเขารีบวิ่งเข้าไปประคองน้องชายของเขาให้ลุกขึ้นเต่าั์หินคำรามอีกครั้ง เสียงของมันะเืเข้ามาถึงพื้นดินร่างมหึมาของมันค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ทุกคนรีบวิ่งออกไปจากตรงนั้นให้ห่างมากที่สุดเพื่อตั้งตัวเมื่อได้ในระยะที่คิดว่าปลอดภัยพอสมควรและจึงหาวิธีรับมือกับเต่าั์หินตัวนี้อย่างเร่งด่วน
กล้า:มันโจมตีช้าและเคลื่อนไหวก็ช้าเหมือนที่เราคิดไว้ แต่เกราะของมัน…แข็งแกร่งมากจริง ๆ ข้าคิดว่าไม่ง่ายที่จะทะลุผ่านได้
ทิศใต้:นั่นก็จริง แต่มันก็เป็เป้านิ่งที่โจมตีได้ง่ายข้าพอมีข้อได้เปรียบอยู่บ้างเื่ความคล่องตัว ถ้าพวกเราโจมตีมันเข้าไปมาก ๆมันก็ต้องเจ็บอยู่บ้างแหละน่า
กล้า:ดี งั้นเราต้องแบ่งหน้าที่ ไอ้ทิวเอ็งทำหน้าที่ล่อมัน อย่าเข้าใกล้เกินไปส่วนทิศใต้กับข้าจะหาจังหวะเข้าประชิดและโจมตีให้เอง
เมื่อตกลงกันได้แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันเตรียมตำแหน่งตามแผนที่วางไว้ กล้าและคนอื่น ๆวิ่งไปซ่อนตัวที่หลังต้นใหญ่เพื่อหาจังหวะโจมตี ส่วนทิศใต้เข้าปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อสังเกตสถานการณ์อยู่้า มีเพียงทิวที่ยืนอยู่กลางที่โล่งเป็ตัวล่อให้เต่าั์หิน
ต่อมาไม่นานเสียงฝีเท้าของเต่าั์หินที่เคลื่อนเข้าใกล้เข้ามา ทำให้พื้นดินสั่นะเืเบา ๆราวกับเป็สัญญาณเตือน ทุกคนเตรียมพร้อมในตำแหน่งของตน ทันใดนั้นเต่าั์หินปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้หนา ร่างอันมหึมาของมันช่างดูน่าเกรงขามกระดองแข็งแรงที่สะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้ดูเหมือนหินั์ที่เคลื่อนไหวได้ดวงตาสีดำลึกของมันจับจ้องไปที่ทิว ก่อนจะคำรามต่ำก้องกังวานไปทั่วบริเวณทิวเริ่มขยับตัวไปทางซ้ายและขวาเพื่อดึงความสนใจ เขาตบมือเบา ๆและยั่วยุด้วยการะโออกไป
ทิว: เข้ามานี่สิข้าอยู่ทางนี้!!
เต่าั์หินเมื่อเห็นแบบนั้นมันจึงเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างช้า ๆและยื่นหัวออกจากกระดองเล็กน้อยเพื่อเตรียมโจมตีทิวถอยหลังและะโหลบอย่างระมัดระวัง คอยดึงระยะให้อยู่ในพื้นที่โล่งทิศใต้ที่อยู่บนต้นไม้ เขาเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของเต่าั์หินอย่างละเอียดก่อนจะส่งสัญญาณมือไปให้กับคนอื่น ๆ
ยุพินเอกและรำพา ที่เห็นแบบนั้นพวกเขาปรากฏตัวออกมาจากที่หลังต้นไม้ต้นที่ตำแหน่งที่พวกเขาปรากฏตัว อยู่รอบตัวเต่าั์หินทำให้มันหยุดชะงักไปก่อนจะหันไปมองพวกเขาที่อยู่รอบ ๆมันลังเลที่จะเลือกว่าจะโจมตีใครก่อน แต่ รำพา ไม่รอช้าเริ่มเปิดการโจมตีด้วยความสามารถเกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 1 ฝนปิ่นนิโลบล ของรำพาปิ่นออร่าสีทองนับร้อยอันพุ่งไปยังเต่าั์หิน
แต่การป้องกันของเต่าั์หินจะสูงกว่าการโจมตีเจาะเกราะของความสามารถเกราะอาวุธของรำพาเมื่อเธอรู้ว่าการโจมตีของตนเองไร้ผล วิ่งไปรอบ ๆ และโจมตีจากหลาย ๆ มุมต่อจากนั้นยุพินใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ สาดใส่เต่าั์หินโดนบริเวณบนกระดองของมันทำให้พิษที่รุนแรงไหลเข้าไปตามซอกของกระดองของเต่าั์หินทำให้มันส่งเสียงคำรามออกมาด้วยความเ็ป
จากนั้นเต่าั์หินจะเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตียุพินมันได้ใช้เท้าอันใหญ่ของมันพยายามจะเหยียบเธอ แต่ด้วยการโจมตีที่ช้าของมันทำให้เธอก็สามารถเคลื่อนตัวหลบได้ เท้าของมันกระแทกลงพื้นอย่างแรงทำให้เกิดการสั่นะเืไปทั่วบริเวณ แต่ทันทีที่เต่าั์หินกำลังเคลื่อนที่ไปโจมตียุพินต่อกล้าได้โจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับที่ 2 หมัดขวาฟ้าคำราม หวดไปที่ส่วนหัวของเต่าั์หิน
ด้วยการโจมตีที่รุนแรงความสามารถเกราะอาวุธระดับสองทำให้เต่าั์หินเดินเซไปด้านข้างเล็กน้อยบริเวณเหนือตาของมันมีเืสีแดงไหลซึมออกมาทว่าไม่นานมันก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบปกติ ก่อนจะยกเท้าขึ้นเหยียบไปที่กล้าแต่เขาก็ะโหลบได้ทัน
ตอนนี้พวกเขาอยู่รอบตัวของเต่าั์หินแล้วแต่การโจมตีของพวกเขาแต่ละคนทำอะไรมันแทบไม่ได้มีเพียงการโจมตีด้วยความสามารถเกราะอาวุธของยุพินเท่านั้นที่พอจะทำให้เต่าั์หินพอจะเ็ปได้บ้าง
ทางฝั่งของบนต้นไม้ทิศใต้ที่เฝ้าสังเกตได้เล็งเห็นถึงจุดนี้จุดที่พวกเขาจะสามารถจัดการเต่าั์หินนี้ลงได้เขาจึงสั่งให้ทุกคนถอยกลับไปตั้งตัวใหม่อีกครั้ง
เมื่อถอยออกมาจนพ้นระยะสายตาของเต่าั์หินเข้าทิศใต้จึงบอกกับทุกคนเกี่ยวกับจุดอ่อนของเต่าั์หินถึงแม้ว่าเต่าั์หินจะมีการป้องกันที่แ่าจนแม้แต่กล้าและรำพาก็ยังไม่สามารถทำให้มันาเ็อะไรได้
ทว่าตามซอกใต้กระดองของมันยังมีเนื้อซึ่งพิษของยุพินที่ไหลไปโดนทำให้มันเ็ปจนต้องคำรามออกมาในส่วนนี้การโจมตีด้วยความสามารถเกราะอาวุธของยุพินเหมือนจะเป็ได้ผลมากที่สุดพวกเขาจึงวางแผนกัน
ทิศใต้:ทุกคนฟังนะ! เ้านี่มีเกราะที่แข็งแกร่งจนแทบไม่มีใครเจาะทะลุได้แต่ใต้กระดองของมันยังมีซอกที่ปกป้องไม่มิด ซึ่งนั่นล่ะที่เราต้องเล่นงานแต่ยุพินพิษของเอ็งเห็นได้ชัดว่ามันทำให้เต่าั์หินนั่นาเ็ได้เพราะฉะนั้นเอ็งควรเป็คนโจมตีมัน
กล้า:ส่วนของคนที่เหลือให้วิ่งล่อให้มันสับสน แล้วให้ยุพินเป็คนโจมตีมันน่าจะได้
ทิศใต้:แบบนั้นก็ดี แต่ระวังกันหน่อยล่ะและยุพิน เอ็งต้องหาจังหวะโจมตีมันให้ดีเพราะถ้ามันหดกลับเข้าไปในกระดองของมัน จะทำให้พวกเราโจมตียากขึ้นไปอีก ทางที่ดีเอ็งต้องจัดการในรอบเดียวจะดีที่สุด
ยุพิน:ได้อยู่แล้ว
เมื่อพวกเขากลับไปที่พื้นที่โล่งเต่าั์หินยังคงยืนตระหง่านอยู่ ดวงตาของมันหมุนไปมาราวกับค้นหาเหยื่ออีกครั้งทิวเริ่มวิ่งวนไปรอบ ๆ เพื่อยั่วยุให้มันโกรธเต่าั์หินคำรามต่ำก่อนจะเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ไล่ตามเขาด้านหลังของเต่าั์หิน
ทิว:เข้าเลย!!
เสียงะโของทิวทำให้เต่าั์หินคำรามต่ำในลำคอมันเริ่มเคลื่อนตัวช้า ๆ ไล่ตามเขา แต่ในจังหวะนั้นเอกก็ปรากฏตัวจากเงามืดด้านหลังของมัน
เอก:มานี่สิ ข้าอยู่นี่!!
เขากล่าวขึ้นมือโบกมือไปมาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจให้เต่าั์หินหันมาสนใจ เมื่อมันหันหน้าไปสนใจเอกทิวได้ขว้างกิ่งไม้ไปใส่หน้าของมันเต่าั์หินหยุดชะงักด้วยความหงุดหงิดเต่าั์หินดูสับสนมันหันหน้ากลับไปมาระหว่างทิวและเอกอย่างไม่แน่ใจว่าควรโจมตีใครก่อนความลังเลกินเวลาเพียงครู่เดียว
ในขณะนั้นเองทิศใต้ก็กระโจนลงมาจากต้นไม้ เขาให้กระโจนเข้าไปใช้เขี้ยวที่แหลมคมกัดเข้าไปที่เนื้อเยื่ออ่อนๆ บริเวณลำตัวของเต่าั์หิน ก่อนจะใช้กรงเล็บจิกเพื่อยึดตนเองเอาไว้
ทว่าเต่าั์หินพยายามสลัดทิศใต้ให้หลุดเช่นกันแต่นั่นทำให้ทั้งคมเขี้ยวและกรงเล็บของทิศใต้ฉีกาแใหญ่มากขึ้นก่อนที่ทิศใต้จะหลุดออก
กล้าที่เห็นแบบนั้น เขารีบวิ่งเข้าไปและโจมตีด้วยความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนขวาระดับ 2หมัดขวาฟ้าคำราม โจมตีใส่หัวของเต่าั์หินอย่างจังทำให้มันเอียงตัวล้มลงไปอีกฝั่งเต่าั์ที่ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรงทำให้พื้นดินสั่นะเืเล็กน้อย ตามมาด้วยยุพินไม่ยอมให้เต่าั์หินฟื้นตัวเธอจึงใช้ความสามารถ เกราะอาวุธส่วนแขนซ้าย ระดับที่ 1 เพลิงพิษมรณะ แสงสีเขียวก่อปล่อยกระแสพิษร้อนแรงที่พุ่งเข้าใส่กระดองของเต่าั์พิษถูกพ่นเข้าไปโดนในาแที่บริเวณลำคอของมัน พิษได้ซึมเข้าไปในกระแสเืของมันทันทีเต่าั์หินคำรามด้วยความเ็ปเป็เสียงสุดท้าย ก่อนจะล้มลงและสิ้นใจตายทันที
รำพา:มัน... ตายแล้วหรอ
กล้า:อืม ก็น่าจะใช่
ทิศใต้ที่เห็นแบบนั้นเปลี่ยนร่างกลับแสงสีส้มอมทองจาง ๆ ที่ห่อหุ้มร่างของเขาก่อนจะเลือนหายไปกลับกลายเป็ร่างมนุษย์ดังเดิม แล้วค่อย ๆเดินไปยังร่างของเต่าั์หินที่นอนแน่นิ่งอยู่ทุกก้าวของทิศใต้เต็มไปด้วยความระมัดระวัง เขายืนใกล้ร่างของเต่าั์หินเล็กน้อยและเมื่อแน่ใจว่ามันตายแล้วจริง ๆ เขาหันหน้ากลับมาและพยักหน้าให้คนอื่น ๆ
ทิศใต้:มันตายแล้ว พวกเราทำสำเร็จ
เสียงของเขาดังก้องในความเงียบทันใดนั้น เอก ะโโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจเสียงหัวเราะและคำะโแห่งชัยชนะของเขาทำให้บรรยากาศตึงเครียดก่อนหน้านี้พลันคลายลงทิว ยืนนิ่งอยู่ข้าง ๆ พลางแอบยิ้มเล็ก ๆ แสดงความดีใจไปกับเพื่อนของเขา
ทันใดนั้นร่างของเต่าั์หินเริ่มถูกเปลวไฟค่อย ๆ ครอบคลุมเปลวเพลิงแผดเผาร่างอันมหึมาของมันอย่างช้า ๆไฟนั้นร้อนแรงแต่กลับไม่แผ่ความร้อนมาถึงพวกเขา ร่างของมันให้มอดไหม้ไปเปลวไฟขนาดใหญ่ก็ไหลมารวมตัวกันกลายเป็ ลูกไฟแห่งจิติญญา ที่ลอยเด่นอยู่ในอากาศทิศใต้จึงยื่นมือไปคว้าลูกไฟแห่งจิติญญา ก่อนจะนำไปให้เอก
ทิศใต้:เอ็งเอาลูกไฟนี้ไป… นำมันไปเผารวมกับส่วนประกอบที่เตรียมไว้แล้วใช้มันซ่อมเกราะอาวุธ
เอก:ขอบคุณมากครับ
ยุพินยืนมองพลางพยักหน้าช้า ๆ เธอเอียงคอเล็กน้อยมองเอกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ขณะที่รำพา เดินเข้ามาตบไหล่เอกเบา ๆพร้อมรอยยิ้มแล้วกล่าวขึ้น
ยุพิน:ดีใจด้วย
เอก:ครับ
หลังจากนั้นเอกก็นำส่วนประกอบอื่น ๆ ที่หาได้มาเผารวมกับลูกไฟแห่งจิติญญาที่ได้มาอยู่ในมือของเขาหลังจากกระบวนการเผารวมสิ้นสุดลงลูกไฟแห่งจิติญญาที่ได้รับการเสริมพลังด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วเขานำลูกไฟเข้าใกล้เกราะอาวุธ เกราะเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าแสงสีทองแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ เปลวไฟค่อย ๆ ไหลในเกราะอาวุธของเขาจากนั้นรอยร้าวก็หายไป
รำพา:รอยร้าวนั้น มัน…หายไปแล้ว!
ทิศใต้:อืม เอ็งซ่อมเกราะอาวุธได้อย่างสมบูรณ์แล้วล่ะ
เอก:ครับ ขอบคุณพวกพี่มาก ๆ เลยที่ช่วยครับ
ยุพิน:ไม่เป็ไรหรอก แค่นี้เื่เล็กน่ะ
กล้าที่เห็นแบบนั้นเข้าเขาจึงเดินเข้าไปหาเอกโดยตรง เขาวางมือบนไหล่เอกเบา ๆ แล้วกล่าวขึ้นอย่างมั่นใจ
กล้า:เ้าหนู ตอนนี้เกราะอาวุธของเอ็งกลับมาใช้งานได้เป็ปกติแล้วแต่ครั้งหน้าระวังหน่อยล่ะ เอ็งอย่ารับการโจมตีที่มากกว่าการป้องกันของตัวเอง
เอก:ครับ!
ทิศใต้:เอ็งน่ะโชคยังดีนะ ที่เกราะอาวุธแค่ร้าวถ้าโชคไม่ดีหน่อยเกราะของเอ็งอาจจะแตกไปเลยก็เป็ได้หรือถ้าโชคร้ายเกราะของเอ็งอาจจะะเิไปเลย ซึ่งมันอันตรายเอามาก ๆ
รำพา:หือ เกราะอาวุธแตกกับเกราะอาวุธะเิ มันแตกต่างกันยังไงหรอค่ะพี่ทิศใต้!
ทิศใต้:แตกต่างตรงที่ว่า ถ้าแค่เกราะแตกก็ไม่สามารถใช้ความสามารถของเกราะอาวุธส่วนนั้นได้ แต่ถ้าเป็เกราะะเิอันนี้จะฉิบหายหนัก เพราะนอกจากเกราะอาวุธจะะเิแตกออกเป็เสี่ยง ๆซึ่งจะไม่สามารถซ่อมได้ และมันยังทำให้เกราะอาวุธระดับอื่น ๆ เกิดรอยร้าวตามไปได้
รำพา:โห!
ทิว:แสดงว่า ถ้าเกราะอาวุธของเราเกิดะเิขึ้นต้องหลอมเกราะส่วนนั้นใหม่ทั้งหมดเลยหรอครับ!
กล้า:ก็ไม่ทั้งหมดหรอกนะไอ้ทิว
ทิศใต้ : ใช่ ก็ไม่จำเป็ต้องทั้งหมดที่ต้องหลอมใหม่ก็แค่เกราะระดับที่ะเิเท่านั้น ถ้าเกราะระดับอื่น ๆ เกิดร้าวก็ต้องตามซ่อมกันอยู่แบบนั้น
ทิว:อ๋อ เข้าใจแล้วครับ
เอก:ถ้าเกราะะเิระดับนึงนี่… ดูท่ายุ่งยากน่าดูเลย
รำพา:อันนี้จริงนะไอ้เอก
ทิศใต้:เท่านั้นยังไม่พอ มันมีมากกว่านั้น
ทิศใต้:ถ้าเกราะนั้นะเิแค่ระดับเดียวก็ดี แต่ถ้าเกราะะเิไปทุกระดับต้องบอกเลยว่าหนักแน่ เพราะนอกจากจะต้องหลอมเกราะใหม่ทุกระดับแล้วในตอนที่เกราะะเิ ยังจะสามารถทำอันตรายต่อนักรบศาสตราวุธคนนั้น ๆ ได้
รำพา:แย่ละสิ ถ้าเป็แบบนั้นจริง
ยุพิน:นั่นไม่น่ายุ่งยาก นั่นน่าจะฉิบหายได้เลยล่ะ…
กล้า:ทางที่ดีแล้ว ในบางครั้งหากว่างไม่จำเป็ เอ็งก็ควรหลบการโจมตีจะดีกว่า
เอก:เข้าใจแล้วครับ!
หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปยังชานเมืองในบรรยากาศเดิมที่คุ้นเคย สายลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ทำให้ใบไม้ใบหญ้าพลิ้วไหวไปตามลมพวกเขาเพื่อฝึกฝนทั้งการโจมตีและการป้องกันรวมไปถึงความเร็วในการโจมตีหรือความแม่นยำต่าง ๆ พวกเขาฝึกกันแบบอยู่หลายวันจนดวงตะวันที่ขึ้นและลับฟ้าไปวันแล้ววันเล่า
20วันผ่านไป การฝึกนั้นเป็ไปอย่างราบรื่นจนในที่สุดเอกและรำพาก็ได้ทะลวงขีดจำกัดของระดับพลังได้แล้ว ซึ่งต้องหลอมเกราะอาวุธ ระดับ 2หลังจากนั้น พวกเขาได้ร่วมกันออกเดินทางหาส่วนประกอบเพื่อมาใช้หลอมเกราะอาวุธในป่าใหญ่เหมือนเช่นเคย
พวกเขาเริ่มออกตามหาส่วนประกอบให้เอกก่อนเป็คนแรกถึงแม้ว่าบรรยากาศโดยรอบจะเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่ภายในจิตใจลึก ๆยังคงมีความกังวลในเื่ของหมู่บ้านของพวกเขา
แต่ที่เป็ห่วงมากที่สุดก็คงจะเป็ครอบครัวอยู่นั่นก็เป็แรงผลักดันให้พวกเขาต้องฝึกฝนอย่างหนักเพื่อพัฒนาศาสตราวุธและรวมไปถึงทักษะการต่อสู้ต่าง ๆเพื่อจะได้ไปช่วยคนในหมู่บ้านและครอบครัวของพวกเขา
ในระหว่างการเดินทางพวกเขาได้พบเจอกับหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งต้องเดินทางเข้าป่าลึกข้ามลำน้ำและข้ามูเาสูงมากมาย ซึ่งก็ไม่ต่างจากการหาส่วนประกอบให้ยุพินเมื่อก่อนหน้ารวมไปถึงการสู้กับอสูรศาสตราเพื่อเอาลูกไฟแห่งจิติญญามาหลอมเกราะอาวุธให้กับเอกจนเขาได้หลอม เกราะอาวุธส่วนตัว ระดับที่ 2 พุ่งชนทลายภูพาน ส่วนความสามารถของศาสตราวุธที่เขาได้มาก็เป็ทักษะที่ได้ทั้งป้องกันและบุกเบิก โดยความสามารถจะต้านทานต่อสถานะควบคุมระดับต่ำไปจนถึงระดับกลางได้อีกทั้งยังลดความรุนแรงของการโจมตีที่ได้รับอีกด้วยนั่นทำให้สามารถฝ่าการโจมตีของศัตรูได้อย่างง่ายดายด้วยการป้องกันของตนเองได้อีกด้วย
รำพา: เป็ยังไงบ้างไอ้เอก
เอก:ก็ดีเลย ข้าว่าความสามารถนี้ก็ไม่ได้แย่เลย
ทิว: ความสามารถนี้ทั้งโจมตีได้และป้องกันได้ในตัวแบบนี้ข้าว่าดีมาก ๆ เลยล่ะ
กล้า: จะว่าไปแล้วไหนๆ ศาสตราวุธของเอ็งก็เป็ประเภทนักรบผู้เปิดศึกสินะ…
เอก:เหรอครับ!
ทิศใต้:อืม…ตำแหน่งนี้น่ะถือว่าเป็จุดยืนที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้เพราะเป็แนวหน้าของทัพที่จะคอยนำทัพให้บุกเข้าไปโจมตีศัตรูและแน่นอนว่าต้องรับการโจมตีแทนคนที่ตามมาข้างหลังถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็เป็คนแรกที่โดนมันก็ไม่ใช่น้อย ๆ แน่
รำพา: ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ทิศใต้ข้าว่าเื่แค่นี้ไอ้เอกทำได้อยู่แล้วล่ะ
เอก:(พยักหน้า) อึ้ม!
หลังจากการสนทนานั้นจบลงพวกเขาได้ออกเดินทางหาส่วนประกอบให้รำพา เพื่อไปหลอมเกราะอาวุธส่วนแขนขวา ระดับ 2 ของเธอเป็คนต่อไป