บทที่ 3
ระดับปราณโลหิต
สิบสองวันต่อมา
แสงแดดยามเช้าปรากฏสุดขอบฟ้าค่อยๆสาดส่องปกคลุมดินแดนของต้าเหยียน มอบความมีชีวิตชีวาให้กับหลายผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมืองไป๋สือ
ภายในเรือนเล็กหลังนึงที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมือง ร่างของชายหนุ่มที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงค่อยๆมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามการขยับของเปลือกตาของเขา
เมื่อสวีหยางลืมตาตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์การเปลี่ยนแปลงนั้นก็ยิ่งชัดเจนมากกว่าเดิม เห็นเพียงว่าทั่วทั้งร่างกายของเขาที่กำลังนอนอยู่บนเตียง มีแสงสว่างสีแดงอ่อนแผ่ซ่านออกมาจากิั จากนั้นก็ปกคลุมรายล้อมรอบร่างกายของเขาเหมือนกับชั้นหมอกโลหิตบางๆ
สวีหยางสูดหายใจเข้าลึกๆควบคุมหมอกโลหิตพวกนั้นเข้าไปภายในร่างกาย จากนั้นเขาก็ค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง
ด้านหน้าของเขาในตอนนี้มีข้อความโปร่งใส่ปรากฏขึ้นเป็ชุด
[เคล็ดวิชาทั้งหมดได้รับค่าประสบการณ์ +480]
[ยินดีด้วยเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานของท่านบรรลุขั้นสิบแล้ว]
[ยินดีด้วยเคล็ดวิชาดาบปราบมารของท่านบรรลุขั้นสิบแล้ว]
[ยินดีด้วยท่านได้บรรลุสู่ขอบเขตปราณโลหิตขั้นหนึ่งแล้ว]
สวีหยางมองข้อความจากระบบด้านหน้า และมองการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเอง มุมปากของเขาค่อยๆเผยรอยยิ้มออกมา
ใน่หลายวันที่ผ่านมาเขาได้ใช้ชีวิตโดยการนอนวันละสิบสองชั่วโมงหรือหกชั่วยาม นี่ทำให้เขานั้นสามารถบรระลุขั้นของเคล็ดวิชาและระดับขอบเขตของตนเองได้ในที่สุด
ความคิดของเขาขยับสั่งการหน้าต่างโปร่งใสด้านหน้าหายไป และปรากฏหน้าต่างใหม่ขึ้นมาแทนที่
[ชื่อ สวีหยาง ระดับ ปราณโลหิตขั้น 1 ]
[เคล็ดวิชา ลมหายใจพื้นฐาน ขั้น 10 [100/51200] ดาบปราบมาร ขั้น 10 [100/51200] ]
มองเห็นด้านหน้าสถานะของตนเองแล้ว สวีหยางก็ยืนยันได้แล้วว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง ระบบนี้สามารถทำให้เขาสามารถทะลวงขั้นของเคล็ดวิชาไปได้เรื่อยๆจริงๆ
ทั้งเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานและดาบปราบมาร การฝึกจนสมบูรณ์ก็มีเพียงแค่เก้าขั้นเท่านั้น ปัจจุบันเขากับบรรลุเคล็ดวิชาทั้งสองไปถึงขั้นสิบแล้ว
นี่แสดงว่าอะไรหมายความว่าเหนือขีดจำกัดไปแล้ว แล้วมันยังสามารถไปต่อได้อีกเพราะมันมีค่าประสบการณ์ที่แสดงออกมาให้เห็นถึงการทะลวงไปสู่ระดับถัดไป
สวีหยางปิดหน้าต่างระบบด้านของตนเองลงไป จากนั้นเขาก็เริ่มสำรวจร่างกายของตนเองอย่างจริงจัง
ในตอนนี้เขาบรรลุระดับปราณโลหิตแล้ว สำหรับระดับปราณโลหิตที่สวีหยางทำความเข้าใจมา เขาก็รู้ว่าระดับปราณโลหิตมันคือการเปลี่ยนแปลงของลมปราณภายในร่างกาย ทำให้โลหิตภายในร่างขับเคลื่อนหลอมรวบกับลมปราณ สามารถชักนำพลังพวกนั้นออกมาสำแดงออกเป็ลมปราณภายนอกได้
กล่าวว่าขอบเขตแรกจากหลอมกายา มันคือการชักนำลมปราณด้วยเคล็ดวิชา ขัดเกลาหล่อหลอมและทำให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง
เมื่อสำเร็จการหล่อหลอมและเปลี่ยนแปลงในขั้นหลอมกายาแล้ว ก็แสดงว่าคนผู้นั้นสำเร็จการเข้าสู่วิถียุทธ์แล้วขั้นแรกแล้วสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับถัดไปได้
เมื่อบรรลุระดับปราณโลหิตที่เป็ขอบเขตที่สองลมปราณที่สะสมภายในร่างกาย ก็สามารถสำแดงออกมาในรูปลักษณ์ของลมปราณภายนอกได้
แต่ยามที่สำแดงออกมาลมปราณพวกนั้นจะเหมือนกับหมอกสีแดงจางๆเหมือนกับสีเื ผู้คนเลยตั้งชื่อขอบเขตนี้ว่าปราณโลหิต
สวีหยางเดินออกไปที่ลานบ้านขนาดเล็กของตนเอง เขาหยิบก้อนหินขนาดพอดีมือขึ้นมาถือ จากนั้นก็เลยโคจรพลังที่กำลังวิ่งอยู่ภายในร่างกาย
เห็นเพียงว่ารอบๆฝ่ามือของเขามีหมอกสีแดงจางๆแผ่ซ่านออกมา จากนั้นก้อนหินในมือของเขาก็ถูกแรงบีบนั้นบีบจนแตกละเอียด
สวีหยางมองเศษหินที่ร่วงหล่นจากร่องนิ้วเขาก็พยักหน้า จริงอยู่ที่ั้แ่ตอนที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาขั้นสิบเขาก็มีเรี่ยวแรงพอที่จะสามารถบีบก้อนหินขนาดนี้ให้แตกได้แล้ว
แต่ว่าในตอนนี้เขาสามารถบีบมันได้โดยแทบจะไม่ออกแรง นี่คือความสามารถพิเศษของลมปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย
เมื่อครู่เขาไม่ได้ออกแรงเลยเพียงแค่ทำการโคจรลมปราณ ไว้ที่ฝ่ามือจากนั้นก็ออกแรงเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น พลังของลมปราณพวกนั้นก็สามารถบดขยี้ก้อนหินในฝ่ามือให้แตกได้แล้ว
เพราะแบบนั้นหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณโลหิต สวีหยางจึงรู้ได้แล้วว่าความสามารถของตนเองนั้นเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน
สวีหยางก็พอจะมั่นใจเกี่ยวกับการกระทำต่อจากนี้แล้ว ถึงอย่างไรภายในเมืองไป๋สือระดับปราณโลหิตเองก็ถือว่าเป็ตัวตนที่ไม่ธรรมดาแล้ว แม้ว่าในตอนนี้เขาจะพึ่งบรรลุระดับปราณโลหิต แต่ด้วยระดับของเคล็ดวิชาที่เขาบรรลุถึงขั้นสิบพลังความสามารถของเขาย่อมไม่เหมือนกับพวกที่พึ่งบรรลุระดับนี้ธรรมดาๆอย่างแน่นอน
เคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานเป็เพียงแค่เคล็ดวิชาชักนำลมหายใจ มีอนุภาพที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายแล้วก็ฝึกฝนลมปราณ ถึงแม้ว่าความสามารถในการเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายของเคล็ดวิชานี้จะไม่มาก แต่ด้วยการที่เขาบรรลุเคล็ดวิชานี้ทะลวงไปถึงขั้นสิบความแข็งแกร่งของร่างกายที่เคล็ดวิชานี้มอบให้ย่อมเหนือกว่าเคล็ดวิชาทั่วไปหลายเท่า
เผลอๆแล้วมันอาจจะเทียบได้กับพวกเคล็ดวิชาฝึกฝนกายา ที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายโดยเฉพาะเลยด้วยซ้ำ
แล้วสำหรับเคล็ดวิชาอย่างดาบปราบมารที่เป็เคล็ดวิชาพื้นฐาน ของกองมือปราบแห่งราชวงศ์ต้าเหยียน แม้ว่าจะเป็เคล็ดวิชาดาบธรรมดา แต่ด้วยการที่บรรลุถึงระดับขั้นสิบพลังอนุภาคของเคล็ดวิชาดาบนี้อย่างน้อยมันก็มีพลังที่ไม่สามารถมองข้ามได้
ด้วยระดับขอบเขตที่เพิ่มขึ้นและเคล็ดวิชาที่ทะลวงไปถึงระดับสูง สวีหยางค่อนข้างที่จะมั่นใจในการเอาตัวรอดภายในเมืองไป๋สือแล้ว
ขอเพียงแค่เขาไม่ไปยุ่งกับพวกปรมาจารย์ภายในเมืองไป๋สือก็พอ
แต่สวีหยางยังไม่คิดเคลื่อนไหวในตอนนี้เพราะในตอนนี้ยังเช้าอยู่ สวีหยางกินข้าวเช้าหลังจากนั้นทำอะไรต่อแน่นอนว่าต้องนอนรอเวลา
แม้จะเพิ่งตื่นนอนมาแต่อาจจะเพราะความสามารถของระบบ สวีหยางกับสามารถควบคุมการตื่นและการนอนหลับได้อย่างตามใจ
ไม่ต้องกังวลว่านอนมากไปจะทำให้เขานั้นปวดหัวหรืออะไร เพราะยิ่งเขานอนสวีหยางกับยิ่งรู้สึกว่าพลังภายในร่างกายยิ่งได้รับการฟื้นฟูและเติมเต็ม ต่อให้นอนมาเท่าไหร่ก็ไม่เป็อันใด
อีกอย่างนึงสวีหยางเองก็ชอบการนอนอยู่แล้ว บิดามันเถอะลองคิดดูว่านอนอยู่ดีๆตื่นมาก็เก่งขึ้นผู้ใดจะไม่ชอบกัน