โตโต้ที่รัก
มันเป็เช้าวันธรรมดาที่ยินเสียงดุเหว่าร่ำร้องและไก่โห่อากาศเย็นสบายยี่สิบกว่าองศาเซลเซียส ดวงตะวันเริ่มฉายแสงทองส่องมาเมื่อมองดูนาฬิกาพลันปรากฏว่าทั้งเข็มสั้นและเข็มยาวนั้นชี้ลงมาที่เลข ๖ ขณะนี้นายมิตรภาพ พิเศษพนากำลังนิทราฝันหวานอยู่บนเตียงไม้สัก โดยหารู้ไม่ว่า ตนกำลังจะไปโรงเรียนสาย!!!
มีเสียงลงฝีเท้าอันหนักหน่วงของสตรีนางหนึ่งอายุ๔๕ ร่างของหล่อนนั้นสมส่วน สูง ๑๕๓ เิเ น้ำหนัก ๔๑ กิโลกรัม หล่อนมีผิวขาวไว้ผมสีดำ ผิวขาวผมยาวประกลางหลังแต่ถูกมัดไว้ด้วยยางมัดผมสีม่วงหล่อนกำลังลุกลี้ลุกลนเดินมาที่ประตูห้องนอนของนายมิตรภาพแล้วหมุนลูกบิดโดยฉับพลันจนลืมมรรยาทพื้นฐานว่าควรจะต้องเคาะประตูก่อน
เมื่อประตูห้องนอนเปิดอ้าซ่าสตรีนางนั้นถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดและะโโหวกเหวกเสียงดังโวยวายใส่เด็กหนุ่มวัย๑๘ที่กำลังนอนฝันหวานอย่างสบายอกสบายใจ
“โต้ ตื่นได้แล้ว !!! อย่านอนกินบ้านกินเมือง!!!โรงรงโรงเรียนมึงจะไปไหม???!!!”
ชายหนุ่มยังคงนอนหลับโดยไม่สะทกสะท้าน
“ไอ้โต้!!! มึงจะตื่นไม่ตื่น!!!”
เด็กหนุ่มหายใจออกแรงๆแล้วลืมตาขึ้นมาอย่างง่วงเหงาหาวนอนแล้วพูดขึ้นด้วยสุ้มเสียงงัวเงีย
“ครับๆ โต้ตื่นแล้วครับแม่”
สิ้นเสียงของตนเองไม่นานโต้ในสภาพสะลึมสะลือก็คว้าโทรศัพท์มือถือมาดูนาฬิกา มันเป็เวลา ๖.๓๗ นาฬิกามารดาเห็นลักษณาการดังนั้นจึงถามขึ้นมาฉับพลัน
“มึงไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้รึไง”ผู้เป็มารดาถามแบบตะคอกมีน้ำโห
“โต้ตั้งไว้แล้วฮะ แต่เมื่อคืนโต้อ่านหนังสือจนดึกคงหลับลึกล่ะมั้งครับแม่”
แต่เหตุผลของบุตรชายมิอาจหยุดยั้งอารมณ์อันรุนแรงของมารดาได้
“มึงไม่ต้องมาพูดจาชักแม่น้ำทั้งห้าไปๆๆไปอาบน้ำได้แล้ว!!!”
โต้จึงรีบคว้าผ้าขาวม้าที่แขวนอยู่ตรงตู้เสื้อผ้านุ่งผ้าผืนนั้น ถอดชุดนอนออกแล้วรีบเดินไปห้องน้ำในทันทีทันใด เหลือเวลาประมาณ ๑๕นาทีก็จะ ๗ โมงเช้าแล้ว
โต้อาบน้ำแปรงฟันอย่างลวกๆเขาใช้แปรงสีฟันถูๆๆที่ฟันหน้า-ฟันกรามบน-ฟันกรามล่าง จุดละสองสามทีแล้วหยุดแปรง ต่อมาเขาเปิดฝักบัวอาบน้ำโดยให้น้ำไหลผ่านตัวไม่ถึงนาทีจากนั้นเขาใช้น้ำล้างหน้า และล้างบริเวณก้นกับของสงวน เป็อันเสร็จพิธี
เด็กหนุ่มรีบวิ่งออกจากห้องน้ำเปิดตู้เสื้อผ้าคว้าชุดนักเรียนที่ถูกรีดไว้และแขวนไว้ในตู้ออกมาอย่างรวดเร็วเขาใส่กางเกงในและกางเกง บ๊อกเซอร์จากนั้นก็เอาผ้าขาวม้าออกแล้วแขวนด้วยไม้แขวนเสื้อและเอาไม้แขวนนั้นแขวน ณ ประตูตู้เสื้อผ้าเครื่องแบบที่เขาใส่นั้นประกอบด้วยเสื้อนักเรียนสีขาวตราสมอ ปักอักษรย่อ “ศ.บ.”บริเวณหน้าอกด้านขวา ใต้อักษร ศ.บ. คือชื่อ มิตรภาพ พิเศษพนา ใต้ชื่อของเขามีดาวโปร่งที่ถูกปัก ๓ ดวงโดยทั้งหมดปักด้วยด้ายสีแดง
กางเกงที่เขาใส่นั้นเป็กางเกงขาสั้นสีดำยี่ห้อช้างแมมมอธมันสั้นมากจนเห็นขาอ่อนขาวๆของเด็กหนุ่มวัย ๑๘ คงจะเป็เื่ธรรมดากระมังสำหรับเด็กนักเรียนกรุงเทพมหานครที่จะใส่ขาสั้นเทียมขาอ่อนผิดกับโรงเรียนเก่าของข้าพเ้าแถบบ้านนอกที่กางเกงอย่างน้อยต้องสั้นเหนือหัวเข่าหรือพอดีกับหัวเข่าหากสั้นมากๆข้าพเ้าจะโดนเพื่อนร่วมชั้นแซวเสียๆหายๆทันที
เมื่อใส่เสื้อกับกางเกงเรียบร้อยแล้วเด็กหนุ่มวัยสิบแปดก็ใส่เข็มขัดสีดำมันเป็เข็มขัดสายดำที่มีหัวสี่เหลี่ยมสีเงินแวววาวและเมื่อโต้ใส่เสร็จแล้วก็ถึงเวลาที่เขาจะใส่ถุงเท้าสีขาว
ความจริงข้าพเ้าไม่ต้องเสียเวลามาบรรยายเื่เสื้อผ้าของโต้ก็ได้เพราะโดยทั่วไปแล้วโรงเรียนของกรุงเทพมหานครมักจะแต่งตัวอย่างนี้กันอาจผิดแผกไปบ้างเล็กน้อยตรงกางเกง หรือสีด้ายที่ปักชื่อ เป็อาทิ
เมื่อโต้แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเขาก็คว้ากระเป๋าเป้สีดำที่มีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียนแล้วรีบวิ่งไปบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งผู้เป็มารดารอเขาอยู่แล้ว
สตรีวัย ๔๕ ถือธนบัตรใบละ ๑๐๐ จำนวนหนึ่งใบ ผนวกกับธนบัตรใบละ๕๐ บาท อีกหนึ่งใบ รอยื่นให้ลูกชายอันเป็ที่รัก
ในที่สุดโต้ก็เดินมาที่มารดาของตนมารดาของเขายื่นธนบัตรให้กับโต้ โต้ยกมือไหว้ สตรีวัยสี่สิบกว่าไหว้รับแล้วพูดว่า
“โชคดีนะลูก”
แล้วเด็กหนุ่มวัย ๑๘ ก็เดินออกจากบ้านหยิบรองเท้านักเรียนสีดำที่ตั้งไว้บนชั้นวางรองเท้ามาใส่ เดินออกจากปากซอยวิภาวดี๖๐ มาที่ป้ายรถเมล์ เพื่อขึ้นรถเมล์ สาย ๕๑๐ มุ่งไปยังโรงเรียน ศรีราชบำรุง
…
โรงเรียนศรีราชบำรุงเป็โรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกับสะพานควาย สถานศึกษาแห่งนี้สอนเด็กนักเรียนั้แ่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ โดยเริ่มเข้าแถวเคารพธงชาติ ในเวลา ๗.๔๕ นาฬิกา
เมื่อถึงเวลา ๗.๔๐ นาฬิกา เสียงเพลงมาร์ชประจำโรงเรียนจะดังขึ้นมาเป็สัญญาณบอกว่าให้นักเรียนทุกคนตั้งแถว เมื่อถึงเวลา ๗.๔๕ นาฬิกาก็ถึงเวลาเคารพธงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ ท่องคำปฏิญาณตน ฟังคณาจารย์ให้โอวาทจากนั้นเวลา ๘.๒๐ นาฬิกาเริ่มเรียนคาบที่ ๑ กระทั่งเรียนคาบสุดท้ายเวลา ๑๕.๔๐นาฬิกา และหมดคาบสุดท้ายในเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา
เมื่อรถเมล์สาย ๕๑๐ มาถึงหน้าโรงเรียนศรีราชบำรุงเสียงเพลงมาร์ชของโรงเรียนกำลังบรรเลง ขณะนี้เป็เวลา ๗.๔๓ นาฬิกาแล้ว
โรงเรียนนี้มีกฎระเบียบประการหนึ่งคือ เมื่อใดที่เพลงชาติไทยดังขึ้นนักเรียนซึ่งมาถึงโรงเรียนในเวลานั้นเป็ต้นไปจะถือว่า “สาย” โดยจะถูกทำโทษและตัดคะแนนความประพฤติ
โต้รีบวิ่งเข้าโรงเรียนแบบติดSpeedกระทั่งถึงบริเวณที่เพื่อนๆของเขาเข้าแถวอยู่พอดี กลับกลายเป็ว่าโต้ผู้ตื่นสายเมื่อครู่ดันไปโรงเรียนทันเวลาราวปาฏิหาริย์เสียอย่างนั้น
มีสตรีวัยทองผู้หนึ่ง อายุ๕๔ ปี สูง ๑๖๒ เิเน้ำหนักราวๆ ๔๙ กิโลกรัม สตรีผู้นี้เป็คนผมหยิก ผมยาวประกลางหลังแต่ถุกรวบไว้ด้วยยางมัดผมสีดำผิวสีน้ำผึ้ง ชื่อของแกคืออาจารย์พวงสร้อย เป็ครูประจำชั้นของโต้และบัดนี้อาจารย์พวงสร้อยยืนรออยู่ที่แถวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อโต้วิ่งมาที่แถวโต้รีบไหว้อาจารย์พวงสร้อยด้วยอาการทุลักทุเล สตรีวัยกลางคนผู้นี้รับไหว้ลูกศิษย์แต่ด้วยความหมั่นไส้ แกจึงเอ่ยปากไปคำสองคำ
“นึกว่าจะมาสายซะแล้วนะนายมิตรภาพ”
โต้เลยส่งยิ้มแบบเจี๋อนๆแด่อาจารย์พวงสร้อยจากนั้นจึงวางกระเป๋าไว้ข้างลำตัวแล้วยืนเข้าแถวเคารพธงชาติ
โต้ หรือมิตรภาพ พิเศษพนา เขาอายุ ๑๘ ปี มีส่วนสูง๑๖๕ เิเ น้ำหนัก ๔๗ กิโลกรัม ผมสีดำถูกรองทรง เขามีผิวขาวเนื่องมาจากมีบิดาและมารดาเป็คนเหนือทั้งคู่ มีภูมิลำเนามาจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่างไรก็ตามบิดาและมารดาของเขาก็เหมือนคนต่างจังหวัดทั่วไปที่้ามาหางานทำณ เมืองหลวงของประเทศไทย
บิดาของเขาเป็เชฟประจำโรงแรมชื่อดังแถบนานาส่วนมารดาของเขาเป็ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางบัว ที่ไม่ใช่บางบัวทองแต่เป็บางบัวที่เลยม.เกษตรมาหน่อยหนึ่งเท่านั้น อนึ่งทั้งบิดาและมารดาของเขาก็อายุ ๔๕ เท่ากัน บิดาของโต้นั้นเข้างานเวลา ๑๐ นาฬิกากว่าจะเลิกงานก็ล่วงเลยสี่ซ้าห้าทุ่ม ส่วนมารดาของเขาเนื่องจากโรงเรียนอยู่ใกล้หล่อนจึงขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าซูเปอร์คัพสีเขียว จากวิภาวดีรังสิตซอย ๖๐ซึ่งเชื่อมต่อกับซอยพหลโยธิน ซอย๔๙/๑ เพื่อไปทำงานที่โรงเรียนของหล่อนได้
...
หลังจากการทำพิธีต่างๆหน้าเสาธงแล้วนั้น ก็ถึงเวลา๘.๒๐ นาฬิกา เป็การเรียนคาบที่ ๑ เหตุการณ์พลันปรากฏว่าอาจารย์พงศ์พิศ ผู้สอนวิชา“คณิตศาสตร์เพิ่มเติม” ยังไม่เข้ามาสอน นักเรียนคนอื่นๆคุยกันอย่างออกรสออกชาติบ้างก็คุยเื่เกม บ้างก็คุยเื่ผู้หญิง บ้างก็คุยเื่ผู้ชายบ้างก็คุยถึงวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมนี้ ฯลฯโต้ที่กำลังนั่งอยู่นั้นก็เอาปากกาขึ้นมาควงเล่นแก้เซ็ง
มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง อายุ ๑๗ ปีเขาเป็ชายผิวดำคล้ำร่างใหญ่ สูง ๑๘๓ เิเ น้ำหนัก ๗๐ กิโลกรัม ผมดำถูกตัดสั้นเป็รองทรงดังเช่นโต้ชื่อจริงของเขาคือ เกณฑ์สิทธิ์ มีชื่อเล่นว่า “ทิน” และบัดนี้ได้เข้ามาทักทายโต้จนเด็กหนุ่มวัย๑๘ ต้องใ
“ไอ้โต้!!!”
ทินส่งเสียงเรียกโต้แล้วโผล่หน้าขึ้นมาทันใด
“ไอ้เหี้ยทิน!!! มาไม่ให้ซุ่มให้เสียงเลยนะมึง”
โต้ตอบกลับทินด้วยอารมณ์รุนแรง
“ขวัญอ่อนจริงๆเลยมึง Jetแม่!!!”
ทินดึงเก้าอี้ออกมาจากที่นั่งซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของโต้จากนั้นเขานั่งเก้าอี้พลาสติกแล้วเอาข้อศอกวางบนโต๊ะไม้อัดซึ่งทาสีเลียนแบบสีของไม้จริงไม่กี่อึดใจทินก็เอ่ยคำถามๆหนึ่งให้โต้ได้ตอบ
“เฮ้ยไอ้โต้”
“ว่า”
“โดดเหอะไอ้สัตว์!!! พงศ์พิศแม่งไม่เข้าง่ายว่ะายว่ะ เข้าง่ๆ กูมีบุหรี่หนีภาษามึงไปดูดบุหรี่กับกูดีกว่ากูมีบุหรี่หนีภาษีจากมาเลย์ กลิ่นเชอรี่เลยนะเว้ย หอมชื่นจายยยกูเพิ่งไปซื้อมาจากหน้าราม สนไหม???”
“กูี้เีโดดเรียนว่ะไอ้ทิน วิชาพงศ์พิศแม่งยากเทอมก่อนกูได้เกรด ๑ เอง เทอมนี้กูอยากได้สัก ๑.๕ ไม่ก็ ๒”
“เชี่ยยยยโต้ มึงแม่งเนิร์ดสัตว์อะ!!!ใส่แว่นแล้วยังเนิร์ดอีกนะมึง Jetแม่” ทินอุทาน
“อะไรของมึง???”
“มึงจะเป็เด็กเรียนอะไรนักหนาเนี่ยชีวิตวัยรุ่นใช้ๆซะบ้างเหอะ”
ทินพูดเสร็จจึงเว้นว่างไว้ประมาณสามวินาทีในขณะที่โต้หน้าชาเพราะคำพูดไม่คิดของเด็กหนุ่ม ต่อมาทินก็พูดประโยคอันทำโต้ต้องรู้สึกหน้าชาทวียิ่งขึ้น
“เพื่อนชวนไปไหนก็ไม่ไป สักแต่เรียนแต่อ่านหนังสือเข้าห้องสมุดอย่างเดียวเลย มึงก็เป็ซะอย่างงี้ เพื่อนเลยไม่คบ!!!”
“มึงพูดจบยัง” โต้ถามทินในขณะที่น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“ตกลงมึงจะโดดไหมไอ้โต้”
“ไม่”
“เออ...กูไปคนเดียวก็ได้แม่งกะจะแบ่งบุหรี่ให้สักหน่อยไอ้เหี้ยเอ๊ย อยู่คนเดียวให้สบายใจไปเถอะมึง Jetแม่”
“เออไอ้สัตว์ !!!”
ความจริง โต้ไม่อยากเถลไถล เพราะบัดนี้เขานั้นกำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ และเหลือเวลาอีกไม่มากนักที่โต้ก็จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเด็กหนุ่มวัย ๑๘ ผู้นี้มีความฝันประการหนึ่งความฝันที่ใครหลายๆคนต่างก็ฝันกันทั้งนั้นคือความฝันที่จะได้เรียนมหาวิทยาลัยที่ใช้ คณะที่ชอบ
การเข้าศึกษาต่อที่คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร คือความฝันของโต้ แต่ทว่าการที่จะ T-CAS เพื่อเข้าสถานศึกษาแห่งนี้นั้นต้องใช้คะแนนสูงพอสมควรโต้จึงไม่อยากออกนอกลู่นอกทางจนทำให้ผลการเรียนออกมาไม่ดีเพราะเกรดเฉลี่ยรวมทั้งหมด ๕-๖ เทอมนั้นถือเป็สิ่งสำคัญยิ่งสำหรับเด็กมัธยมปลายและมันนับเป็คะแนนอย่างหนึ่ง โดยจะผนวกกับการสอบอื่นๆอีก ดังเช่นการสอบ GAT-PAT การสอบ ๙วิชาสามัญ การสอบ O-NET แล้วรวมคะแนนทั้งหมดยื่น T-CAS เข้ามหาวิทยาลัย
อันที่จริง โรงเรียนศรีราชบำรุงมิใช่โรงเรียนที่มีเด็กหัวกะทิดังเช่นโรงเรียนดังๆโรงเรียนอื่นในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเด็กนักเรียนของสถานศึกษาแห่งนี้นั้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อเสียงน้อยมาก เพราะคะแนนไม่ถึง สิ่งแวดล้อมต่างๆภายในโรงเรียนก็ดูไม่ดีหนำซ้ำภาพลักษณ์ของโรงเรียนกลับเต็มไปด้วยเด็กเกเรเสียส่วนใหญ่ พวกเด็กเหล่านี้มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นานัปการทั้งสูบบุหรี่ กินน้ำกระท่อม เมายาเสพติดหรือยาประเภทกล่อมประสาทต่างๆบ้างก็บ้าผู้หญิง บ้าผู้ชาย สนใจแต่เื่แต่งตัว เื่แฟชันบ้างโดดเรียนชนิดที่ว่ายกโขยงกันทั้งห้องก็มี บางคนก็เป็เด็กกิจกรรมจนเกินเหตุจึงสนใจแต่กิจกรรมของโรงเรียนจนลืมเพ่งความสนใจไปที่การเรียนบางคนเป็นักกีฬาโรงเรียนก็จริง แต่มัวสนใจเื่กีฬามากกว่าเื่เรียนแต่อย่างว่า มหาวิทยาลัยที่มีโควตานักกีฬาก็เยอะ พวกนี้จึงดูมี “อภิสิทธิ์”เหนือคนอื่นหน่อยนึง และดูเหมือนว่าโต้จะเป็ “แกะดำ”ของที่นี่ โต้รักการเรียนแทนที่จะรักการเล่นเหมือนดังสังคมของที่นี่ที่เขาเป็กัน
ในโลกแห่งความเป็จริงนั้นถ้าว่าคนชั่ว ไปอยู่ในดงคนชั่ว เขาเป็ “คนดี” ในหมู่คนชั่ว เกลือกว่าคนดี หลงเข้าไปในหมู่ “คนชั่ว” เขาย่อมถือเป็“คนชั่ว” ในหมู่ “คนชั่ว” ฉันใดก็ฉันนั้น และอนิจจายิ่งนักที่เด็กหนุ่มอย่างโต้ดันเข้าทำนองดังกล่าวนี้
อันที่จริงมันมีบุคคลบางจำพวกซึ่งสามารถ“ปรับตัว” เข้าได้กับทุกสถานการณ์ เหมือนดัง “จิ้งจกตุ๊กแก” บุคคลเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีในสังคมไม่น้อยเลยทีเดียวพวกเขาสามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสังคมอันเต็มไปด้วย “คนดี” หรือเต็มไปด้วย “คนชั่ว”ในสังคมที่ “จงรักภักดี” หรือ “ฏ” พวกเขาก็ยืนหยัดอยู่ได้ และท่านเชื่อเถิดว่าในแวดวง“ราชการ” และ “รัฐวิสาหกิจ” มันมีบุคคลจำพวกนี้อยู่เยอะเชียวนักแหละ
…
เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ราว ๑๑นาฬิกา หลังจากเด็กหนุ่มทานกลางวันที่โรงอาหารเสร็จสิ้นแล้วโต้ก็รีบรุดเข้าห้องสมุดเร็วไวเพื่อยืมหนังสือเอาไปอ่านที่บ้านของตนเอง
ห้องสมุดของโรงเรียนไม่ได้หรูหรานัก มันคืออาคารชั้นเดียวที่เป็ห้องโถงแนวยาวมีหนังสือพิมพ์ หนังสือซึ่งถูกจัดวางบนชั้นตามระบบหมวดหมู่ดิวอี้ ทั้งยังมีโต๊ะอ่านหนังสือสำหรับนักเรียนและครูมีโซนคอมพิวเตอร์เอาไว้ให้นักเรียนทำรายงานและสืบค้นข้อมูล และบัดนี้เด็กหนุ่มวัย๑๘ ได้ก้าวเข้ามา ณ ห้องสมุดแล้ว
โต้หยิบหนังสือต่างๆที่วางไว้ตามชั้นรวมสิบเล่มเห็นจะได้มันล้วนเป็หนังสือเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔ ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ทั้งสิ้น เขาค่อยๆเรียงหนังสือเป็ชั้นๆแล้วเดินถือกองหนังสือไปยังเคาน์เตอร์ซึ่งอาจารย์หน่อย บรรณารักษ์สาววัย ๒๗ จะเป็ผู้ตรวจสอบและประทับตรายางกำหนดวันคืนหนังสือ
อาจารย์หน่อยเป็สตรีที่สูงพอๆกับแม่ของโต้คือ ๑๕๕ เิเ แต่เนื่องจากอาจารย์หน่อยเป็คนชอบกินจุบกินจิบหุ่นของอาจารย์หน่อยจึงค่อนไปทางท้วม แกมีน้ำหนักประมาณ ๕๐ กิโลกรัมเห็นจะได้มีผมสีดำยาวประกลางหลัง ผมนั้นถูกรวบด้วยกิ๊บหนีบผมสีเหลือง ผิวของแกสีน้ำผึ้งสวมแว่นสายตาสั้น
เมื่อกองหนังสือมาถึงเคาน์เตอร์อาจารย์หน่อยถึงกับต้องอ้าปากค้าง!!! ในขณะที่มือก็ปรับแว่นสายตาไปด้วย
“ผมขอยืมหนังสือทั้งหมดนี่ครับอาจารย์หน่อย”โต้ขอร้องบรรณารักษ์สาว
อาจารย์หน่อยหลังจากอ้าปากค้างเสร็จก็ลงมือตรวจสอบหนังสือทั้งหมดในทันใดแกถึงขั้นเอ่ยปากถามนักเรียนหนุ่มคนนี้ว่า
“เนื้อหาั้แ่ ม.๔เลยนะนี่...เธอจะเอาไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยเหรอ???”
อาจารย์หน่อยพูดยังกับพวกหมอดูนั่งทางในอย่างไรอย่างนั้น
“ครับ...ปีนี้ผมม.๖ แล้วครับ”
เด็ก๑๘ ตอบบรรณารักษ์สาว
“อ๋อ”
อาจารย์หน่อยอุทาน จากนั้นแกมองรอบๆตัวของโต้ว่าเพื่อนๆของเขาอยู่ในละแวกนั้นหรือไม่ขณะที่โต้เองก็หันหน้าไปมองตามสายตาที่อาจารย์หน่อยกวาดไปด้วยความสงสัยว่าอาจารย์แกกำลังมองหาใครอยู่
“มิตรภาพ เพื่อนๆของเธอไปไหนกันหมด”
อาจารย์หน่อยปุจฉา
โต้จึงวิสัชนากลับไปว่า
“บางคนอยู่สนามบอล บางคนอยู่สนามบาสบางคนอยู่สวนป่า[1]บางคนอยู่ตามม้านั่งโรงเรียน บางคนก็อยู่แถวๆห้องน้ำครับ”
“อาวแล้วทำไมเธอไม่ไปอยู่กับเพื่อนๆล่ะนายมิตรภาพ”
“ผมเล่นกีฬาไม่เป็ ไม่ใช่ว่าไม่อยากเล่นนะครับแต่...ผมสมาธิสั้น สายตาก็สั้นอีกต่างหาก เกรงว่าลูกบอล-ลูกบาสจะอัดหน้าจนแว่นแตกเอานะครับ”
“อ๋อ”
“พวกที่อยู่ตามม้านั่งเขาก็จับกลุ่มกันนั่งนินทาชาวบ้าน ไม่ก็อวดรวยอวดแฟนกันครับ”
อาจารย์หน่อยก้มลงมองพื้นแล้วพูดอุทานเบาๆว่า
“เด็กสมัยนี้ก็นะ...”
หลังจากนั้นบรรณารักษ์สาวจึงสบตาเด็กนักเรียนหนุ่มแล้วถามคำถามต่อไป
“แต่เธอชอบอ่านหนังสือสินะนายมิตรภาพ”
“ครับ”
หลังจากนั้นอาจารย์หน่อยก็หยิบถุงผ้าของห้องสมุดใส่หนังสือให้กับโต้ซึ่งโต้จะต้องคืนทั้งหนังสือและถุงผ้าในอีก ๗ วันข้างหน้า หรือโต้จะคืนหนังสือแล้วยืมต่ออีก๗ วันก็ย่อมได้
“เรียบร้อยจ้ะ”
“ขอบคุณครับ”
เด็กหนุ่มไหว้อาจารย์บรรณารักษ์อาจารย์หน่อยรับไหว้ตอบเด็กหนุ่มเดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือของนักเรียนแล้วหยิบหนังสือพวกนั้นขึ้นมาอ่านจากถุงผ้าโดยหารู้ไม่ว่า เื่วุ่นๆกำลังจะเกิดกับเขาในคาบต่อไป
ขณะที่โต้อยู่ในห้องสมุดเพื่อนๆคนอื่นๆซึ่งรู้สึกว่าวิชา “คณิตศาสตร์พื้นฐาน” ของอาจารย์สมหมาย ที่กำลังอยู่ในบทเรียน“แคลคูลัส” นั้น ดูจะยากเกินไปสำหรับพวกเขา พวกเพื่อนๆของโต้จึงคิด “แผนอุบาทว์” ขึ้นมาเพื่อที่จะโดดเรียนแบบยกโขยงทั้งห้องเนื่องจากคาบของอาจารย์สมหมายนั้นเป็คาบหลังจากพักกลางวัน อย่างไรก็ตามทุกคนกระจายข่าวกันไปบอกเพื่อนๆร่วมห้องที่อยู่ตามจุดต่างๆของสถานศึกษาแห่งนี้อนิจจาที่เพื่อนๆทุกคนในห้องลืมนึกถึงโต้ หรือจงใจไม่นึกถึงก็มิทราบได้ทำให้โต้มิอาจล่วงรู้เลยว่าในคาบเรียนต่อไปนั้นเขาจะต้องเรียน “คนเดียว”
“ออด...!!!”
เสียงออดดึงขึ้น นาฬิกาบอกเวลา ๑๑.๔๐ นาฬิกาแล้วถึงเวลาที่โต้จะต้องไปเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของอาจารย์สมหมาย อนิจจาห้องที่อาจารย์สมหมายท่านทำการสอนนั้นอยู่อาคารอันห่างไกลออกไปจากห้องสมุดพอสมควร มิหนำซ้ำยังอยู่ชั้น ๔ อีกต่างหาก เด็กหนุ่มร่างบอบบางเฉกเช่นโต้จึงต้องเดิน“ขาลาก” อยู่พอสมควร ผนวกกับเขาถือหนังสือกองใหญ่ไปด้วย มันยิ่งถ่วงเวลาให้เด็กหนุ่มเข้าเรียนสายมากขึ้นไปอีก
ในที่สุดโต้ก็มาถึงห้องที่อาจารย์สมหมายทำการเรียนการสอนนาฬิกาบอกเวลา ๑๑.๔๗ นาฬิกาแต่จริงๆแล้วอาจารย์สมหมายแกมานั่งรออยู่แล้วั้แ่เวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกาห้องเรียนสีขาวที่มีโต๊ะยาวๆสีขาวซึ่งนั่งได้สามคน เรียงๆกัน ๒๐ โต๊ะเก้าอี้เป็เก้าอี้พลาสติกคุณภาพสูงกว่าของในห้างดังนิดหน่อยเครื่องปรับอากาศชนิดตั้งแขวนถูกเปิดทั้งสองเครื่องเพียงแต่ในขณะนี้มีเพียงอาจารย์สมหมายนั่งอยู่คนเดียวเท่านั้น
โต้ถอดรองเท้านักเรียนสีดำวางไว้ที่หน้าห้องประตูกระจกซึ่งเป็ประตูแบบผลัก-ดึงถูกเปิดออกโดยเขาและบัดนี้โต้เห็นเพียงอาจารย์สมหมายที่อยู่ในห้องโดยแกกำลังมีสีหน้าบูดบึ้งเป็อย่างมาก
“พวกเธอนี่อหังการ์กันจังนะ...โดดเรียนกันทั้งห้อง!!!”
อาจารย์สมหมายพูดขึ้นมา ทำให้โต้ถึงกับหน้าซีด
“ยกเว้นเธอ” อาจารย์สมหมายพูดต่อแล้วยิ้มเห็นฟันขาว
แต่โต้ก็ยังไม่หยุดทำหน้าเจี๋อนๆ แล้วเด็กวัย ๑๘ก็เดินไปที่โต๊ะหลังสุดของห้อง ดึงเก้าอี้พลาสติกออกมาแล้วนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นหยิบหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เปิดไปที่หน้าของ “แคลคูลัส”หยิบสมุดปกแข็งซึ่งหน้าปกมีตราสัญลักษณ์ของโรงเรียน ด้านล่างของปกนอกจากจะเขียนชื่อสกุล เลขที่ ชั้น ไว้แล้วนั้น มีข้อความที่ถูกเขียนไว้ว่า วิชา คณิตศาสตร์ครูผู้สอน อ.สมหมาย ระบุอยู่ ต่อมาโต้หยิบปากกาน้ำเงินและปากกาแดงอย่างละด้ามและไม้บรรทัดขนาด ๖ นิ้ว จำนวน ๑ เล่ม
หลังจากที่ทั้งสองคนนั่งเฉยๆสักพัก เมื่อเข็มสั้นและเข็มยาวมากันที่เลข๑๒ อาจารย์สมหมายก็พูดขึ้นมาว่า
“วันนี้ครูสอนบทต่อไปไม่ได้หรอกนะ...แต่จากที่เรียนกันไปเธอมีเื่ไหนไม่เข้าใจมั่ง???...ถามมาได้เลย...คาบนี้เป็ของเธอ!!!”
อาจารย์สมหมายพูดจบก็ยิ้มให้เห็นฟันขาวอีกครั้งโต้จึงพูดขึ้นมาว่า
“มีแน่นอนครับ”
คราวนี้เด็กหนุ่มยิ้มจนเห็นฟันขาวบ้าง
…
เมื่อโต้เรียนวิชาของอาจารย์สมหมายเสร็จในเวลา๑๒.๓๐ นาฬิกา โต้ก็เดินไปเรียนวิชาของอาจารย์พรณรงค์ ซึ่งเป็คนสอนวิชา“เทคโนโลยีสารสนเทศ” หรือคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจารย์พรณรงค์จะทำการสอน ๒ คาบเรียนั้แ่ ๑๒.๓๐-๑๔.๑๐ นาฬิกา และเมื่อถึงบ่ายสองแล้ว ประตูโรงเรียนจะเปิดและนักเรียนก็สามารถกลับบ้านได้ วิชาเรียนในวันนี้ก็หมดลงแล้วเช่นกัน
เผอิญว่าในตอนที่โต้เปิดประตูออกมาจากห้องเรียนของอาจารย์สมหมายพลันปรากฏว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งเห็นเข้าพอดี เนื่องจากหล่อนมาหาแฟนที่อยู่ม.๕ที่เรียนห้องใกล้เคียง ณ ชั้น๔ ของอาคารแห่งนี้
อาจารย์เอริน ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๕ยังAdmitอยู่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เนื่องจากหล่อนป่วยเป็ซิสบริเวณมดลูกต้องทำการผ่าตัดและพักฟื้นเป็เวลาครึ่งเดือน จึงไม่สามารถทำการเรียนการสอนได้ ฉะนั้นคาบเรียนของเด็กมัธยมศึกษาปีที่๕ ต้องว่างเว้นโดยปริยาย ทำให้เกียรติศักดิ์ หรือเดียร์เด็กหนุ่มวัย ๑๗ ร่างผอมบาง สูง ๑๗๔ น้ำหนัก ๕๔ มีผิวคล้ำ ผมดำตัดสั้นรองทรง โดยเขาและเพื่อนๆจึงมานั่งตากแอร์ว่างๆ ในห้องเรียนที่อาจารย์เอรินต้องสอนคณิตศาสตร์ในสถานการณ์ปกติและเด็กสาวที่เห็นโต้ออกมาจากห้องเรียนของอาจารย์สมหมาย ก็คือเก็จมณี หรือแพรแฟนสาวของเดียร์ และเป็เพื่อนร่วมห้องของโต้นั่นเอง
เดียร์เรียกแพรมาทางแอพพลิเคชันไลน์โดยให้มานั่งเล่นที่ห้องเรียนของอาจารย์เอรินด้วยกันจากนั้นก็มีการแตะเนื้อต้องตัวแฟนสาว มีแอบหอมแก้มบ้างเป็บางครั้งโดยเดียร์ไม่ได้เคอะเขินเพื่อนๆแต่ประการใดเพราะคงไม่มีใครอยากไปเป็ก้างขวางคอของการสวีตกัน อย่างหวานแหววของหญิงชายคู่นี้กอปรกับในห้องเรียนของอาจารย์เอรินมีนักเรียนไม่กี่คนเท่านั้นเพราะบางคนก็ไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆของโรงเรียน เข้าห้องสมุด นั่งเล่นที่ม้านั่ง หรือที่สวนป่าสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ฯลฯ
ดังนั้นการที่แพรเห็นโต้นั้นเท่ากับว่าโต้ไม่ได้โดดเรียนวิชาของอาจารย์สมหมาย แต่โต้เข้าเรียนวิชานั้น อย่างไรก็ตามแพรเองก็อยากรู้ว่าอาจารย์สมหมายสอนอะไรแก่โต้บ้างแล้วได้ให้การบ้านอะไรไว้หรือไม่ เธอจึงเก็บคำถามเ่าั้ไว้ และกะจะถามโต้ในคาบคอมพิวเตอร์ของอาจารย์พรณรงค์
เผอิญว่าคาบคอมพิวเตอร์ของอาจารย์พรณรงค์นั้นมีเนื้อหาที่เข้มข้นมากเนื่องจากอาจารย์พรณรงค์แกได้สอนเนื้อหาการใช้สูตรของMicrosoft EXCEL อันเป็สูตรที่จำเป็สำหรับการทำงานในอนาคตสูตรค่อนข้างยาก และมีชิ้นงานส่งในคาบซึ่งต้องใช้เวลาทำนาน นอกจากนี้นักเรียนทุกคนจะต้องนั่งประจำโต๊ะคอมพิวเตอร์ของตนเองตามเลขที่โดยระบบเลขที่นั้นจะให้พวกผู้ชายอยู่เลขที่หน้าๆ สวนผู้หญิงอยู่เลขที่ท้ายๆและจำนวนนักเรียนในห้องก็มีกัน ๕๐ คน จึงทำให้ค่อนข้างไม่สะดวกนักที่จะเดินไปถามโต้ในคาบของอาจารย์ พรณรงค์ได้
…
เมื่อหมดเวลาเรียนของอาจารย์พรณรงค์ ในเวลา๑๔.๑๐ นาฬิกา ก็เป็เวลาเดียวกันกับที่ประตูโรงเรียนเปิดนักเรียนสามารถออกจากโรงเรียนกลับบ้านได้ในทันทีบัดนี้หน้าประตูโรงเรียนเต็มไปด้วยนักเรียนออกมามากมายและการจราจรหน้าโรงเรียนติดขัดเล็กน้อยเพราะเด็กนักเรียนเลิกเรียนหนึ่งในนักเรียนที่ออกมาจากโรงเรียนก็คือโต้ที่นอกจากสะพายกระเป๋าแล้วก็เดินถือถุงผ้าที่เต็มไปด้วยหนังสือจำนวนมากนั่นเอง
ทันใดนั้น มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งมาที่เขา เด็กคนนี้อายุ ๑๘ ปีมีผมสีดำตัดสั้นประคอ ไม่ได้ผูกผมแต่อย่างใด ฟันของหล่อนถูกดัดด้วยเหล็กดัดสีชมพู มีผิวขาวร่างผอมสูง ๑๗๐ เิเ น้ำหนักราวๆ ๕๔ กิโลกรัมชุดที่เธอสวมใส่นั้นเป็กระโปรงยาวสีแดง เสื้อสีขาว รองเท้านักเรียนสีดำเธอคือเก็จมณีหรือ แพร นั่นเอง
“โต้!!!”
เด็กสาววิ่งมาหาเขาพร้ะโกนเรียกด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“มีอะไรเหรอแพร” โต้ถามเด็กสาวขณะที่สีหน้าของเขาสงสารแพรอย่างจับใจ หล่อนหายใจแรงๆสักครู่หนึ่งแล้วถามเด็กหนุ่มขึ้นมาว่า
“อาจารย์สมหมายสอนอะไรบ้าง?”
“แกไม่ได้สอนอะไร...แกแค่ทบทวนที่เรียนไปเฉย”
“มีใครเข้าบ้างล่ะ?”
“ไม่มี...มีแต่เรา”
“ว่าแล้วเชียว”
แพรหยุดพูดประมาณสามวินาทีแล้วพูดต่อ
“คนในห้องตกลงกันว่าจะโดดเรียนของสมหมายแต่ไม่มีใครเห็นโต้ โต้เลยไม่รู้ล่ะสิ?”
โต้ทำหน้างงกับคำพูดของแพร จากนั้นเขาจึงอุทานขึ้นมาคำหนึ่ง
“อ๋อ”
“แล้วทำไมโต้ไม่โดดล่ะ?” แพรถามต่อ
“เรากลัวเกรดออกมาไม่ดี อีกอย่างตอนนี้ก็ ม.๖ แล้วด้วยเราอยากเรียนนิเทศม.ศิลป์ ก็เลยอยากจะขยันเรียนเป็พิเศษ เพื่อ T-CAS ให้ติด
เมื่อแพรได้ยินดังนั้นจึงอารมณ์เสีย แล้วพูดตะคอกขึ้นมา
“โต้นี่แม่งทะเยอทะยานไม่เข้าท่านะอีกอย่างมหาลัยที่ไม่ต้อง T-CAS Haเหวนั่นมีเยอะแยะไปม.เอกชนก็เพียบ เราก็ว่าจะเข้าเอกชน แค่ไปสมัครเขาก็รับแล้วย่ะ”
โต้รู้สึกหน้าชาเป็อย่างมากกับคำพูดของแพรขณะที่แพรยังคงพูดต่อไป
“อีกอย่าง โรงเรียนของเรามันเป็โรงเรียนกากๆไม่เหมือนกับเตรียมฯพญาไทที่เขาสอบติดหมอกันยกห้อง โรงเรียนเราเด็กสอบติดหมอจุฬาหมอมหิดลนี่แม่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกมั้งเผื่อใจไว้บ้างเถอะโต้อย่าทะเยอทะยานให้มากนักเลย แม้จะเป็นิเทศแต่ขึ้นชื่อว่า ม.ศิลป์ มันเข้ายากจะตายห่าลองดูม.กรุงเทพ ม.รังสิต ม.ศรีปทุมดูไหมละ?”
หลังจากที่เด็กหนุ่มวัย ๑๘ฟังถ้อยคำที่ไม่ระรื่นหูของเด็กสาววัยเดียวกันนั้น เขาก็ทำหน้าเบื่อเซ็งเต็มทีท้ายที่สุดโต้จึงตัดบทแพรในทันใด
“เรากลับก่อนนะ”
แล้วเด็กหนุ่มก็จรลีหนีห่างจากเด็กสาวทำให้แพรไม่พอใจ จึงสบถขึ้นมาด้วยถ้อยคำผรุสวาทรุนแรง
“เฮ้ย... อะไรวะไอ้เหี้ยนี่!!! กูอุตส่าห์แนะนำดีๆเสือกไม่เอาซะงั้น ไอ้Haเอ๊ย!!! สมแล้วที่เพื่อนไม่คบมึง!!!”
หลังจากที่แพรสบถแล้วพลันมีเด็กหนุ่มที่อายุอ่อนกว่าหล่อน ๑ ปีเข้ามาโอบไหล่
“ไงจ๊ะพี่แพรคนสวย”เดียร์พูดขึ้นมาแล้วยิ้มเห็นฟันขาว
แพรก็ยิ้มจนเห็นฟันขาวเช่นกัน จากนั้นจึงถามแฟนหนุ่มว่า
“เลิกเรียนแล้วเหรอเดียร์”
“จ้า... ว่าแต่สนใจไปผับแถวอารีย์กับผมมั้ยพี่ไม่ตรวจบัตรประชาชนด้วยนะ”
หญิงสาวคิดประมาณสามวินาทีแล้วจึงตอบแฟน
“สน แต่ขอเปลี่ยนชุดก่อนนะตัวเอง...มารับเราที่บ้านตอน๖ โมงเย็นนะเดียร์”
“ได้เลยพี่สาว...ไปที่รถเลย เดี๋ยวผมไปส่งบ้าน”
ทั้งสองเดินไปที่ลานจอดรถจักรยานยนต์ของโรงเรียนเดียร์ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าพีซีเอ็กซ์คันสีน้ำเงินออกมาแพรซ้อนท้ายเด็กหนุ่มโดยเอามือสอดกอดเอวเดียร์ไว้แน่นขณะที่หน้าของเ้าหล่อนซบหลังของเดียร์ แล้วหล่อนหลับตายิ้มอย่างระรื่นชื่นบาน
ขณะเดียวกันนั้นโต้ที่กำลังยืนอยู่ ณ ป้ายรถเมล์เพื่อรอรถเมล์สาย๕๑๐ กลับบ้านนั้น ได้เห็นเดียร์ซึ่งขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านสายตาเขาไปโดยที่มีแพรซ้อนท้ายในลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วพอดิบพอดีมันทำให้น้ำตาของโต้คลอเบ้า เพราะแท้จริงโต้แอบหลงรักแพรข้างเดียวั้แ่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๔แล้ว หากแต่แพรไม่เคยรักโต้ มิหนำซ้ำยังอคติกับโต้อีกต่างหาก ฉะนั้นโต้เลยเศร้าใจไม่น้อยเลยทีเดียวที่ความรักของตนเองนั้นไม่สมหวังและไม่อยากให้การเรียนมา “พัง” ซ้ำตามความรักของตนเองอีก
...
มันเป็เวลา ๑๘ นาฬิกาเศษ บัดนี้แพรในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีขาวใส่กางเกงยีนส์สีดำรองเท้าแตะหุ้มส้นสีเหลืองก็พร้อมที่จะไปเที่ยวผับกับแฟนหนุ่ม และบัดนี้เช่นเดียวกันที่เดียร์ใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำและกางเกงยีนส์ขาเดฟสีน้ำเงินเข้มสวมรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์สสีแดงก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้าพีซีเอกซ์มารับแฟนสาวที่บ้านของแพรเรียบร้อยแล้ว
ผับในย่านอารีย์แห่งนี้ไม่ตรวจบัตรประชาชนจะต่ำกว่าหรือสูงกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็สามารถเข้าได้บรรยากาศในผับมีแต่คนดื่มเหล้าและเต้นกันอย่างสนุกสนาน มีแสงไฟที่แวบวาบกะพริบไปมาดนตรีแนว EDM แสนสนุกชวนโยก ตอนนี้ทั้งสองคนพร้อมแล้วที่จะเพลิดเพลินจำเริญใจกับชีวิตวัยรุ่นของตนเอง
ทั้งเดียร์และแพรดื่มเหล้ากันไปหลายช็อตจนเมามายและเต้นกันอย่างสนุกสนานโดยไม่เขินอาย ขณะที่แพร์กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกอยู่นั้นเดียร์ที่กำลังดื่มด่ำกับรสสุราก็เข้ามากอดแฟนสาวจากด้านหลังเข้าอย่างจังทำให้แพร์ใไปชั่วขณะ ต่อมาทั้งแพรและเดียร์สบตากัน แล้วแฟนหนุ่มรุ่นน้องค่อยๆใช้ริมฝีปากของตนบรรจงจูบไปที่ริมฝีปากของแฟนสาวรุ่นพี่ทั้งสองแลกลิ้นกันเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าดูดดื่ม โดยที่ไม่แยแสใครในผับเลยแม้แต่คนเดียว
เป็เวลา๒๑นาฬิกาเศษเห็นจะได้ ในที่สุดเดียร์กับแพร์จึงทุลักทุเลกันขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ และเดียร์ขับส่ายไปส่ายมาตามถนนสุทธิสารกระทั่งถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง!!! ในย่านรัชดา
เดียร์เปิดโรงแรมแบบค้างคืนขณะที่แพรเมามายไม่ได้สติและพูดไม่เป็ภาษา เดียร์จึงพาแฟนสาวรุ่นพี่เดินเข้าห้องในลักษณะหิ้วปีกอย่างทุลักทุเลแล้วในที่สุดทั้งสองก็เข้ามาในห้องพักเตียงเดี่ยวของโรงแรมแห่งนี้เดียร์เสียบคีย์การ์ดไว้ที่ผนังเพื่อให้ระบบไฟฟ้าของโรงแรมติดขึ้น จากนั้นค่อยๆบรรจงพาเรือนร่างอันเมามายของแพรให้นอนหงายบนเตียงที่ถูกปูด้วยมีผ้าปูที่นอนสีขาวแล้วหนุนหมอนที่ถูกปูด้วยปลอกหมอนสีขาวเพื่อให้เข้าชุดกับผ้าปูที่นอน ในขณะที่แพร์ได้นอนบนเตียงเ้าตัวก็ยิ้มกว้างอย่างแสนสบายเดียร์ถอดรองเท้าให้แพร และถอดรองเท้าของตัวเองบ้างจากนั้นเด็กหนุ่มเลยมานอนใกล้ๆกับแพร์บนเตียงเดียวกันนี้และด้วยอารมณ์พิสวาสระคนด้วยรสสุรา ทำให้เดียร์จูบแพร์เข้าอย่างจังทั้งสองแลกลิ้นกันชั่วขณะหนึ่ง เดียร์บรรจงจูบที่ซอกคอของแพรลูบคลำไปทั่วเรือนร่างของแพร จากนั้นก็เริ่มถอดเสื้อผ้าของแฟนสาวออกโดยเริ่มจากท่อนบนก่อน และสายตาที่เดียร์เห็น ณ ตอนนี้ก็คือปทุมถันสีขาวขนาดคัพเอมีหัวสีชมพูอยู่เป็คู่ กามารมณ์ของเด็กหนุ่มพุ่งพล่านสุดขีดทำให้เขาดูดยอดปทุมถันนั้นอย่างซาบซ่านที่สุด ทำให้แฟนสาวรุ่นพี่ของเขาถึงกับต้องครางออกมาด้วยความเสียว
“อ๊า.............ส์”
เมื่อหนุ่มน้อยดูดจนเป็ที่พอใจแล้วเดียร์ก็บรรจงถอดเสื้อผ้า่ล่างของแพรออก สายตาของเดียร์ ณตอนนี้ได้เห็นโยนีที่เหมือนกับกุหลาบแรกแย้มซึ่งมีใบหญ้าสีดำปกคลุมอยู่โดยรอบ ใบหญ้าของเด็กสาว๑๘ นั้นไม่ได้รุงรังมากนัก มันมีพอประมาณ และเมื่อสายตาของเดียร์เห็นกุหลาบแรกแย้มดอกนั้นขึ้นมาอารมณ์อยากรู้อยากเห็นมันก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงเข้าไปใหญ่ เดียร์อยากลองลิ้มชิมรสชาติของกุหลาบดอกนั้นเด็กหนุ่มแหวกม่าน์นั้นออก เผยให้เห็นดอกกุหลาบสีแดงสดอีกทั้งหนุ่มน้อยเล็งแลเห็นเม็ดคลิตอริสหรือเม็ดปุ่มกระสันเขาจึงใช้ลิ้นของตนตวัดไปที่บริเวณนั้น ทำให้แพรร้องเร่าขึ้นมาด้วยอาการเสียว
“อ๊า.............ส์”
เดียร์ลองลิ้มชิมรสดอกกุหลาบไปสักระยะหนึ่งเมื่อเดียร์ชิมจนพอใจและคอแห้งแล้วนั้น เดียร์จึงไปหยิบน้ำที่โรงแรมจัดไว้ให้มาดื่มแก้คอแห้งแล้วจึงเริ่มทำอะไรแผลงๆต่อไป
เดียร์เริ่มใช้นิ้วชี้สอดเข้าไปที่โยนีของแพรกุหลาบแรกแย้มของหล่อนคนนี้มันคับแน่นเพราะไม่เคยผ่านมือชายชาตรีที่ไหนมาก่อน ยังผลให้เดียร์ทุลักทุเลอยู่พอสมควรเมื่อต้องใช้นิ้วชี้สอดเข้าไป
“อ๊า.............ส์ ซี้ดดดดดดด แสบบบบบบบบบบบ!!!!”
เสียงแพรร้องอย่างเสียวสุดขีด
เดียร์ใช้นิ้วสอดเข้าไปสักพักน้ำรักของแพรก็ไหลแฉะออกมาทำให้นิ้วของเดียร์เปียกชื้น เด็กหนุ่มวัย ๑๗ อยากลองสอดนิ้วเข้าไปมากกว่า๑ นิ้ว เขาจึงใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางสอดเข้าไป คราวนี้นิ้วกลางของแฟนหนุ่มรุ่นน้องก็เปียกชื้นตามนิ้วชี้ไป
“อ๊า..............ส์ ซี้ดดดดดดดดดดดด”
แฟนสาวรุ่นพี่ยังคงร้องครางไม่หยุด เด็กหนุ่มจึงเปลี่ยนจากสอดใส่สองนิ้วมาเป็สอดใส่สามนิ้วโดยเพิ่มนิ้วนางเข้าไปแต่แทนที่นิ้วของเดียร์จะเปียกชุ่มน้ำรักของแพร บัดนี้นิ้วของเด็กหนุ่มได้เปื้อนโลหิตของหญิงสาวแล้ว!!!
มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงทราบได้ทันทีว่าเยื่อพรหมจารีของนางสาวแพร ได้ฉีกขาดเป็ที่เรียบร้อยแล้วด้วยนิ้วสามนิ้วของเดียร์ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบเป็ที่สุด
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยย ซี้ดดดดดดดดดดดดแสบบบบบบบบบบบบบบ” เด็กสาวร้องขึ้นมา
แต่ด้วยสภาพมึนเมาเ้าตัวเลยไม่ได้โหวกเหวกโวยวายอะไรนัก บางทีถ้าหากแพรไม่เมาแล้วโดนทำอย่างนี้ละก็โอกาสทองของเดียร์คงจะมลายไปั้แ่ที่แฟนสาวรุ่นพี่เืออกแล้วล่ะ
อย่างไรก็ตาม โชคชะตาดูจะเข้าข้างเด็กหนุ่มวัย ๑๗ พอสมควรแต่เดียร์ต้องหยุดใช้นิ้วสอดใส่แล้วใช้ผ้าเช็ดตัวสีขาวซึ่งทางโรงแรมได้เตรียมไว้ให้มาซับเืบริเวณของสงวนของแพร์ เมื่อซับเืดีแล้วก็ถึงคราวที่เดียร์จะต้องถอดเสื้อผ้าปฏิบัติภารกิจของตนเองเสียที
ดังนั้นนายเดียร์ จึงถอดเสื้อผ้าของตนเองทั้งหมดออกแล้วสายตาของเดียร์ก็มองมาที่องคชาตสีดำคล้ำรูปร่างสมบูรณ์แบบยาว ๗ นิ้วซึ่งกำลังแข็งตัวเต็มที่และมีน้ำหล่อลื่นสีขาวใสไหลแฉะออกมาที่ ปลายองคชาตนั้น
อันความว่า “สมบูรณ์แบบนั้น”ข้าพเ้าหมายถึงองคชาตที่หนังหุ้มปลายไม่ร่นรัดเมื่อแข็งตัวหัวองคชาตก็เปิดได้โดยสมบูรณ์ องคชาตของเดียร์ดูเผินๆก็เหมือนกับไส้กรอกขนาดมหึมาสีดำคล้ำหัวองคชาตมีสีออกม่วงเข้ม และบัดนี้เดียร์พร้อมแล้วที่จะสอดใส่องคชาตใส่โยนีของแพรโดยที่ไม่ต้องใช้ถุงยางอนามัยแต่อย่างใด
เดียร์ค่อยๆบรรจงจับองคชาตแล้วเล็งเข้ารูสวาทให้แม่นๆทันทีที่เดียร์สอดใส่องคชาตเข้าช่องคลอดของแพรนั้น ด้วยความคับแน่นทำให้ เดียร์ต้องร้องออกมา
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยย”
“อ๊า........ ส์ เจ็บอะ”
แพรก็ร้องออกมาเช่นกันเมื่อโดนแท่งเสียวของเดียร์สอดใส่เข้ามา
“ตับๆๆๆๆๆๆ”เสียงกระทบกันของอวัยวะเพศของทั้งสองดังสนั่น
ทั้งสองร้องครางกันไปสิบกว่านาที และนอกจากเดียร์จะสอดใส่เข้าไปในตัวของแพรแล้วนั้นปากของเขาก็จูบหล่อนอย่างดูดดื่มแล้วย้ายริมฝีปากไปดูดยอดปทุมถันสลับกับจูบปากของหล่อนไปมาระหว่างบรรเลงบทรักอย่างเสียวซ่าน
“ตับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย”แพรร้องด้วยความเ็ประคนความเสียวมีโลหิตจากช่องคลอดไหลรินจนเปื้อนองคชาตของเดียร์ในขณะที่ทั้งสองบรรเลงบทรักกัน
ท่าแรกซึ่งเดียร์กับแพร์ร่วมรักกัน คือท่า Men on topโดยท่าสุดท้ายของทั้งคู่คือท่า “ลิงอุ้มแตง” หนุ่มสาวคู่นี้ยังคงบรรเลงบทรักกันอย่างต่อเนื่อง
“ตับๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“โอ๊ยยยยยยยย...เจ็บ...อ๊าส์ซี้ดดดด”แพรร้องด้วยความเสียว
“ใกล้แตกแล้ว” เดียร์พูดขึ้นมา
ในที่สุดน้ำอสุจิของเดียร์ก็ถูกฉีดพ่นจากปลายองคชาตสู่รูช่องคลอดของแพร
“อ๊า....อ๊า...อ๊าส์”เดียร์ร้องครางขณะที่น้ำกามไหลริน
“อ๊าส์”แพรร้องครางเป็ครั้งสุดท้ายหลังจากเดียร์เสร็จกิจ เดียร์กับแพร์จูบกันอย่างดูดดื่มอีกครั้งเดียร์จัดการเช็ดของสวนของตนเองและของแฟนสาวจนเรียบร้อย แล้วทั้งคู่ก็ผล็อยหลับไปจวบจนถึงรุ่งอรุณของวันใหม่โดยหารู้ไม่ว่า หายนะกำลังรอพวกเขาสองคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
...
หากท่านผู้อ่านเป็ผู้ที่มีบุตรหลานกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ หรือแม้กระทั่งท่านเองที่ยังเป็นักเรียน นิสิต นักศึกษา ท่านย่อมรู้โดยประจักษ์แล้วว่า่เวลาในมัธยมศึกษาปีที่ ๖ นั้น เต็มไปด้วยการสอบมากมาย ไม่ว่าจะเป็การสอบกลางภาคการสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัย สอบ GAT สอบ PAT สอบ๙วิชาสามัญ สอบ ONET และสอบปลายภาคโดยการสอบที่สำคัญซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จะขาดสอบไม่ได้เลยก็คือ สอบ ONETสอบกลางภาค และสอบปลายภาค ส่วนการสอบอื่นๆเป็ไปตามความสมัครใจ(หรือฝืนใจ)โดยนักเรียนผู้นั้นประสงค์จะเข้าสอบหรือไม่ก็ได้
โชคดีหน่อยที่นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๖ของโรงเรียนศรีราชบำรุงส่วนใหญ่นั้น มีความประสงค์เข้าสอบทั้งหมดจะมีก็แต่ทินเท่านั้นแหละที่ดูจะไม่สนใจอะไรเลยนอกจากของมึนเมา!!!
ใน่สอบกลางภาค ปลายภาค และสอบ ONET ปรากฏว่ามาสอบก็จริง แต่ทินก็มิได้ตั้งใจสอบอย่างเต็มที่ ทินทำข้อสอบแบบ ส่งเดชแล้วออกจากห้องสอบไปอยู่ในห้องน้ำจากนั้นจึงสูบบุหรี่อย่างสบายใจเป็ส่วนใหญ่ อันบุหรี่ที่ทินสูบนั้นก็มีทั้งบุหรี่ซึ่งเป็มวนๆ ใบจากพันยาเส้นหรือแม้กระทั่งบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งกำลังเป็ที่นิยมในประเทศไทยในขณะนี้เพราะเมื่อข้าพเ้าไปไหนมาไหนนั้นข้าพเ้ามักเห็นบุคคลทุกเพศทุกวัยคว้าบุหรี่ไฟฟ้าออกมาสูบแทบทุกที่ ราวกับว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้านั้นในกลายเป็แฟชันใหม่ของประเทศเรา
ในขณะที่โต้และเพื่อนๆชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ต่างขะมักเขม้นกับการสอบ GAT ทินก็มิได้สนใจในการสอบอะไรนี่แม้แต่น้อยทินกลับอยู่ที่บ้าน และมีบ้องกัญชาเป็เพื่อนอย่างสบายใจกล่าวได้ว่าขณะที่เพื่อนๆกำลังทำข้อสอบ ทินกำลังสูบกัญชาจนเคลิ้มได้ที่จนจิตเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่ง
ในการสอบ PAT ก็เช่นกันที่โต้และเพื่อนๆต่างทำข้อสอบกันอย่างจริงจังทินก็ไม่ได้แยแสการสอบครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ทินสนใจก็มีแต่น้ำกระท่อมสูตรพิเศษซึ่งทินไปซื้อของเขามามันเป็น้ำกระท่อมที่ผสมกับยาแก้ไอ ทินเอามาผสมกับน้ำโค้กอีกทีและค่อยๆทานน้ำกระท่อมนี้จนเมาได้ที่ เมื่อน้ำกระท่อมหมด ทินก็ไปซื้อใหม่คราวนี้เปลี่ยนสูตรบ้าง ผสมน้ำแตงโมหน่อยเป็ไร ก็เมาได้ที่เหมือนกัน
ในการสอบ ๙ วิชาสามัญโต้และเพื่อนๆกำลังเพ่งความสนใจไปกับการสอบครั้งนี้ ทินก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นเคยคราวนี้ทินเล่นทั้งสูบกัญชาและดื่มน้ำกระท่อมไปพร้อมๆกัน
“หมดเวลาทำข้อสอบ ๙ วิชาสามัญ วิชา...”
เมื่อเสียงตามสายดังขึ้น ขณะนั้นทั้งโต้และเพื่อนๆต้องวางปากกาและดินสอแล้วเป็เวลาเดียวกันกับที่ทินเมาทั้งกระท่อมและกัญชาจนนอนหลับฟุบคาโต๊ะไป
อันที่จริง ทินยังมีความดีอยู่บ้างตรงที่ตามใจมารดาของตน ซึ่ง้าให้ทินสอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในกรุงเทพการสอบครั้งนี้ใช้เพียงแต่คะแนนสอบเท่านั้น ไม่ต้องใช้เกรดเฉลี่ยรวม ๕-๖เทอมไม่ต้องใช้ผลการสอบ O-NET , GAT-PAT หรือ ๙ วิชาสามัญคุณสมบัติสำคัญในการสอบครั้งนี้คือผู้ที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เท่านั้นเพียงเท่านี้ทินก็มีมหาวิทยาลัยให้เรียนแล้วโดยไม่ต้องใช้ความมานะพยายามแบบที่โต้ทำแต่อย่างใด
...
วันสุดท้ายของการสอบปลายภาค ภาคเรียนที่ ๒ปีการศึกษา ๒๕๖๖ แทนที่มันจะเป็วันปิดฉากชีวิตมัธยมศึกษาปีที่ ๖อย่างสวยงามของโต้มันกลับกลายเป็โศกนาฏกรรมอันจะตามหลอกหลอนชีวิตของโต้ไปนิรันดรจนกว่าโต้จะถึงแก่ความตาย!!!
หลังจากโต้ทำข้อสอบโต้กำลังเดินออกจากโรงเรียนด้วยอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เป็เพราะว่าโต้ทำข้อสอบได้และโต้มั่นใจว่าโต้จะได้คะแนนเยอะทีเดียว และการได้คะแนนเยอะนั้นหมายความว่าเกรดเฉลี่ยของโต้ทั้ง ๖ เทอมจะขยับขึ้นไปด้วย
ขณะที่โต้กำลังเดินออกจากโรงเรียนนั้น มีรถเก๋งฮอนด้าซีวิคเก่าๆคันสีดำคันหนึ่งวิ่งขนาบข้างตัวเขามา ทันใดนั้นเสียงแตรดังขึ้นเล็กน้อยทำให้เด็กหนุ่มที่เดินอยู่ต้องหันไปมอง
กระจกบริเวณเบาะข้างคนขับถูกเปิดออก มีชายคนหนี่งอายุ๓๙ปี ผิวคล้ำ ผมดำตัดสั้นแต่ยาวกว่าผมของโต้ แกสวมกางเกงสแล็กขาเดฟสีดำใส่รองเท้าคัทชูสีดำแต่เสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ใส่นั้นดูมีสีสันฉูดฉาดแปลกตาเขาคืออาจารย์พรณรงค์ ครูสอนคอมพิวเตอร์ของโต้นั่นเอง
“ปี๊นๆ” เสียงแตรรถดังขึ้น
โต้หันหน้าไปมองต้นเสียงนั้น บานกระจกถูกเปิดออก
“นายมิตรภาพ”
“ครับ!!! อ้าว...อาจารย์พรณรงค์ สวัสดีครับ”
โต้ยกมือไหว้อาจารย์พรณรงค์ อาจารย์พรณรงค์ไหว้รับ
“จะกลับบ้านแล้วเหรอนายมิตรภาพ”
“ครับ”
“บ้านเธออยู่แถวไหน”
“วิภาวดี ๖๐ ครับ”
“อ้าว!!! อยู่ใกล้บ้านครูเลยบ้านครูอยู่พหลโยธิน ๔๙/๑ ซอยมันเชื่อมถึงกัน”
“อ๋อครับ”
“มาๆ ขึ้นรถ เดี๋ยวครูไปส่ง”
เด็กหนุ่มขึ้นรถของอาจารย์พรณรงค์ไปโดยหารู้ไม่ว่าพรณรงค์มิได้จะพาโต้ไปส่งบ้านดังที่บอกเอาไว้เมื่อโต้เปิดประตูเข้ามาในรถของพรณรงค์ และยังไม่ทันได้ปิดประตู โต้ก็พูดขึ้นว่า
“ขอบคุณอาจารย์มากครับสำหรับหนังสือเรียนคอมพิวเตอร์ชั้นม.๔-๖ ให้ผมยืมอ่านเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาลัยครับ
ทันทีที่โต้ปิดประตูรถ เอื้อมหยิบเข็มขัดนิรภัยแล้วหันมาทาง พรณรงค์นั้น ปรากฏว่าพรณรงค์ที่เอายาสลบรินใส่ผ้าเช็ดหน้าเตรียมไว้แล้วได้เอาผ้าเช็ดหน้าเปื้อนยาสลบกดเข้าไปที่จมูกของโต้ เมื่อโต้สูดดมก็สลบไสลคาเบาะที่นั่งข้างคนขับไปทันทีพรณรงค์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างผู้มีชัยชนะ
ความจริงแล้วพรณรงค์เป็เกย์และชื่นชอบโต้มาเนิ่นนานแล้วพรณรงค์มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีอะไรกับโต้ ดังนั้นนี่จึงเป็โอกาสทองของแกที่จะบรรลุความปรารถนานั้น
พรณรงค์พาโต้ซึ่งสลบอย่างไร้สติไปที่บ้านของตนเองหิ้วปีกโต้ขึ้นเตียง จากนั้นก็ปลดเปลื้องเสื้อผ้าทั้งหมดของโต้ออกพรณรงค์ตะลึงไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้เห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของผู้เป็ลูกศิษย์มันทำให้องคชาตสีดำคล้ำ ยาว๕ นิ้วตามมาตรฐานชายไทย องคชาติของ พรณรงค์ถือว่าสมบูรณ์แบบเพราะหัวองคชาตซึ่งมีสีขาวอมชมพูซีดๆของแกเปิดเต็มที่มันเสียก็ตรงที่องคชาตมันเหี่ยวๆตามอายุอันโรยรา
พรณรงค์เอามือลูบคลำของสงวนสีขาวอมชมพูของโต้จากนั้นก็ทำการอมนกเขา อมไปได้สักพักพรณรงค์เลยจัดแจงหยิบถุงยางอนามัยมาครอบองคชาตเหี่ยวๆของตนแล้วสอดมันใส่รูทวารหนักของโต้ รูอันคับแน่นทำให้สอดใส่ได้ยาก แกต้องใช้ความมานะพยายามอย่างมากโดยพรณรงค์พยายามสอดใส่อย่างไม่ลดละจนกระทั่งของสงวนเหี่ยวๆของแก่สอดเข้ารูทวารหนักของเด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายได้พรณรงค์ค่อยๆขยับท่าบรรเลงกามจนมีเสียงเกิดขึ้น
“ตับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
บัดนี้ก้นของเด็กหนุ่มผู้อับโชคมีเืซิบจากการสอดใส่ของคุณครูผู้เหี้ยมโหดพรณรงค์บรรเลงเพลงกามจนสำเร็จกิจ น้ำกามของครูชั่วไหลรินลงกระเปาะถุงยางอนามัยขนาด๕๒ แล้วไม่ช้าไม่นาน ยาสลบก็สิ้นฤทธิ์ โต้ตื่นขึ้นมาด้วยอาการใสุดขีดและร้องไห้ออกมาเพราะเจ็บรูทวารหนักอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำยังมีเืออกที่ก้นโต้ร้องไห้ด้วยความเ็ปเพราะถูกข่มขืน บัดนี้เขานอนตะแคงในร่างอันเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่มและหันหน้าไปทางผนังห้อง เพราะไม่อยากมองใบหน้าของชายผู้ร้ายกาจอย่างพรณรงค์และบัดนี้เสียงร้องไห้ของเขายังดังต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
“ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
พรณรงค์ที่กำลังนอนหงายอยู่ก็นึกสงสารเลยพูดขึ้นมาว่า
“มิตรภาพ เธออย่าร้องไห้ไปเลยเราเป็ของกันและกันแล้วนะ”
“ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
พรณรงค์หันหน้ามาทางโต้แล้วเอามือลูบศีรษะของเด็กหนุ่มโต้จึงเอามือของตนเองปัดมือของพรณรงค์พร้อมทั้งพูดตะคอกใส่ครูผู้ชั่วร้ายคนนี้ว่า
“อย่ามาแตะต้องตัวผม!!!!!...ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
พรณรงค์ผู้โฉดชั่วทำหน้าใเล็กน้อย แล้วเขาจึงพูดต่อขณะที่โต้ยังร้องไห้ไม่หยุดหย่อน
“ฮือออออออออออออออออออ”
“โอ๋ๆๆๆมิตรภาพ อย่าร้องไปเลยนะเราเป็ของกันและกันแล้ว”
พรณรงค์พูดเช่นนี้ทำให้เสียงร้องไห้ของเด็กหนุ่มดังขึ้นไปอีก
“ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“นานะ อย่าร้องไห้ไปเลย จากนี้ไปครูจะดูแลเธอเอง”
พรณรงค์กอดลูกศิษย์จากข้างหลังขณะอยู่บนเตียงโต้ร้องไห้จนเหนื่อยอ่อน แล้วครูชั่วก็ถามคำถามๆหนึ่งขึ้นมา
“มิตรภาพ เธอชื่อเล่นชื่ออะไรเหรอ”
“โต้” เด็กหนุ่มพูดไปสะอื้นไป
“อื๊มมมม “โตโต้ที่รัก””
พูดจบพรณรงค์ก็หอมแก้มเด็กหนุ่ม โต้พยายามจะถอยห่างแต่ก็ทนแรงต้านของชายผู้นี้ไม่ไหวต่อมาเด็กอับโชคคนนี้จึงต้องถูกบังคับขืนใจให้สอดใส่ของสงวนของเขาเข้าไปในรูสวาทของพรณรงค์
ความกลัวของโต้ส่งผลให้ของสงวนของเขาหดจนมิอาจแข็งตัวได้เขาจะมีอารมณ์กับคนที่เขาไม่ได้รักได้อย่างไรกัน???
แต่บัดนี้ ชายผู้ที่เขากลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งมวลได้บังคับให้เขามีเพศสัมพันธ์กับมันในเมื่อของสงวนมันไม่แข็งตัว เขาจึงต้องใช้จินตนาการเข้าช่วย
จินตนาการว่ามีอะไรกับคนที่เขารักจริงๆ!!!
ท่านผู้อ่านคงจะจำกันได้ว่าโต้นั่นมีใจให้แพร ดังนั้นเขาจำต้องจินตนาการขึ้นมาในกมลว่าเขากำลังมีอะไรกับแพรจริงๆณ ตอนนี้
ทันใดนั้นโต้ก็ใช้กำมือเขย่าไส้กรอกของตนเองหลับตานึกถึงเรือนร่างอันแสนสวยของแพรขณะที่ไม่ใส่เสื้อผ้าแล้วองคชาตสีขาวของโต้ก็ชูชันขึ้นมาทันที
“แข็งแล้วนี่” พรณรงค์เอ่ยขึ้นมาในขณะที่โต้ทำหน้าระอาเต็มทน
“เอาถุงยางไหม” ครูชั่วถามลูกศิษย์ผู้น่าสงสาร
โต้ไม่ตอบอะไรนอกจากพยักหน้ามันคงเป็การดีกว่าถ้าเขาสวมถุงยางแล้วเสียบแท่งสงวนเข้าไปในรูขี้ของทุราจารย์ผู้นี้
หลังจากนั้นโต้ก็บรรจงสวมถุงยางขนาด ๕๒ ลงบนองคชาตสีขาวหัวสีชมพูสดใส ลำแท่งขนาด ๖.๕ นิ้วที่มีขนสีนิลขึ้นรอบๆไม่มากนักด้วยวัยที่ยังละอ่อน
รถไฟหัวชมพูแล่นเข้าอุโมงค์ได้ไม่ยากเย็นนักเพราะพรณรงค์ใช้มือของตนเองช่วยดันอีกแรงความจริงพรณรงค์นั้นมีรสนิยมที่ได้ทั้งรุกทั้งรับ ด้วยอายุวัยที่ใกล้เลข ๔ทำให้รูสวาทของเกย์ชั่วผ่านสมรภูมิมากมายและไม่มีทางคับแน่นเหมือนก่อนเก่าแล้ว
“ตับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
อนิจจาเพราะครั้งแรกของโต้แทนที่จะเป็สาวสวยกลับกลายเป็ครูชั่วอย่างพรณรงค์ไปเสียได้ ระหว่างที่โต้บรรเลงเพลงกามร่วมกับพรณรงค์เขาหลับตาตลอดเวลา เพื่อจินตนาการว่าเขาได้สู่สมกับแพร หญิงสาวที่เขาชอบ
โต้บรรเลงรักกับแพรในจินตนาการอย่างดูดดื่ม
“อ๊า............ส์”เสียงแพรร้องเพราะโดนแท่งรักของโต้สอดใส่
“เจ็บเหรอ”เด็กหนุ่มถามเด็กสาวที่ตนรัก
แพรพยักหน้าตอบให้เด็กหนุ่มจากนั้นพวกเขาก็ร่วมรักกันดุจดังพระเอกนางเอกในภาพยนตร์
“ตับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
“เรารักโต้นะ”
“เราก็รักแพร”
ทั้งสองบอกรักกันระหว่างร่วมรักในจินตนาการขณะที่โต้บรรเลงรักร่วมกับแพรเขาก็จูบกับแพรและสลับกับดูดยอดปทุมถันของเด็กสาวด้วย โดยโต้บรรเลงเพลงรักทั้งท่าหมาท่าลิงอุ้มแตง ท่าman on top ท่า woman on top ท่ามิชชันนารี และท่า Cradleเป็การปิดท้าย
อย่างไรก็ตามในภาพความเป็จริงนั้นโต้หลับตาบรรเลงกามกับพรณรงค์ องคชาตของเด็กหนุ่มมันใหญ่พอที่จะทำให้ทุราจารย์เสียวซ่าน
“โอ๊ย......อ๊า...ส์...เสียววววววว” พรณรงค์ร้องคราง
ไม่ถึง ๕ นาทีธาราอันขาวขุ่นของเด็กหนุ่มก็ไหลระรินลงกระเปาะถุงยางอนามัยภาพสุดท้ายแห่งความฝันนั้นโต้กับแพรกอดกันแน่นหลังจากโต้หลั่งน้ำรักทั้งสองจูบกันอย่างดูดดื่มปิดท้ายบทเพลงเพศสัมพันธ์ แม้หลังจากนั้นโต้ต้องลืมตาขึ้นมาพร้อมกับมองโลกแห่งความเป็จริงว่าครั้งแรกของเขานั้นเขามีให้กับใคร???
อนิจจาที่พรณรงค์ยังไม่เสร็จกิจเนื่องจากน้ำกามของชายวัย๓๙ ปีได้หลั่งไปแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ครูชั่วแอบ “ลักหลับ” เด็กหนุ่มวัย ๑๘
ความจริงพรณรงค์อยากให้โต้อมอวัยวะเพศให้ตนเพื่อที่ตนจะได้หลั่งน้ำกามใส่ปากของโต้เป็การปิดท้ายกิจกามทั้งหมดแต่ลึกๆทุราจารย์คนนี้ก็กลัวว่าลูกศิษย์ของตนจะกัดของรักของหวงของตนจนนองเืดังนั้นพรณรงค์จึงบังคับให้โต้ใช้มือเขย่าไส้กรอกเหี่ยวๆของตนจนชีสสีขุ่นไหลทะลักออกมา
หลังเสร็จสิ้นภารกิจกามของพรณรงค์ครูชั่วขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิคพาโต้ไปส่งบ้านที่อยู่ไม่ไกลพร้อมทั้งกำชับโต้ว่า
“อย่าบอกใครนะ”
โต้พยักหน้าส่งๆไปแล้วรีบเปิดประตูรถออกไปเด็กหนุ่มผู้อับโชคปิดประตูแรงๆด้วยความโกรธสุดขีด จากนั้นจึงรีบวิ่งเข้าบ้าน เขาร้องไห้วิ่งไปหาผู้เป็มารดาพร้อมทั้งบอกความจริงเกี่ยวกับเื่ทั้งหมดว่าตนถูกข่มขืน!!!
...
บทสรุปของเื่ราวทั้งหมดทั้งมวลนี้เริ่มจากทินผู้ฝักใฝ่ในอบายมุข แม้จะเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏได้แต่ทินก็ไม่ได้รักการเรียน ยังคงหลงใหลในของมึนเมาเฉกเช่นเดิมจนสุดท้ายต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเมื่อเขาอายุ ๒๐ ปี และเนื่องจากทินไม่ได้เรียนรด.มาก่อน เขาจึงต้องไปเกณฑ์ทหารจับใบดำใบแดงตามระเบียบของผู้ชายชาวไทยอนิจจาที่โชคไม่เข้าข้างเขา ทำให้ทินจับได้ใบแดงทหารบกผลัดที่ ๑ พลทหารทินจึงต้องไปชดใช้กรรมในค่ายทหารโดยการถูกครูฝึกเคี่ยวกรำอย่างหนักรวมถึงต้องเจอกับการปรับตัวครั้งใหญ่ที่แน่นอนว่าสิ่งแวดล้อมในค่ายทหารนั้นมันไม่สบายเหมือนข้างนอกดังที่ท่านผู้อ่านอาจจะเคยอ่านข่าวทางสื่อมวลชนมาบ้างแล้ว
ยังมีอีกสองคนซึ่งต้องรับกรรมที่ก่อไว้ก็คือเดียร์และแพรท่านผู้อ่านคงจำกันได้ว่าสองคนนี้บรรเลงบทรักกันอย่างไร นั่นล่ะ ข้าพเ้ามิได้บอกว่าการบรรเลงบทรักในวัยเรียนเป็สิ่งผิดแต่ก็ควรป้องกันให้เรียบร้อยไม่ให้เกิดผลเสียที่ตามมาในภายหลัง โดยใช้ถุงยางอนามัยหรือยาคุมจะเป็การดีที่สุดและในเมื่อเดียร์ได้มีเพศสัมพันธ์กับแพรโดยไม่ป้องกันนั่นเท่ากับว่าเขาได้เสกเด็กเข้าท้องแพรไปแล้วเรียบร้อย ต้นเหตุนั้นเองทำให้ทั้งเดียร์และแพรได้กลายเป็“คุณพ่อคุณแม่วัยใส!!!”
แพรค่อนข้างจะโกรธเคืองเดียร์อยู่พอสมควรที่ต้องอุ้มท้อง๙เดือนและเลี้ยงลูกตามลำพังเป็ส่วนใหญ่ แน่นอนว่าแพรอดเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเพราะต้องดูแลลูกน้อยส่วนเดียร์ยังไม่สามารถมาช่วยแพร์เลี้ยงลูกได้เนื่องจากเขาต้องเรียนให้จบมัธยมศึกษาปีที่๖ เพื่อเอาวุฒิการศึกษาเสียก่อนแน่นอนเชียวว่าเมื่อเดียร์จบการศึกษาก็มิได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะเขาต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซี่งเขามีนั้นไปสมัครงานเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียของเขา
ความจริง เดียร์ยังถือว่าโชคดีกว่าพลทหารทินเพราะเดียร์หลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารไปแล้ว การหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหารนี้ไม่ถือว่าผิดกฎหมายแต่อย่างใดเพราะมันคือการเรียนวิชาทหารหรือ รด.นั่นเอง ดังนั้นเดียร์จึงไม่ต้องไปจับใบดำใบแดงจนพลาดโอกาสเลี้ยงดูบุตรและภรรยา
มีชาวบ้านผู้หนึ่งกำลังเปิดเว็บไซต์ยูทิวบ์เพื่อรับชมคลิปวิดีโอรายการข่าวที่มีพิธีกรสองคนคือพุทธ และ จิตดี ดำเนินรายการ
“มาดูข่าวนี้สักหน่อยนะจิตดีที่ว่าครูสอนคอมพิวเตอร์ข่มขืนเด็ก ม.๖ จนเด็กป่วยเป็โรคซึมเศร้าไปเลยอะ”
“ค่ะ เป็โรงเรียนชื่อดังที่อยู่แถวสะพานควาย ในกรุงเทพมหานครนี่เองค่ะโดยผู้กระทำความผิดคือ นายพรณรงค์ คุณลักษณ์สกุล อายุ ๓๙ ปี กระทำการข่มขืนนาย ต.อายุ ๑๘ปี ลูกศิษย์ค่ะ...”
“คุณผู้ชมครับ โดยน้อง ต.ผู้ถูกกระทำก็ป่วยเป็โรคซึมเศร้าหลังจากถูกข่มขืน...”
“ไหนทีมงานPLAYภาพตำรวจพาไอ้ครูเลวคนนี้ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพหน่อยซิ...”
“ปรากฏว่าชาวบ้านที่รับรู้ข่าวว่าจะมีการทำแผนประกอบคำรับสารภาพก็เลยแห่กันมาพยายามจะไปรุมประชาทัณฑ์พรณรงค์ ดูตามภาพเลยนะครับ...”
ท่านผู้อ่านคิดว่าคลิปข่าวที่ชาวบ้านท่านหนึ่งเปิดดูนั้นเป็เื่ราวเกี่ยวกับใคร?และ ใคร ?
มันเป็เื่ราวหลังจากที่โต้ถูกพรณรงค์ข่มขืนปรากฏว่า พรณรงค์ถูกตำรวจจับข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา และโต้ป่วยเป็โรคซึมเศร้าหลังจากเผชิญกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้
...
มันเป็เวลาเที่ยงวันในปลายเดือนมิถุนายนพุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ สะพานไม้ข้ามสระแก้ว สระน้ำภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรวิทยาเขตสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม น้ำในสระแก้วใสแจ๋ว มีตัวเหี้ยขนาดมหึมากำลังว่ายน้ำในสระแก้วอย่างสบายอกสบายใจพื้นที่บริเวณรอบสระนั้นร่มรื่นยิ่งนัก มีต้นไม้เขียวชะอุ่มและเสียงนกร้องมากมายอากาศวันนี้ก็โปร่งใส อุณหภูมิ๓๒องศาเซลเซียส มิได้มีฝนตกแต่อย่างใด แต่แสงแดดนั้นไซร้กลับร้อนบ้างเพราะอยู่ใน่กลางวันมีสตรีนางหนึ่งอายุ ๔๖ ปี ได้มาส่งลูกชายวัย ๑๙ ปี และทั้งสองแม่ลูกยืนอยู่บนสะพานไม้ข้ามสระแก้วของสถานศึกษาแห่งนี้
ความจริงสองแม่ลูกคู่นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกแต่เป็โต้กับแม่ของเขาเอง เด็กหนุ่มทำสำเร็จ ได้เข้าเรียนนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร ตามความปรารถนาและบัดนี้แม่ของเขาได้พาเขามาส่งที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์จังหวัดนครปฐม
“แม่ส่งแค่นี้นะโต้”ผู้เป็มารดาบอกลูกชายกลางสะพานไม้
โต้ซึ่งมีสีหน้าเศร้าสร้อยจากอาการของโรคซึมเศร้าจึงพูดขึ้นมา
“ครับ”
“ตั้งใจเรียนนะลูก”
โต้พยักหน้าอย่างเศร้าซึม จากนั้นเขายกมือไหว้สวัสดีมารดาผู้เป็แม่จึงรับไหว้ตอบ แล้วเด็กหนุ่มวัย ๑๙ก็เดินออกห่างจากแม่มุ่งหน้าไปอีกฝั่งของสะพาน
แต่โต้ยังไม่ทันจะไปถึงจุดๆนั้นมารดาของเขาก็ะโเรียกขึ้นมาเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนโต้!!!”
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงจึงหยุดเดิน แล้วหันมามองมารดาด้วยสีหน้าโศกเศร้า
“ครับแม่”
“ถ้ามีใครชวนไปไหน...ถ้าไม่จำเป็...อย่าไปนะ!!!”
โต้ได้ยินคำพูดของแม่ว่า “อย่าไปนะ” ก้องอยู่ในหู บัดนี้น้ำตาของเด็กหนุ่มจึงไหลนองออกมาจากเบ้าตาทั้งสองข้าง
โต้รีบวิ่งไปกอดแม่แล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนักหน่วง
“ครับแม่”โต้ตกปากรับคำมารดาด้วยน้ำเสียงสะอื้นสั่นเครือ
เมื่อเห็นโต้ร้องไห้ผู้เป็มารดาจึงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ตามบุตรชายสุดที่รักทั้งสองกอดกันร้องไห้กลางสะพานไม้ที่สระแก้วอยู่สักพักใหญ่ๆ
โต้จะหายจากโรคซึมเศร้าไหม?ข้าพเ้าตอบได้ว่าโรคซึมเศร้าจะยังคงอยู่กับเขานิรันดร เพียงแต่อาการของมันจะทุเลาลงซึ่งต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทางจิตแพทย์ก็นัดโต้ให้มาที่โรงพยาบาลเป็ระยะๆแต่ภาพรวมของอาการโรคซึมเศร้านั้นไม่น่าเป็ห่วงเนื่องจากตัวโต้เองก็มีกำลังใจจากคนรอบข้าง ทำให้ชีวิตของโต้ในอนาคตจะจะสดใสได้ก็เพราะโต้นั้นเป็คนดี
อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนให้โต้รู้จักระมัดระวังตัวมากขึ้น โต้ยังอายุยังน้อยนัก จะต้องเจอกับประสบการณ์ชีวิตอีกมากซึ่งประสบการณ์เ่าั้มันก็จะมีสุขทุกข์ดีเลวคละเคล้าระคนกันไป ยิ่งในยุคนี้สมัยนี้ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนมากมายสิ่งล่อตาล่อใจมันมีมหันต์ ต้องใช้ขันติเท่านั้นจึงจะสามารถผ่านมันไปได้ สวัสดี
นภัสวีร์ รอดระกำ
๔ สิงหาคม ๒๕๖๗
[1] หมายถึงบริเวณสวนร่มรื่นของโรงเรียนมีต้นไม้นานาชนิด ทั้ง หูกวาง สน ชงโค ลั่นทม แก้ว ประดู่ แต่เป็ต้นหูกวางเสียส่วนใหญ่