“โอปป้า โอปป้า นายชื่ออะไรแล้วที่นี่ที่ไหน วันนี้วันที่เท่าไหร่ คนพวกนี้เป็ใคร ทำไมฉัน เอ่อ...หนูถึงมาอยู่ในตะกร้าใบนี้เหรอ”
“…ข้าไม่เข้าใจ” หวงเหล่ยมึนงงเล็กน้อยกับสิ่งที่เด็กน้อยเบื้องหน้าประเดประดังถามออกมา ตลอดหนึ่งปีที่เขาช่วยเหลือเด็กหญิงนางนี้ให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของสำนักศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะฝ่าสมรภูมิที่น่าพรั่นพรึงแค่ไหนนางไม่เคยร้องออกมา อันที่จริงหนึ่งปีมานี้เขาและเธอยังพูดคุยกันไม่ถึงสิบประโยคด้วยซ้ำไป
เห็นฝ่ายตรงข้ามนิ่งค้างไปนาน หวังชิงสุ่ยจึงหันไปสำรวจสภาพโดยรอบแทนและนั่นทำให้เธอถึงกับต้องคายของเก่าออกมาอีกครั้ง ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นซากศพมากมายขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้กลับได้เจอทั้งิัสภาพถูกกรีดทะลุจนถึงกระดูก โลหิตพวยพุ่งออกมาจากรูที่ทรวงอกดังน้ำพุ รวมถึงศีรษะมนุษย์ซึ่งถูกตัดขาดจากลำคอ สิ่งเหล่านี้มันเกินรับไหวสำหรับเธอในตอนนี้
“อุ.... แหวะ…แค่กๆ” ยังไม่ทันที่เธอจะได้สงบจิตใจกลับพบว่าท่อนแขนของหวงเหล่ยพลันโอบรอบเอวเธอเอาไว้
“ที่นี่ไม่เหมาะ” ชายหนุ่มมองไปยังตะกร้าสานที่เปื้อนเืจนชุ่มโชกก่อนจะหันมายังเด็กน้อยคนเดิมในอ้อมแขนซึ่งตอนนี้รู้สึกราวกับว่าเปลี่ยนไปเป็คนละคน อย่างไรก็ดีชิงสุ่ยที่ผะอืดผะอมอยู่แล้วนั้นพลันแหวะน้ำย่อยในกระเพาะออกมาเปื้อนชุดยาวของเขา
“สกปรก”
หวังชิงสุ่ยพลันบังเกิดเพลิงโทสะคุกกรุ่นขึ้น เธอนั้นเป็คนรักความสะอาดและใช้ชีวิตอย่างเป็ระเบียบแบบแผนคำกล่าวธรรมดาของหวงเหล่ยกลายเป็ถ้อยคำย่ำยีหัวใจของเด็กสาวโดยที่เขาไม่รู้ตัว
“ไอบ้านี่ คนกำลังจะอ้วก มายกขึ้นยกลงทำไม สมน้ำหน้าแล้วที่เปื้อน!! ถ้าฉันสกปรก นายก็สกปรกเหมือนกันนั่นแหละ” ชิงสุ่ยพูดระบายโทสะก่อนที่จะพยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของชายประหลาดที่หล่อเหลาเหมือนกับดารานำซีรีส์รักหวานแหววในแอปพลิเคชันสตรีมมิ่งที่เธอเคยดู
“ใช้ไม่ได้ ต้องทำความสะอาดสักหน่อย” หวงเหล่ยหยิบตะกร้าเปื้อนเืขึ้นมาก่อนหันมองไปยังป่าสนทึบฝั่งตรงข้ามเป็เวลาชั่วน้ำเดือด
ชิงสุ่ยที่รู้ตัวว่าเธอใจร้อนด่าคนที่พึ่งเคยเห็นหน้าผู้นี้เร็วเกินไปพลันรู้สึกหน้าร้อนผ่าวพยายามดิ้นรนแก้เขินอยู่สักพักใหญ่ๆ แต่เมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามนิ่งไปเธอจึงเริ่มสังเกตั์ตาดำขลับของเขาที่แม้จะดูไร้อารมณ์แต่กลับสวยงามราวถูกวาดมาจากมือพู่กันระดับปรมาจารย์
หวงเหล่ยผู้นี้ช่างน่าแปลกประหลาดนัก รูม่านตาของเขาขยายเข้าออกได้เป็จังหวะอย่างอิสระแม้ไม่อาจทราบได้ว่าคนผู้นี้กำลังมองไปยังที่ใดแต่การที่คนผู้หนึ่งจะสามารถบังคับอวัยวะอย่างรูม่านตาได้นั้นนับเป็เื่แปลกประหลาดยิ่งนักในสายตาของหวังชิงสุ่ย
“ตรงนั้นมีถ้ำ ไปกัน” สิ้นสุดคำพูดโดยที่ไม่ทันให้เด็กหญิงตัวน้อยแสดงความคิดเห็นอันใดสองเท้าของหวงเหล่ยก็ย่างก้าวออกไปอย่างว่องไวถ้าหากในยุคนี้มีผู้ใดอยากจะรู้สึกเหมือนได้นั่งโฮเวอร์บอร์ดที่รวดเร็วแล้วล่ะก็คนผู้นั้นจะต้องมาให้นายหน้านิ่งข้างกายของชิงสุ่ยอุ้มและวิ่งตะบึงไป
การเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปด้านหน้าย่อมมีแรงต้านอากาศให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดชิงสุ่ยรู้สึกคล้ายจะหายใจไม่ออก อากาศรอบข้างช่างเบาบางรูจมูกน้อยๆของเด็กหญิงวัยห้าขวบไม่อาจรวบรวมออกซิเจนจากกระแสลมที่เชี่ยวกรากแบบนี้ได้
หวงเหล่ยพลันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้เขาชำเลืองสายตามองมายังเด็กน้อยในอ้อมแขนก่อนจะเห็นว่าเธอหลับตาพริ้มและหายใจเข้าออกแบบเป็จังหวะด้วยปาก ชิงสุ่ยเลือกที่จะละทิ้งช่องทางเล็กแคบอย่างจมูกที่ถูกแรงต้านอากาศดันจนทำงานไม่ได้มาใช้ปากหายใจแบบนักว่ายน้ำ
“ใช้ได้” หวงเหล่ยพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะพลิ้วกายไปอีกหลายอึดใจ เขาหยุดลงที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งปรากฎทางเข้าขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับจะให้มนุษย์เข้าไปได้ โดยไม่รอช้าชายหนุ่มเดินตรงเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว
ชิงสุ่ยรู้สึกเป็กังวลอยู่บ้าง ถ้ำปากใหญ่ทางเข้าแคบด้านในกว้างแบบนี้พาให้นึกถึงสัตว์ป่าดุร้ายหลากหลายประเภท เอาเป็ว่าการเดินป่าที่เคยเรียนมาในวิชายุวกาชาติหากพบถ้ำในป่าเขาเราไม่ควรจะบุ่มบ่ามเข้าไปทันทีจำเป็ต้องมีการสำรวจให้ดีเสียก่อน
แต่ความคิดพวกนั้นก็ถูกเธอสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว มันจะต้องเกรงกลัวอะไรกันเล่า หวงเหล่ยผู้นี้แข็งแกร่งราวกับยอดมนุษย์กางเกงในแดงจากค่ายดีซีคนนั้น สัตว์ร้ายที่โดยคนผู้นี้ยึดบ้านสิน่าสงสารกว่าตั้งเยอะ
ใช้เวลาไม่นานนักหวงเหล่ยกลับก่อกองไฟขนาดเล็กขึ้นมาแม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ทั้งโพรงถ้ำอบอุ่นเหมือนกับเครื่องทำความร้อนสมัยใหม่แต่มันก็ทำให้ชิงสุ่ยรู้สึกสบายตัวขึ้นเป็อย่างมาก
ถึงร่างกายเป็เด็กน้อยแต่ภายในคือหวังชิงสุ่ยวัยยี่สิบปีการที่จะต้องมาอยู่ด้วยกันสองต่อสองกับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพประทานมาแบบนี้ หวังชิงสุ่ยต้องยอมรับว่าหัวใจของเธอเต้นในจังหวะอันผิดแปลกออกไปจากทุกครั้งอยู่บ้าง
จอมยุทธ์หนุ่มนั่งลงตรงข้ามกับเด็กหญิงและเมื่อเขาเห็นเธอจ้องมองมายังใบหน้าของตัวเองแบบตาไม่กะพริบ จึงอดไม่ได้ที่จะลูบคลำไปหน้าตนเองสักสองสามครั้งว่ามีเศษอะไรติดอยู่หรือไม่ก่อนจะจ้องประสานสายตากลับไป
ความแหลมคมของสายตาหวงเหล่ยพลันทำให้ชิงสุ่ยหลุดออกจากภวังค์เพ้อฝัน
“เ้าว่ามา” เสียงราบเรียบเ็าถูกกล่าวออกมาอีกครั้ง
“ว่าอะไร” หวังชิงสุ่ยยังไม่ทันตั้งสติแต่ก็ยังรู้ตัวดีว่าเสียกิริยาไปบ้างแต่ช่างเถอะอย่างไรซะตอนนี้ร่างกายของเธอก็แค่เด็กน้อยวัยไร้เดียงสาจะแสดงอาการแปลกประหลาดไปบ้างก็คงไม่ผิดสังเกตอะไร
“คำถามเมื่อครู่”
“อ้อ” ในที่สุดหวังชิงสุ่ย ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อสักครู่เธอยิงคำถามใส่เขาไปตั้งมากมายแต่แทบจะยังไม่คำตอบเลยสักอย่าง เธอใช้เวลาครุ่นคิดสักเล็กน้อยอย่างไรก็ตามดูจากเสื้อผ้าหน้าผมไม่มีทางที่จะเป็ยุคอนาคตอย่างที่พวกนักวิทยาศาตร์อะไรนั่นโม้เหม็นเอาไว้ และที่นี่ก็คงไม่ใช่กองถ่ายรายการล้อกันเล่นในคืนวันศุกร์อย่างแน่นอนเอาเป็ว่าคงเป็ยุคโบราณสัก่เวลาหนึ่ง ไหน ๆ ก็มาแล้วเล่นตามบทไปก็แล้วกัน
“อะแฮ่ม...เ้าเป็ใคร?”
“ข้า หวงเหล่ย”
“…” ชิงสุ่ยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตอบสั้นเพียงนี้แบบนี้นางไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเลยสักนิดเดียว
“เ้าเป็อะไรกับ...เอ่อ...ข้า” สาวน้อยพยายามพูดให้ดูเป็ภาษาโบราณแม้ว่าจะฝืนไปสักหน่อยแต่ก็พอที่จะนับว่าผ่าน
“ข้าเป็สหายแม่เ้า”
ชิงสุ่ยแทบจะหลุดสบถร้องเพ้ยออกมาถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างไรคนเบื้องหน้าเธอผู้นี้ต้องอายุไม่เกินยี่สิบต้นๆ ถ้าตอนนี้เธออายุประมาณเด็กห้าถึงหกขวบนั่นแปลว่าแม่ของเ้าของร่างนี้ตั้งครรภ์ั้แ่อายุยังน้อย...เด็กมัธยมปลายรึยังไงกัน
ช่างมันก็แล้วกันถึงเวลาคำถามสำคัญ “ข้าชื่ออะไร”
“ข้าไม่รู้” หวงเหล่ยตอบแบบหน้าตาเฉย
“ไม่รู้? นี่นายอยู่กับเด็กคนนี้...ไม่สิอยู่กับข้ามานานแค่ไหนแล้ว”
“ห้าปี”
ไอ้บ้านี่อยู่มาตั้งห้าปีไม่เคยคุยถามชื่อแซ่กันเลยรึยังไงชิงสุ่ยชักรู้สึกสงสารเด็กน้อยเ้าของร่างนี้ขึ้นมาจากใจจริง “ตั้งห้าปีทำไมไม่รู้ล่ะ”
“ตอนเ้าถือกำเนิด เสิ่นเยว่ก็ถูกศัตรูรุมล้อม ข้ามาช้าเกินไปไม่อาจช่วยเหลือ...ได้แต่นำเ้าหนีออกมา” นี่เป็ประโยคคำพูดที่ยืดยาวมากแล้วสำหรับหวงเหล่ย
“ข้าแซ่เสิ่น?”
“ข้าไม่รู้..อืม...ข้าไม่แน่ใจบางทีเ้าน่าจะแซ่หวัง”
หัวคิ้วหวังชิงสุ่ยกระตุกเล็กน้อย เขาหยั่งรู้มองเห็นถึงตัวตนด้านในของนางว่าแซ่อะไร? เป็ไปไม่ได้แต่ถ้าอย่างนั้นเขาจะรู้ได้อย่างไรว่านางแซ่หวัง
“บิดาเ้าอาจจะชื่อ หวังเยี่ยนเฉิน”
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมถึงอาจจะ พ่อข้าเป็หมูเป็หมารึยังไงกัน” ชิงสุ่ยเริ่มรำคาญคำพูดกำกวมที่จับต้นชนปลายได้ยากของหวงเหล่ย ซะแล้วสิ
“บิดาเ้าเป็มนุษย์ เื่นี้ข้าแน่ใจ”
“มันก็ต้องอย่างนั้นสิท่านติงต๊องไงกัน แล้วท่านจะพาข้าไปส่งให้พ่อรึเปล่า” ชิงสุ่ยอดเหน็บคำด่าไปสักนิดไม่ได้ แต่ถ้าพูดคำสมัยใหม่หน่อยหมอนี่คงจะไม่รู้เื่หรอก ถูกด่าฟรีไปก็แล้วกัน
“เื่นั้นทำไม่ได้…ข้าไม่ได้ติงต๊อง”
“ท่านรู้จักคำว่าติงต๊องด้วยรึ” ชิงสุ่ยสงสัย
“ข้าเข้าใจ”
“เคยมีใครพูดรึยังไง”
“ข้าลืมไปแล้ว”
“…ทำไมไปหาพ่อข้าไม่ได้?”
“ข้าไม่แน่ใจ”
“….” ชิงสุ่ยนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะถอดถอนใจบางทีคนผู้นี้ถึงจะหน้าตาดีแต่สมองคงไม่ปกติไม่เช่นนั้นคำตอบแบบขอไปทีแบบนี้คงไม่ออกมาจากริมฝีปากที่งามหยดแบบนั้นตลอดเวลา “พี่ชายปกติเรียกข้าว่าอะไร?”
“ตัววิเศษ”
“ไอ้บ้านี่” คราวนี้ชิงสุ่ยถึงกับสบถออกมาตรงๆมือของเธอคว้าจับกิ่งไม้ผุที่ข้างกายก่อนจะขว้างไปยังพื้นที่ว่างด้านหน้าของหวงเหล่ย
“ข้าไม่ได้บ้า เื่นี้ข้าแน่ใจ”
“ใช่สินายไม่ได้บ้า ตอนเป็ทารกนายจะเรียกเด็กน้อยยังไงก็ได้ให้มันดูน่ารักเข้าไว้แต่นี่เขาโตมาห้าหกขวบปีจะมาเรียกแบบนั้นได้ยังไง”
“เ้าอยากให้เรียกว่าอะไร?”
“เรียกฉันว่า...ชิงสุ่ย ก็แล้วกันอืมม์...หวังชิงสุ่ย”
“ได้ข้าจะเรียกเ้าว่า หวังชิงสุ่ย” หวงเหล่ยตอบเสียงเรียบ
“ฉันจะเรียกนายว่าโอปป้าเหล่ยก็แล้วกัน”
“ไม่ได้ ภาษาโคกูรยอ ไม่ใช้จะดีกว่า”
ชิงสุ่ยพลันมึนงงสงสัยเข้าไปอีก โคกูรยอที่ว่าคุ้นๆเหมือนจะเคยได้ยินจากซีรีส์เกาหลีย้อนยุคที่มีนางเอกเป็นางรับใช้ประจำกองดนตรีของวังหลวง ฉบับรีเมครอบที่สิบห้า หรือว่าบางทีแล้วเธอจะย้อนเวลามาจริงๆ
“โคกูรยอ?” เด็กหญิงหลุดปากสิ่งที่คิดในใจออกมา
“ช่างเถอะ เ้าเรียกข้าว่าท่านลุงเหมือนเดิมก็ได้” หวงเหล่ยตัดบทไป
แต่ในใจของชิงสุ่ยกลับมีความคิดยอมรับไม่ได้ที่จะเรียกคนรุ่นราวคราวเดียวกันว่าลุง “ขอเปลี่ยนเป็ท่านอาได้ไหม?”
“แล้วแต่เ้า” หวงเหล่ยเหมือนจะไม่สนหัวข้อการสนทนาสักนิด
“พวกที่นายสังหารไปเมื่อกี้นี้มันใครกัน”
หวงเหล่ยในใจสงสัยว่าเด็กน้อยที่วันหนึ่งวันนอกจากรับประทานอาหารและดื่มน้ำแล้วแทบจะไม่มี่เวลาใดเลยที่จะแง้มโอษฐ์เอื้อนเอ่ยวาจา
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเขานำพาเด็กน้อยนางนี้โดยสารตะกร้าหวายหลบหนีผ่านแผนการล่อหลอกต่าง ๆนานาทั้งหวาดเสียวและเฉียดตายกระทั่งสังหารศัตรูร้ายไปมากมาย ตลอดเวลาเ้าตัววิเศษไม่เคยถามไถ่อะไรสักคำ ไฉนอยู่ดีๆจึงยิงคำถามใส่เขาไม่หยุดหย่อน
“ศัตรูของมารดาเ้า”
แม้จะสงสัยในตัวเด็กน้อยอยู่บ้างแต่หวงเหล่ยก็ไม่ลังเลที่จะตอบคำถามออกไป
“เอ่อ...ท่านอาจัดการพวกมันหมดแล้วใช่ไหม?”
“ไม่ ข้าต้องรับรองความปลอดภัยของเ้าให้ได้ก่อนถึงจะไปจัดการพวกมันให้หมดได้”
ชิงสุ่ยรู้สึกตื้นตันใจขึ้นมา การที่เธอต้องมาอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่คุ้นชินใน่ยุคสมัยที่ไม่รู้จักในร่างของเด็กน้อยทำให้เธอเกิดความคิดพึ่งพาบุรุษยอดฝีมืออย่างหวงเหล่ยขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“พวกนั้นเป็ใครรึ” ชิงสุ่ยถามด้วยความสงสัย
“สำนักศักดิ์สิทธิ์”
“ชื่อเชยมาก...พวกมัน้าอะไรเหรอ?”
“้าเ้า” หวงเหล่ยมองมาที่ชิงสุ่ยด้วยสายตาที่แปลกออกไปเหมือน้าจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายแล้วเขาก็กล้ำกลืนมันเอาไว้
“จะเอาเด็กหญิงห้าขวบไปทำอะไร เป็ลัทธิโลลิคอนหรือยังไง”
“ข้าไม่เข้าใจที่เ้าพูด” หวงเหล่ยมึนงงกับคำพูดของชิงสุ่ยไม่น้อย แต่หวงเหล่ยเริ่มจะคุ้นชินกับเ้าตัววิเศษในรูปแบบใหม่ผู้นี้แล้วเขาลุกขึ้นยืนและเดินตรงมายังเด็กหญิงก่อนจะเอื้อมมือเข้าใกล้เธออย่างไม่รีบร้อน
“นาย!! จะทำอะไร” ชิงสุ่ยใจหายวาบแม้ว่าเธอจะหลบเลี่ยงแต่เหมือนกับว่าใต้ฝ่ามือของชายหนุ่มเบื้องหน้าการเบี่ยงตัวเพียงเล็กน้อยไม่สามารถหลุดรอดจากท่าคว้าจับของเขาได้คอเสื้อของเด็กหญิงถูกแหวกออกจนเห็นถึงร่างกายที่ยังไม่ถึงวัยเจริญเติบโตของเธอ
รึว่าตานี่ก็โลลิคอน?