จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 94: เส้นทางแห่งอดีต

    เมื่อเรื่องเล่าอันน่าอัศจรรย์ของพ่อค้าชาวอยุธยาได้จบลง  บทสนทนาที่อึงอลก็ดังขึ้นทั่วทั้งศาลาพัก


    ทุกคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงมหาสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป บ้างก็โล่งใจที่บ้านเมืองรอดพ้นจากหายนะ บ้างก็ภาคภูมิใจในความกล้าหาญของเหล่าทหารและพระปรีชาสามารถของขุนหลวงหาวัด 


    แต่ส่วนใหญ่แล้วกลับเต็มไปด้วยความกังวลต่ออนาคตอันไม่แน่นอนของราชธานี


    ท่ามกลางเสียงพูดคุยเหล่านั้นมีเพียงโต๊ะของคำอินทร์และลุงมีที่ยังคงตกอยู่ในความเงียบ


    ลุงมีจิบสุราของตนเองช้าๆ สายตาของแกที่เคยดูเหมือนจะสนใจแต่เรื่องตลกทะลึ่ง บัดนี้กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความคิดที่ลึกซึ้ง แกรู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่า "ปาฏิหาริย์" ที่เกิดขึ้นที่ป้อมเพชรนั้น...มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...มันคือเสียงสะท้อนของประวัติศาสตร์ คือโชคชะตาที่กำลังจะหมุนวนกลับมาอีกครั้ง


    แกเหลือบมองไปยังย่ามของคำอินทร์ที่วางอยู่ข้างตัว ที่ซึ่งมี "ศาสตราวุธแห่งราชันย์" นอนสงบนิ่งอยู่

    แล้วแกก็เข้าใจ

    ว่าเด็กหนุ่มข้างกายผู้นี้

    ไม่ได้เป็นเพียงผู้เดินทางแต่เขาคือตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์ครั้งใหม่นี้


    ส่วนคำอินทร์นั้น...เขานั่งนิ่ง...ในหัวของเขากำลังเกิดพายุแห่งความคิดที่โหมกระหน่ำ


    เรื่องราวทั้งหมดที่เขาได้ฟัง มันทั้งน่าเหลือเชื่อและน่าสลดใจ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรคือวีรบุรุษที่แท้จริง ผู้ยอมเสียสละทุกสิ่งเพื่อบ้านเมือง ส่วนอีกคน...พระเจ้าเอกทัศน์...กลับเป็นเพียงกษัตริย์ที่ไร้ความสามารถและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นดั่งเนื้อร้ายที่กำลังกัดกินอาณาจักรจากภายใน...


    แล้วเขาเล่า...เขาควรจะทำอย่างไร


    ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีร่ำร้องให้เขาเดินทางลงใต้ มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยาเพื่อไปช่วยเหลือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร


    เพื่อไปใช้พลังของเขาในการปกป้องราชธานี 


    เพื่อทำตามเจตนารมณ์ขององค์สมเด็จพระนเรศวรที่เขาเพิ่งได้รับรู้มา 



    แต่ในขณะเดียวกันจิตใจอีกส่วนหนึ่งก็กำลังร่ำร้องหาดินแดนทางทิศเหนือ ล้านนา...แผ่นดินแม่...ที่ที่พันธะแห่งความแค้นยังคงรอคอยการชำระสะสาง ที่ที่ปริศนาเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเขายังคงถูกฝังกลบอยู่ 


    มันคือทางสองแพร่งที่เขาต้องเป็นผู้เลือก


    หลังจากที่นั่งอยู่ในความเงียบงันมาเป็นเวลานาน คำอินทร์และลุงมีก็ได้ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปยังห้องพักของตนโดยปราศจากคำพูดใดๆ


    ภายในห้องพักที่เงียบสงบ ลุงมีเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน แกไม่ได้ถามด้วยท่าทีที่กะล่อนเหมือนเคย แต่ถามด้วยน้ำเสียงของสหายและที่ปรึกษา


    “พ่อหนุ่ม” แกกล่าว ”ข่าวที่เราได้ฟังในวันนี้มันใหญ่หลวงนัก ข้ารู้ว่าในใจของเจ้าคงกำลังสับสนกับเส้นทางข้างหน้าของเจ้า บัดนี้มันได้แยกออกเป็นสองทางแล้วเจ้าจะเลือกเดินไปทางไหน” 


    คำอินทร์เดินไปที่หน้าต่าง เขาทอดสายตามองไปยังเมืองลำปางที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟยามค่ำคืนแล้วมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน


    เขาเงียบไปนาน นานจนลุงมีคิดว่าเขาคงจะไม่ตอบ 


    แต่แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งและเด็ดขาดกว่าที่เคยเป็นมา


    “ข้าจะไปล้านนาต่อขอรับ”


    ลุงมีขมวดคิ้วเล็กน้อย "ทั้งๆที่เจ้ารู้ว่ากรุงเก่ากำลังจะล่มสลายนะรึ ทั้งๆที่เจ้ารู้ว่าอาของเจ้ากำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เจ้ายังจะเลือกเส้นทางแห่งความแค้นส่วนตัว .มากกว่าภาระหน้าที่ต่อแผ่นดินอีกรึ"


    คำอินทร์หันกลับมาเผชิญหน้ากับลุงมี แววตาของเขาไม่ได้มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย


    "ใช่...ท่านลุง" เขากล่าว "ข้ายิ่งต้องไปล้านนามากกว่าเดิมเสียอีก"


    "ท่านคิดว่าการที่ข้าเดินทางไปอยุธยาในตอนนี้จะช่วยอะไรได้" เขาอธิบายต่อ 


    "ข้าเป็นใคร...เป็นเพียงเด็กหนุ่มนิรนามที่ไม่มีใครรู้จัก แม้ข้าจะมีฝีมือในการต่อสู้แต่ราชสำนักอยุธยาในยามนี้ มันไม่ใช่สมรภูมิรบ แต่มันคือ 'รังงูเห่า' ที่เต็มไปด้วยขุนนางที่คดโกงและจ้องจะแทงข้างหลังกันเอง หากข้าเข้าไปที่นั่นตอนนี้ ข้าจะไม่ได้เป็นวีรบุรุษแต่จะกลายเป็นเพียง 'หมาก' ตัวหนึ่งในเกมการเมืองของพวกเขาหรืออาจจะถูกกำจัดทิ้งในฐานะผู้ที่อาจจะเป็นภัยต่อราชบัลลังก์เสียด้วยซ้ำ"


    "ข้ายังไม่พร้อมสำหรับสงครามการเมืองเช่นนั้น" เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ข้ายังอ่อนแอเกินไป ไม่ใช่ในด้านพลังแต่ในด้านประสบการณ์และสติปัญญา"


    เขาเว้นวรรคแล้วกล่าวถึงเหตุผลที่แท้จริง


    "ท่านลุง...ท่านจำคำจารึกในถ้ำนั่นได้หรือไม่ พระแสงปืนต้นกระบอกนี้จะแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้ได้รวบรวม 'เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ' ขององค์สมเด็จพระนเรศวรซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน"


    "และสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ทรงใช้เวลาหลายปีในการทำสงครามเพื่อกอบกู้เอกราช ณ หัวเมืองฝ่ายเหนือแห่งนี้ ทั้งเมืองพิษณุโลก...สุโขทัย...และรวมไปถึงเขตแดนของล้านนา มันเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าหนึ่งในเศษเสี้ยวแห่งความทรงจำที่ทรงพลังที่สุด อาจจะถูกซ่อนไว้ ณ ดินแดนแห่งนั้น ดินแดนที่พระองค์ทรงสร้างวีรกรรมไว้มากมาย"


    "การเดินทางไปล้านนาของข้าในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเดินทางเพื่อชำระแค้นส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว" แววตาของคำอินทร์ทอประกายอย่างแรงกล้า 


    "แต่มันคือการเดินทางเพื่อค้นหา 'พลัง' เพื่อปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงของพระแสงปืนต้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ตนเอง ก่อนที่ข้าจะแข็งแกร่งพอที่จะเดินทางลงใต้แล้วเข้าไปเผชิญหน้ากับ 'พญามาร' ที่แท้จริง...ที่กำลังกัดกินอยุธยาอยู่จากภายใน"


    เมื่อลุงมีได้ฟังเหตุผลทั้งหมด ดวงตาของแกก็เบิกกว้างขึ้น ตามมาด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและภาคภูมิใจ


    "ฮ่าๆๆๆ!" แกหัวเราะลั่น "ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ! เจ้าไม่ใช่แค่พยัคฆ์หนุ่มที่บ้าพลังแต่เจ้ายังมีความคิดที่หลักแหลมและมองการณ์ไกลยิ่งกว่าขุนพลเฒ่าบางคนเสียอีก! ข้าเห็นด้วยกับเจ้าทุกประการ!"


    จิ้งจอกเฒ่าเดินมาตบบ่าคำอินทร์อย่างแรง "ดี! เช่นนั้นเราก็ตัดสินใจได้แล้ว! เราจะมุ่งหน้าสู่ล้านนา! เพื่อไปตามล่าหาทั้งความแค้นและสมบัติในตำนาน! การเดินทางครั้งนี้ต้องน่าสนุกอย่างแน่นอน!"


    ความสับสนในใจของคำอินทร์ได้มลายหายไปจนหมดสิ้น ถูกแทนที่ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่าเดิม


    พวกเขาใช้เวลาอีกสองสามวันในเมืองลำปางเพื่อรวบรวมเสบียงและข่าวสารเพิ่มเติม ลุงมีได้ใช้ความสามารถในการเข้าสังคมของแกไปตีสนิทกับเหล่าพ่อค้าและนักเดินทางจนได้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางสู่เชียงใหม่และข่าวลือเกี่ยวกับ "แม่ทัพเงา" คนใหม่ของพม่าที่กำลังซ่องสุมกำลังอยู่อย่างเงียบๆ


    ดูเหมือนว่าฐานที่มั่นของมันจะอยู่ในบริเวณเดียวกับที่คำอินทร์ตั้งใจจะไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของเขา...


    ทุกอย่างดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันไปหมด


    รุ่งอรุณของวันออกเดินทางมาถึง


    คำอินทร์และลุงมีได้อำลาเมืองลำปางแล้วมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่อันตรายที่สุดของการเดินทาง เส้นทางที่จะนำพวกเขาเข้าสู่ใจกลางของดินแดนล้านนาและเข้าสู่เขตอิทธิพลของศัตรูคนใหม่


    คำอินทร์ลูบย่ามที่บรรจุพระแสงปืนต้นเอาไว้ เขากำเครื่องรางหอมของตานดาที่ยังคงส่งกลิ่นจางๆแล้วมองไปยังทิวเขาเบื้องหน้าที่ตั้งตระหง่านอยู่