หนังสือพิมพ์ ‘บางกอกไทมส์รายวัน’ เล่มสามสิบเก้า ตอนที่หนึ่ง ประจำเดือนสิงหาคม ร.ศ ๑๒๐ ตีพิมพ์คดีฆาตกรรมชายไพร่เป็รายที่เก้า ความว่า ‘เช้าตรู่วันนี้ มีชาวบ้านแจ้งเหตุไปยังกรมตำรวจนครบาลว่าพบเห็นเหตุการณ์ฆาตกรรม ทางกรมตำรวจจึงรุดไปตรวจสอบ พบศพชายนอนเสียชีวิตอยู่ที่สะพานข้ามคลองพร้อมหญิงสาวที่พยายามหลบหนีแต่จมน้ำจนหมดสติ จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุและพยานทำให้ทราบว่าผู้ตายและผู้าเ็เหมือนจะต่อสู้กันก่อนหน้านี้ ก่อนที่หญิงสาวซึ่งคาดว่าบันดานโทสะจะปลิดชีพผู้ตาย
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้ตายชื่อ'นายเกิด'หลบหนีออกมาจากที่คุมขังของกองลหุโทษ ส่วนหญิงสาวผู้าเ็ยังไม่ทราบชื่อ ทางกรมตำรวจนครบาล-โปลิศคาดว่านางคือฆาตกรต่อเนื่องในคดีฆาตกรรมชายไพร่ อนึ่งว่าเมื่อตรวจชันสูตรศพ พบร่องรอยสัญลักษณ์เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในศพอีกแปดรายก่อนหน้านี้...’
ที่นี้คือที่ใดกัน?
ศรณ์เหมือนพึ่งได้สติกลับคืนมาโดยที่ไม่รู้ตัวว่ามายืนอยู่ที่นี้หรือมาถึงที่นี้ได้อย่างไร เธอจำได้เพียงว่า เธอกำลังเอาตัวรอดในน้ำจากเงาดำแล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
หมอกหนาที่บดบังค่อยๆ ปลิวหายไปเผยให้เห็นว่าตอนนี้ศรณ์ยืนอยู่ตรงทางของถนนเฟื่องนครที่ไร้ผู้คน
เธอออกเดิน รู้สึกฉงนสนเท่ห์ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกอย่างบนโลกนี้ที่เธอเห็นจึงดูแปลกตาออกไป ใช่อยู่ที่ทุกอย่างยังดูเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เหมือนเดิมอย่างที่เคย
ศรณ์เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึงหน่วย แต่ในหน่วยกลับว่างเปล่า เธอร้องเรียกก็ไม่มีใครขานรับ เธอรู้สึกว่านี่ไม่น่าจะเป็เื่ปกติแล้ว จึงเริ่มกระวนกระวายใจ สาวเท้าเร็วๆ เพื่อตามหามนุษย์สักคน แต่ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีใครเลย ไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอะไรทั้งนั้นไม่ว่าจะหมู หมา กา ไก่ ราวกับว่าบนโลกนี้เหลือเธออยู่คนเดียว
เกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่?
"เหตุใดทุกคนถึงได้หายไปหมด"
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สิ้นหวัง ยังคงเดินต่อไปเพื่อหาใครสักคน จนมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูสว่างไสวกว่าทุกที่ เธอยืนห่างอยู่หลายวา ก่อนที่จะมีใครคนหนึ่งส่งเรียกมาจากด้านหลัง
“แม่หญิงศรณ์ ท่านมาทำอะไรที่นี้หรือ”
ศรณ์จำเขาได้ เขาคือวณิพกตาบอดที่คุณชายปานชื่นชอบ เธอเก็บอาการยินดีไม่อยู่ รีบวิ่งตรงเข้าไปหาเขาเพื่อถามไถ่
“นี่เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมถึงไม่มีใครนอกจากท่านและฉันเลยล่ะ ฉันเดินหาคนมาตั้งเป็วันแล้ว ยังไม่พบใครเลย”
“ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นหรอก แค่...ท่านไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“ไม่เหมือนเดิม?”
“ท่านทำใจดีๆ แล้วฟังที่ฉันพูดนะ...ท่านน่าจะใกล้ตายแล้ว”
“กระไรนะ?” ศรณ์รู้สึกว่าเมื่อครู่หูฝาดไป “เมื่อครู่ท่านว่ากระไรนะ”
“แม่หญิง ท่านไม่สังเกตหรือว่าตัวเองใกล้ตายแล้ว ไม่มีใครเห็นท่านเลย และท่านก็ไม่เห็นใครนอกจากฉัน ที่เป็แบบนี้เพราะท่านไม่ใช่มนุษย์แล้ว เป็แค่ิญญา”
“ไม่จริง จะเป็ไปได้ยังไง ทะ...ท่านตาบอดจะไปรู้อะไร ไม่พูดกับท่านแล้ว ฉันจะไปหาคนอื่นต่อ”
“ขออภัยที่เสียมารยาท”
พันรบเดินขึ้นหน้าหลายก้าวอย่างมั่นคงก่อนจะยื่นมือออกมา ศรณ์ตะลึงงัน มือข้างนั้นทะลุผ่านร่างของเธอไปอย่างน่าอัศจรรย์
ทะลุผ่านร่าง!
"นี่มันอะไรกัน!"
“ท่านพูดถูก ฉันตาบอด ย่อมมองไม่เห็น เช่นนั้นไหนท่านลองบอกฉันซิ ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น”
ศรณ์พูดไม่ออก เหมือนมีก้อนหินจุกลำคอ เธอได้แต่ยืนมองวณิพกตาบอดยื่นมือผ่านร่างเธอ แค่นี้เธอก็น้ำตาจะไหลแล้วแต่พยายามข่มกลั้นตั้งสติ ก้มมองมือโปร่งแสงของตัวเองด้วยความรู้สึกเหมือนฝัน
“แล้วทำไมท่านมองเห็นข้าได้เล่า?”
“แม่หญิง ท่านลืมหรือว่าข้าตาบอด จะมองเห็นท่านได้อย่างไร”
“ถ้าเช่นนั้นทำไมท่านรู้ว่าฉัน...เป็ิญญา”
“แม่หญิงศรณ์ ถ้าฉันบอกกว่ารู้ล่วงหน้าว่าท่านจะตาย ท่านจะเชื่อหรือไม่”
“หมายความว่าเช่นไร”
เธอมึนงงไปหมดแล้ว ตอนนี้ราวกับว่าต้นไม้ใหญ่ล้มทับเธอจนบี้เบนก่อนจะถูกซ้ำเติมด้วยสายฟ้าฟาด ทุกอย่างช่างถาโถมเหมือนคลื่นซัดฝั่ง ส่วนเธอคือกรวดทรายที่ไหลไปตามแรงกระทำด้วยความสับสน
“พูดให้ถูกก็คือ สุดกู่เห็นว่าท่านกำลังจะตาย”
“สุดกู่?”
“น้องสาวบุญธรรมของฉัน ครั้งก่อนแม่หญิงเคยเห็นแล้ว เป็นางที่ขอให้ฉันมอบเบี้ยแก้ให้ท่าน นางหวังว่ามันน่าจะสามารถช่วยเหลือท่านได้ไม่มากก็น้อย”
“แล้วนางรู้ได้อย่างไรว่าฉันจะมีชะตากรรมอย่างไร เห็นอนาคตได้รึ”
“ไม่มีผู้ใดมีความสามารถหยั่งรู้ปานนั้นหรอกแม่หญิง เพียงแต่ สุดกู่นางสามารถมองเห็นคุณไสย อาคมที่ชั่วร้ายพรรค์นั้นได้ ท่านอาจจะไม่รู้ตัวว่าโดนของอยู่ แต่สุดกู่นางมองเห็นได้” พันรบอธิบาย ก่อนจะเปิดประตูบ้านเป็การเชื้อเชิญ
“ถ้าอย่างนั้นทำไมท่านไม่เตือนฉันให้ระวัง”
“น่ากลัวว่าถ้าตอนนั้นถึงฉันจะเตือนไป ท่านก็คงไม่เชื่อ ไม่ฟัง สิ่งเหล่านี้สำหรับคนธรรมดาคือเื่เพ้อเจ้อไร้สาระ เพราะมันมองไม่เห็น ััไม่ได้ มีเพียงคนที่เผชิญหน้ากับความร้ายกาจของมนต์ดำถึงจะเข้าใจ”
“ฉันไม่เข้าใจ ฉันไปโดนใครทำของใส่ตอนไหน เมื่อครู่ฉันแค่รู้สึกว่าตกน้ำไปแล้วก็ตื่นมา”
“เื่พวกนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว ตอนนี้ท่านกลายเป็ฆาตกรในคดีะเืขวัญ”
“กระไรนะ” ศรณ์รับหนังสือพิมพ์ของบางกอกไทมส์มาอ่าน ทันทีที่อ่านจบเธอก็รู้สึกจะวูบ ต้องหลับตาทำสมาธิอยู่ครู่ใหญ่เพื่อเรียบเรียงสติและสมาธิ
ตอนนี้เธอกลายเป็ว่าที่ฆาตกรคดีฆาตกรรมชายไพร่แล้ว!
“ไม่ได้การแล้ว ขืนปล่อยไว้แบบนี้ฉันต้องกลายเป็ฆาตกรจริงๆแน่ ท่านพันรบ ในเมื่อท่านคืุ์คนเดียวที่ฉันมองเห็นได้ เช่นนั้นฉันขอร้องท่านช่วยฉันที หาทางให้ฉันกลับเข้าร่าง”
“ทำไมฉันต้องช่วย” เขากระพริบตาทีหน้าด้วยท่าทีใสซื่อ “ตอนนี้ท่านน่าสงสัยว่าจะเป็ฆาตกร ฉันควรจะให้ความช่วยเหลือท่านหรือ”
“ไม่ใช่ฝีมือฉัน ฉันสาบานได้เลยว่าฉันไม่ได้ฆ่าใคร ฉันบริสุทธิ์” ศรณ์เข้าใจว่าเขามีเหตุผลที่จะสงสัยและตั้งคำถาม ส่วนเธอก็มีหน้าที่ต้องอธิบาย
"งั้นท่านอธิบายมาว่าไปทำอะไรที่สะพาน"
"เขาลวงฉันไป หลอกปลอมตัวเป็คุณชายปาน นายเกิดที่เสียชีวิตก็เป็คนของเขา"
“ว่าแล้วว่าต้องเป็เช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นฉันช่วยก็ได้...เพียงแต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง” พันรบกล่าว
“ฉันรับปาก”
พันรบยิ้ม “อย่าพึ่ง ท่านควรฟังคำขอของฉันก่อน”
ศรณ์ได้แต่คิดว่าคำขออะไรเธอก็พร้อมจะทำ ตอนนี้เธอกลายเป็ิญญา ทั้งยังถูกสงสัยว่าเป็ฆาตกรในคดีะเืขวัญ ถ้าไม่รีบกลับเข้าร่างไปดำเนินการหาตัวคนร้ายตัวจริงคนนั้น เธอก็ต้องกลายเป็แพะรับบาป เช่นนี้เธอยอมรับไม่ได้ แต่เขาก็พูดถูก เธอควรฟังก่อนเผื่อว่าจะเป็คำขอที่ไม่ยุติธรรม
“คำขอของท่านคืออะไร”
“แต่งงานกับฉัน”
“กระไรนะ” ศรณ์รู้สึกว่าวันนี้ต้องพูดคำว่ากระไรนะบ่อยเหลือเกิน
“แต่งงานกับฉัน แล้วฉันจะช่วยให้ท่านกลับร่าง” เขาพูด ท่าทีใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมจนศรณ์ไม่รู้ว่าเขาตีสองหน้าเก่งหรือข้อแม้ที่เขากล่าวมาไร้แผนการอยู่เื้ักันแน่
“เพราะเหตุใด ทำไมถึงอยากแต่งงานกับฉัน”
“ง่ายๆ ฉันอยากแต่งงาน”
“เดี๋ยวก่อนเถอะท่าน ท่านไม่น่าจะสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องมาขอให้ฉันแต่งงานด้วย ฟังนะท่าน ฉันไม่ใช่สาวงาม ตัวสูงเหมือนต้นไม้ อ้วนเหมือนโอ่งั มือเท้าใหญ่เท้าใบลาน เสียงระคายหู ทำตัวหยาบ ใบหน้าก็ดูไม่ได้ไม่ใช่หญิงเรียบร้อย ทำกับข้าวก็ไม่เป็ ได้ฉันไปท่านต้องผิดหวังแน่”
“ไม่เป็ไร ข้าตาบอด ต่อให้ท่านน่าตาพิกลพิการฉันก็มองไม่เห็น”
“ท่านรู้ไหมว่าข้อแม้ของท่านต่ำช้า ฉกฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบในยามที่ฉันไม่มีทางเลือกอื่น”
“แม่หญิงศรณ์ ข้าขอท่านแต่งงาน ไม่ได้ใส่ใจว่าท่านหน้าตาพิกลพิการ ไม่สนว่าท่านทำงานบ้านงานเรือนไม่เป็ ไม่สนว่าท่านจะทำตัวหยาบกระด้าง ฉันยังทำตัวต่ำช้าอยู่หรือ”
“ประเด็นคือท่านขอให้ฉันแต่งกับท่านแลกกับความช่วยเหลือ เป็การบีบบังคับจำยอม"
“ท่านมีสิทธิ์ปฏิเสธ” เขาแย้ง
“ปฏิเสธอย่างไรในเมื่อฉันมองเห็นท่านได้คนเดียว ท่านเป็ความหวังเดียวของฉัน ท่านช่างเ้าเล่ห์นัก”
ศรณ์ทำอะไรไม่ได้เลย จับอะไรก็ไม่ได้ มองเห็นใครก็ไม่ได้ และไม่มีใครมองเห็นเธอนอกจากเขา แล้วอย่างนี้ยังมาบอกว่าปฏิเสธได้งั้นรึ
“แม่หญิง ท่านต้องเข้าใจนะ เื่ที่ฉันต้องเข้าไปเกี่ยวข้องหลังจากนี้คงไม่ง่าย ท่านคิดว่าหาทางให้ท่านกลับเข้าร่างง่ายรึ ท่านพูดถูก ฉันอาจจะฉวยโอกาสอยู่บ้าง แต่ท่านลองตรองดู ดูเหมือนว่าแต่งงานกับฉันจะไม่ได้สร้างความเสียหายให้ท่าน ทำไมท่านต้องไม่อยากแต่งด้วยเล่า หรือท่านมีคนในดวงใจแล้ว”
“ฉันแค่อยากแต่งงานเพราะความรู้สึก ไม่ใช่เพราะเงื่อนไขหรือผลประโยชน์”
“ท่านช่างไร้เดียงสานัก”
ศรณ์เม้มปาก เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะยอมรับเงื่อนไขของเขาเพราะเธอไม่มีทางเลือกแล้ว ต่อให้เขาบอกให้เธอเป็ทาสเป็บ่าว เธอจะทำอะไรได้อีก
“ฉันตกลง”
พันรบยิ้มใสซื่อ
"เช่นนั้นนับั้แ่นาทีนี้ฉันจะช่วยให้ท่านกลับเข้าร่าง แต่ว่าฉันจำเป็ต้องรู้เื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้น ขอให้ท่านเล่ามาอย่าได้ปิดบัง"
"มีบางอย่างที่ไม่อาจเล่าให้ท่านฟังได้"เช่น การที่เธอเป็จตุรทิศ
"ผัวเมียไม่ควรมีความลับต่อกัน"เขากล่าวสีหน้าไร้เดียงสา
"ทว่าพวกเรายังไม่ได้แต่งงานกัน"
"เช่นนั้นท่านพูดมาอ้อมๆ แต่อย่าโกหกหรือปิดบังเลย ยิ่งฉันรู้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งช่วยท่านได้มากขึ้นเท่านั้น"
ศรณ์คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มเล่า พยายามบอกเขา เท่าที่เธอบอกได้
"ฉันทำงานลับอยู่งานหนึ่ง กำลังตามสืบคดีคนขโมยขาหมู..."