ใบหน้าของซูเหวินเฉิงพลันเย็นชาลง
ซูเจียวเจียวก็สีหน้าไม่ดีนัก“แม่คะ พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไง? คนบ้านนอกจะสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงไม่ได้หรือคะ?”
หลี่เหมยอิงเอ่ยเสียงเหยียด“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย! แค่สงสัยนิดหน่อยเองมหาวิทยาลัยจิงเฉิงสอบยากขนาดนั้น เธอสอบติดก็แล้วไป แต่ทำไมเขาถึงสอบติดด้วย?คงไม่ได้ทุจริตการสอบหรอกนะ?”
ทุกคำพูดล้วนแสดงความรังเกียจ
“แม่คะ!” ซูเจียวเจียวตวาดเสียงแข็งดวงตาดำขลับฉายแววเยียบเย็น “อาหมิงก็เป็นลูกเขยของแม่นะทำไมแม่ถึงได้ไม่เห็นเขาดีบ้าง? หรือว่าแม่ไม่อยากเห็นฉันดี?อาหมิงสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงด้วยความสามารถของตัวเองก็เป็นหน้าเป็นตาให้แม่ไม่ใช่เหรอ? แม่ใส่ร้ายเขาแบบนี้ไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยหรือคะ?”
หลี่เหมยอิงถูกซูเจียวเจียวตำหนิซึ่งหน้าเช่นนั้นก็รู้สึกเสียหน้า แต่ก็ไม่ยอมรับผิด จึงเถียงคอเป็นเอ็นว่า“มหาวิทยาลัยจิงเฉิงเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดของประเทศอาหลิงกับชิงชิงยังสอบไม่ติดเลย แต่พวกเธอกลับสอบติด ฉันจะไม่สงสัยได้อย่างไร?ฉันแค่พูดไปเฉยๆ เธอจะจริงจังอะไรนักหนา!”
“อาหลิงกับชิงชิงสอบไม่ติด แล้วฉันกับอาหมิงก็ต้องสอบไม่ติดอย่างนั้นหรือคะ?”ซูเจียวเจียวมุมปากประดับรอยยิ้มเย็นชา “แม่รู้ไหมว่าคำพูดแค่ประโยคเดียวของแม่สามารถสร้างความเข้าใจผิดและทำร้ายคนได้มากขนาดไหน!”
“ฉันแค่พูดไปเฉยๆ เธอจะโกรธเคืองอะไรนักหนา? หรือว่าเธอกำลังร้อนตัว?”หลี่เหมยอิงส่งเสียงฮึดฮัด
“พี่คะ แม่ก็บอกอยู่ว่าแค่พูดเล่นๆ พี่จะจริงจังอะไรนักหนา อีกอย่างถ้าพี่เขยสอบติดด้วยความสามารถของตัวเองจริงๆ พี่ก็ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะตรวจสอบคะแนนและข้อสอบก็ได้นี่คะ” ซูชิงชิงแสร้งทำเป็นประนีประนอมแต่คำพูดที่ออกมากลับเป็นการตำหนิซูเจียวเจียวว่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ซูเจียวเจียวแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“ตรวจสอบคะแนนและข้อสอบพูดง่ายแต่กว่าจะทำได้จะมีเรื่องยุ่งยากและความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมากขนาดไหน? อาหมิงสอบติดด้วยความสามารถของตัวเอง ทำไมถึงต้องให้คนอื่นเข้าใจผิดด้วย?”
ซูเหวินเฉิงเห็นบรรยากาศดีๆกลายเป็นตึงเครียดเช่นนี้ ก็โกรธขึ้นมาบ้างชี้หน้าหลี่เหมยอิงแล้วเอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “เจียวเจียวกลับมาแค่สองวันคุณก็ไม่รู้จักสงบปากสงบคำบ้างเลย! เที่ยวหาเรื่องอยู่ได้ทั้งวัน!อาหมิงก็เป็นลูกเขยของคุณนะ เขาสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงคุณก็พลอยมีหน้ามีตาไปด้วยไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าเมื่อก่อนอาหมิงจะมีฐานะอย่างไรอย่างน้อยตอนนี้เขาก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย อนาคตสดใสไร้ขีดจำกัดคุณก็ควรรู้สึกพอใจได้แล้ว!”
นายจี้พยักหน้า“จริงดังว่า ศิษย์ของมหาวิทยาลัยจิงเฉิงนั้นหายากยิ่งครอบครัวคุณมีถึงสองคนในคราวเดียว บรรพบุรุษคงอำนวยพรนี้มาให้แล้ว”
จี้หลิงก็กล่าวขึ้นว่า“แม่ยายครับ พ่อตาพูดได้ถูกต้อง บางทีอาหมิงอาจจะฉลาดมาตั้งแต่เด็กประกอบกับโชคดี จึงสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงได้”
เซียวหยวนหมิงทนฟังมานานในที่สุดก็สุดจะทน เขาจึงลุกขึ้นยืนสบสายตาหลี่เหมยอิงด้วยดวงตาที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว แล้วเอ่ยว่า“คุณแม่ ผมรู้ว่าตัวเองก็แค่ลูกชาวนา ไม่มีหน้ามีตา ไม่มีชาติตระกูลคุณแม่จะไม่ชอบหน้าผมก็ไม่แปลก จะเคลือบแคลงความสามารถของผมก็ไม่ว่าแต่เจียวเจียวคือลูกแท้ๆ ของคุณ ผมหวังว่าคุณแม่จะเมตตาเธออย่างเท่าเทียม!ก่อนที่เราจะกลับมา เจียวเจียวเฝ้าฝันถึงวันที่จะได้พบหน้าพวกท่านแม้ในห้วงเวลาที่แสนข้นแค้นในชนบท เจียวเจียวก็ยังตั้งใจศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ละทิ้งความพากเพียรเลย”
“แม้กระทั่งตอนที่เราออกเดินทางมายังตัวเมืองมณฑลเธอก็ยังโต้รุ่งทำเสื้อผ้าใหม่ให้คุณแม่กับคุณพ่อเพื่อจะนำมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้พวกคุณ!ถ้าคุณแม่มองไม่เห็นค่าในตัวผมและเจียวเจียวจริงๆ เราจะจากไปคืนนี้เลยก็ได้จะไม่รบกวนท่านเลยสักนิด! ส่วนชีวิตของเราในอนาคตจะเป็นอย่างไรเราก็จะไม่ให้พวกท่านต้องเป็นห่วง มีผมอยู่ผมจะไม่มีทางให้เจียวเจียวต้องลำบากแม้แต่น้อย!ผมเชื่อว่าตราบใดที่เราจบจากมหาวิทยาลัยจิงเฉิง เราก็จะไม่ต้องอดตายอย่างแน่นอน”
คำพูดของเขาหนักแน่นจริงจังทำให้หลี่เหมยอิงหน้าแดงก่ำ
ในที่สุดมื้ออาหารก็จบลงด้วยความไม่ปรองดองต่างฝ่ายต่างมีความคิดของตัวเอง
หลี่เหมยอิงเดินนำหน้าด้วยความโกรธเธอรู้สึกว่าซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงไม่ให้เกียรติเธอกล้าต่อปากต่อคำกับเธอต่อหน้าญาติผู้ใหญ่! โกรธจนแทบจะระเบิดออกมา!
ซูเหวินเฉิงกินอิ่มหนำสำราญสุดท้ายก็อารมณ์ดีขึ้น
เซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวจูงมือกันเดินอยู่ด้านหลังอย่างเชื่องช้า
“เจียวเจียว เมื่อก่อนคุณเคยบอกว่าแม่ของคุณไม่ชอบคุณแต่ผมไม่คิดเลยว่าท่านจะคอยแต่หาเรื่องคุณแบบนี้”
ซูเจียวเจียวหัวเราะ“ฉันชินแล้วค่ะ แค่กลัวว่าคุณจะรู้สึกไม่สบายใจ”
เซียวหยวนหมิงกระชับมือเธอแน่นแล้วดึงเธอเข้ามากอด “มีผมอยู่ตรงนี้ผมจะไม่ยอมให้ใครมารังแกคุณอีก!”
จี้หลิงมองคู่รักที่โอบกอดกันอยู่ไกลๆในใจรู้สึกอึดอัด เจ็บปวด เหมือนมีหนามทิ่มแทง
ซูชิงชิงรีบขยับเท้าเล็กน้อยไปยืนขวางหน้าจี้หลิงใบหน้าสวยประดับรอยยิ้ม “เดิมทีคิดว่าพี่สาวจะแต่งงานกับใครก็ได้ในชนบทไม่คิดเลยว่าความสัมพันธ์ของเธอกับพี่เขยจะดีถึงเพียงนี้กล้าที่จะปกป้องเขาต่อหน้าแม่”
จี้หลิงคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยถามว่า “เมื่อก่อนคุณไม่ใช่บอกว่าคนบ้านนอกที่เจียวเจียวแต่งงานด้วยเตี้ยและขี้เหร่หรอกหรือ? ทำไมเขาถึงได้สูงใหญ่สง่างาม และยังสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงอีก? เขาเป็นคนบ้านนอกจริงๆหรือ?”
ในตอนแรกที่รู้ว่าเจียวเจียวต้องไปอยู่ชนบทเขาก็เศร้าใจอยู่พักหนึ่ง และคิดว่าจะรอเจียวเจียวกลับมา
แต่ผ่านไปเพียงครึ่งปีหลี่เหมยอิงและซูชิงชิงก็บอกเขาว่าเจียวเจียวทนความลำบากในชนบทไม่ไหวจึงแต่งงานที่นั่นเสียแล้ว
ตอนแรกเขาไม่เชื่อจนกระทั่งได้รับจดหมายจากเจียวเจียว บอกให้เขาลืมเธอเสีย และเธอก็แต่งงานไปแล้ว
เขาเสียใจจนดื่มเหล้าจนเมาและเข้าใจผิดคิดว่าซูชิงชิงเป็นเธอ
เมื่อทั้งสองครอบครัวเห็นว่าข้าวสุกกลายเป็นข้าวต้มไปแล้วจึงให้ซูชิงชิงรับช่วงการหมั้นหมายของซูเจียวเจียว และเร่งให้ทั้งสองแต่งงานกัน
ใบหน้าของซูชิงชิงฉายแววรู้สึกผิดเล็กน้อยแล้วรีบเอ่ยว่า “ใช่ค่ะ ฉันก็แปลกใจเหมือนกันตอนนั้นพี่สาวฉันส่งจดหมายมาบอกว่าอย่างนั้นจริงๆ เธอบอกว่าชีวิตในชนบทยากลำบากมากคนเดียวคงจะทนไม่ไหว... ยังบอกอีกว่า ต่อให้คู่หมั้นขี้เหร่หรือยากจนก็ไม่เป็นไรเธอแค่อยากจะมีชีวิตรอด...”
“จดหมายยังอยู่ไหม?”
“จดหมายเหรอคะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะหายไปแล้วก็ได้ตอนที่ฉันแต่งงานกับคุณ ของหลายอย่างฉันก็ไม่ได้ย้ายมา แม่ฉันจัดการให้หมดแล้วค่ะ”
“อ้อ”
“อาหลิงคะ พวกเราควรกลับบ้านแล้วค่ะ” ซูชิงชิงจับแขนเขาไว้แล้วพยายามระงับความประหม่าในใจ
ถ้าจี้หลิงรู้ว่าเธอโกหกเขาเขาจะต้องไม่ปล่อยเธอไปแน่
อีกอย่างซูเจียวเจียวโชคดีถึงขนาดสอบติดมหาวิทยาลัยจิงเฉิงได้อย่างไร?
และหลังจากวันที่สิบสองเดือนอ้ายจี้หลิงก็จะไปเรียนที่จิงเฉิงด้วย...
คืนนั้นซูชิงชิงอาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวลงนอนเธอตั้งใจจะใกล้ชิดกับจี้หลิงสักครู่ แต่เห็นเขานอนหลับตาแน่น ดูเหมือนหลับไปแล้วจึงต้องล้มเลิกความคิด
จี้หลิงนอนอยู่บนเตียงแต่กลับนอนไม่หลับในหัวของเขามีแต่ภาพของซูเจียวเจียว และใบหน้าที่สวยงามโดดเด่นของเธอ
รวมถึงภาพตอนที่เดินอยู่ด้วยกันในโรงเรียนมัธยมไปโรงเรียนด้วยกัน และกลับบ้านด้วยกัน
...
ซูเจียวเจียวกลับถึงบ้านก็เริ่มเก็บของเมื่อเก็บเสร็จก็บอกซูเหวินเฉิงว่า “พ่อคะหนูจะไปจิงเฉิงกับอาหมิงพรุ่งนี้ค่ะ จะไปจัดหาที่พักให้เรียบร้อยก่อนเปิดเรียน”