ตอนที่ 39
พวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะอยู่อย่างเงียบๆ
แคว้นวูจี ไม่ถือว่าเป็นขุมกำลังแห่งหนึ่ง อย่างน้อยก็มีการดำรงอยู่ที่ห่างไกลจากหุบเขาพรางอากาศ และพันธมิตรหกราชาปีศาจไปอย่างมากมายแล้ว
ภายในเขตชายแดนของขุนเขาใหญ่นับสิบหมื่น ราชาปีศาจทุกตนล้วนแต่สามารถที่จะถือครองอำนาจวาสนาได้หลายร้อยปี ยิ่งถ้าเป็นขุมกำลังใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองหลายร้อยปี ยังสามารถที่จะสถาปนาตนขึ้นเป็นจ้าวแห่งราชาปีศาจได้ด้วยศึกแห่งสงคราม ก็จะถือได้ว่าเป็นผู้มีอำนาจได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับหุบเขาพรางอากาศและพันธมิตรหกราชาปีศาจ ย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่า พวกเขาล้วนถือเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่มากถึงเพียงใด
ความจริงเฉินหมิงไม่คิดที่จะเดินทางผ่านทางเวหา แต่ว่าตอนนี้เขาไม่อาจที่จะสนใจมากความเช่นนั้นได้อีกแล้ว ศิลาปราณที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยชิ้นภายในตำหนักของตนเอง ซึ่งนั่นก็ถือเป็นรายได้ในการยึดครองพื้นที่ของราชาปีศาจตนหนึ่ง เมื่อได้นำทั้งหมดเก็บเอาไว้อยู่ภายในแหวนเก็บวัตถุ จากนั้นก็ได้ทำการกวาดเก็บยาอายุวัฒนะที่สุกงอมแล้วภายในใจกลางสวนยาทั้งหมด เพื่อเตรียมไว้ให้จ้าวชิงเหยาใช้บำรุงร่างกาย เฉินหมิงเองเหยียบขึ้นเมฆปีศาจ เหินขึ้นสู่ท่ามกลางเวหาไปในทันที
เฉินหมิงทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อออกเดินทางผ่านทางเวหา ทันทีที่พลังมนตร์ตราถูกใช้ไปจนหมดก็จะสามารถใช้ศิลาปราณมาเพื่อฟื้นฟูได้ ในมือที่ถือกุมเอาไว้ด้วยศิลาปราณทั้งสองก้อน เขาใช้เวลาไปทั้งหมดสามวันจึงค่อยกลับมาถึงยังหน้าผาหยาซานของแคว้นเหยียน พร้อมกับเดินทางมุ่งหน้าไปยังเบื้องหน้าตำหนักของจวนผู้สำเร็จราชการในทันที เฉินหมิงยืนอยู่ที่หน้าตำหนักพร้อมกับตะโกนขึ้นมาว่า : “หวังเหมิง จงไสหัวออกมาให้กับข้า ! ”
ทว่าผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง หวังเหมิงที่กำลังนำพาองครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยที่อยู่ในระดับขอบเขตสู่วิถีสิบกว่านายเดินทางมาจนถึงด้านนอกของตำหนัก เมื่อเขาพบเห็นเฉินหมิง ถึงกับเกิดความละอายใจขึ้นมาบ้าง เฉินหมิงที่มอบหมายศิษย์เพียงคนเดียวให้เขา แต่ว่าเขากลับทำให้จ้าวชิงเหยาต้องหายตัวไป หวังเหมิงในเวลานี้ กลับไม่ได้ยืนอยู่ไม่ เพียงแต่ถูกคนหามออกมา
เฉินหมิงกวาดตามองไปทางหวังเหมิงคราหนึ่ง จนสามารถที่จะมองออกได้ว่าหวังเหมิงได้รับบาดเจ็บจนสาหัส เมื่อเห็นว่าหวังเหมิงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เฉินหมิงก็ไม่ถือโทษอีกต่อไป หวังเหมิงพยายามยันกายลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า : “เรียนองค์ผู้สืบทอด ข้าน้อยมีโทษถึงตาย ที่บังเกิดความล้มเหลวในภารกิจ”
เฉินหมิงยื่นมือออกไป พร้อมกับล้วงเอายาอายุวัฒนะเม็ดหนึ่งเข้าไปอยู่ในมือของหวังเหมิง แล้วกล่าว “ตอนนี้ บอกข้าว่าจ้าวชิงเหยาอยู่ที่ไหน ? ”
หวังเหมิงกล่าว : “คุณหนูได้ถูกแคว้นวูจีจับตัวไปแล้ว จากการตรวจสอบขององครักษ์ฮู่ฉางเหว่ย คุณหนูได้ไปอยู่ในพระราชวังของแคว้นวูจี คาดว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นสถานที่ซึ่งปลอดภัยที่สุด”
เฉินหมิงพยักหน้า สาดแววตาเป็นประกายโหดเหี้ยมขึ้น ลงมือต่อข้าได้ข้าไม่ว่า หรือจะเข้าโจมตีแคว้นเหยียนก็ได้ข้าไม่ถือ แต่ว่า กลับไปจับกุมตัวแม่นางน้อยอายุสิบสามขวบปีไป นี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
หน้าผาหยาซานอยู่ห่างจากแคว้นวูจีไม่ไกลมากนัก อีกทั้งยังเป็นแคว้นเพื่อนบ้านของแคว้นเหยียน และเกิดการกระทบกระทั่งกับแคว้นเหยียนมาโดยตลอด เฉินหมิงกล่าว : “ไปบอกต่อท่านพ่อและท่านปู่ ให้เตรียมพร้อมเข้าสู่สงคราม ข้าจะลบล้างแคว้นวูจีให้สิ้น”
พร้อมกับเหยียบขึ้นเมฆปีศาจจากไปอย่างรวดเร็ว เพื่อมุ่งหน้าไปยังแคว้นวูจี ทว่าก็ยังต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวัน เฉินหมิงจึงค่อยได้มาถึงด้านนอกราชวังของแคว้นวูจี เฉินหมิงมองไปยังพระราชวังที่เป็นสีทองอร่ามเด่นเป็นสง่า จำแลงกายเป็นอีกาดำตัวหนึ่ง บินเข้าไปยังภายในราชวังทันที การสู้กันอย่างซึ่งหน้า เฉินหมิงหาได้หวาดกลัวไม่ เขาจะกลัวก็แต่เจ้าพวกสมองกลวงอย่างแคว้นวูจีจะลงมือต่อจ้าวชิงเหยาก่อน
ในระหว่างที่เฉินหมิงบินเหินอยู่กลางอากาศ ในเวลาเดียวกันก็ได้บังเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างหนึ่ง เคล็ดสามภพเร้นลับที่ถือว่าเป็นเพียงเคล็ดวิชาของขอบเขตกลิ่นอายวิถี แต่ว่ากลับเป็นขอบเขตกลิ่นอายวิถีที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขอบเขตหลุดพ้น สำเร็จเป็นชนชั้นกษัตริย์ เขาในตอนนี้จึงคิดที่จะใช้แต้มปราณรู้แจ้งและแต้มจริยธรรมทั้งหมดเพื่อเพิ่มพูนระดับของเคล็ดสามภพเร้นลับ : “ข้าสามารถเลื่อนขั้นเคล็ดสามภพเร้นลับได้มากสุดถึงระดับใด?”
“ติ่ง เป็นเพราะว่าความสามารถของคุณไม่ได้เข้าใกล้เงื่อนไขของพลังขอบเขต ดังนั้นคุณจึงไม่สามารถที่จะเลื่อนระดับขั้นของเคล็ดสามภพเร้นลับได้ โดยที่จะสามารถเลื่อนขั้นเคล็ดสามภพเร้นลับได้มากที่สุดถึงเพียงแค่ขั้นที่ยี่สิบสี่เท่านั้น”
“เช่นนั้นก็ใช้แต้มจริยธรรมและแต้มปราณรู้แจ้ง ทำการเลื่อนขั้นให้ถึงขั้นที่ยี่สิบสี่ทันที!”
สูญเสียจริยธรรมไปสองร้อยกว่าแต้ม คะแนนปราณรู้แจ้งอีกแปดพันแต้ม ในที่สุดก็เลื่อนระดับขั้นของเคล็ดสามภพเร้นลับไปจนถึงขั้นที่ยี่สิบสี่ กระทั่งตัวของเฉินหมิงเองยังต้องรู้สึกสะดุ้งตกใจขึ้นมา ที่ตนได้ใช้คะแนนปราณรู้แจ้งไปกว่าแปดพันแต้มหมดในรวดเดียว ปราณรู้แจ้งที่แต่เดิมมีอยู่กว่าหมื่นแต้ม บัดนี้เมื่อถูกใช้ไป จึงเหลืออยู่อีกเพียงหนึ่งพันห้าร้อยกว่าแต้มเท่านั้น
ทว่าเขาสามารถพบเห็นได้ว่า ค่าดัชนีความเสี่ยงของตนเองได้ดีดตัวเพิ่มสูงขึ้น จนไปถึง 299 หน่วยแล้ว อยู่ห่างจากระดับราชาปีศาจอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น !
ค่าดัชนีความเสี่ยง : 299 (ไร้ผู้ต้านในระดับที่ต่ำกว่าราชาปีศาจ)
เคล็ดสามภพเร้นลับนี้เพิ่มพูนขึ้นมาได้มากจนถึงเพียงนี้แล้วเชียวหรือ? ถึงกับทำให้ตนเองเพิ่มพูนระดับขึ้นไปจนถึงขั้นที่ไร้ผู้ต้านในระดับที่ต่ำกว่าราชาปีศาจเชียว
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นเคล็ดวิชาประหลาดที่ไม่ว่าผู้ใดฝึกผู้นั้นก็ต้องตาย
เฉินหมิงสัมผัสได้ว่า ตนเองในขณะนี้ใช้แต่เพียงพลังอันมหาศาลของกายเนื้อ ก็สามารถเข้าประชันกับขุนพลปีศาจได้แล้ว ! และเส้นขนที่อยู่บนร่างกายของตนเอง ยังได้ตั้งชันเปล่งเสียงเป็นประกายสีทองขึ้นอยู่ชั้นหนึ่ง ตัวเองในตอนนี้ ราวกับว่ากระทั่งดาบหอกก็ยังแทงไม่เข้า ตลอดทั่วทั้งร่างคล้ายกับแข็งแกร่งดุจหยกทองก็มิปาน
เฉินหมิงเกาะอยู่บนต้นไม้สูงใหญ่ต้นหนึ่ง เปิดประสาทสัมผัสของตนเอง เพื่อเสาะหาตำแหน่งของจ้าวชิงเหยา เพียงครู่เดียวประสาทสัมผัสของเขาก็ได้ปกคลุมไปทั่วทั้งราชวังแคว้นวูจี จนพบตำแหน่งของจ้าวชิงเหยาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้ารุดไปยังตำแหน่งของจ้าวชิงเหยา ภายในใจกลางตำหนักพระราชวังแคว้นวูจี เฉินหมิงได้มองเห็นจ้าวชิงเหยาที่ถูกมัดเอาไว้ด้วยโซ่เหล็กทั่วร่าง จ้าวชิงเหยาในขณะนี้ อยู่ในสภาพที่ใบหน้าขาวซีดอยู่บ้าง ตรงมุมปากยังได้มีคราบโลหิตติดอยู่เล็กน้อย
“จ้าวชิงเหยา เจ้าบอกถึงที่ซ่อนสมบัติของราชาโจรภูเขาว่าอยู่ที่ไหนเถอะ เพื่อที่จะได้เลี่ยงความทรมานจากเนื้อหนังเหล่านี้!”
จ้าวชิงเหยาสะบัดหน้าหันไปมองอีกฝ่าย : “ท่านอาจารย์ของข้าคือเฉินหมิง พวกเจ้าจับตัวข้ามาเช่นนี้ ไม่กลัวว่าอาจารย์ข้าจะมาหาเรื่องพวกเจ้าหรือไง ? ”
แม่ทัพใหญ่เกราะทองที่สอบสวนจ้าวชิงเหยาหัวเราะออกมายกใหญ่แล้วกล่าว : “เฉินหมิง? เฉินหมิงได้ตายอยู่ภายใต้เงื้อมมือของหุบเขาพรางอากาศไปแล้ว คิดที่จะใช้วิธีเหล่านี้มาต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าขอเตือนเจ้า ให้บอกออกมาอย่างว่าง่ายเถอะ”
พวกเขาไม่ทันได้สังเกตเห็นว่ามีอีกาดำตัวหนึ่งร่อนลงมาจนถึงด้านบนหัวไหล่ของจ้าวชิงเหยาแล้ว
มุมปากของแม่ทัพใหญ่เกราะทองที่เผยออกมาด้วยรอยยิ้มโหดเหี้ยมเย็นชา ได้หันไปปล่อยหมัดเข้าใส่เอวน้อยๆ ของจ้าวชิงเหยา ทันใดนั้นที่เบื้องหน้าของเขา ก็มีควันสีดำแลบผ่านขึ้นมา ทันใดนั้นแม่ทัพใหญ่เกราะทองพบว่ามือของตนเองคล้ายกับถูกมือข้างหนึ่งดุจเหล็กกล้าหยุดไว้ จนไม่อาจที่จะขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อควันดำพลันสลายหายไป ก็ได้เผยโฉมหน้าของเฉินหมิงออกมา เห็นได้ชัดว่าแม่ทัพใหญ่เกราะทองแตกตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมาว่า : “เจ้าเป็นผู้ใดกัน ! ”
เฉินหมิงหัวเราะดังหึหึ ออกแรงบีบที่มือขึ้น ในมือของเขาได้หลั่งไหลออกมาด้วยพลังอันมหาศาลที่บ้าคลั่ง จนเกิดเป็นเสียงดัง กร๊อบ กร๊อบ !
กำปั้นของแม่ทัพใหญ่เกราะทองได้ถูกเฉินหมิงบดขยี้จนกลายเป็นปุ๋ยผง กระดูกหักเส้นเอ็นฉีกขาด !
“ข้าผู้เป็นราชานามเฉินหมิง ! ”
เฉินหมิงหันไปมองแม่ทัพใหญ่เกราะทองที่อยู่เบื้องหน้า ทว่าอีกฝ่ายมีพลังฝึกปรืออยู่เพียงแค่ขอบเขตสู่วิถีขั้นที่ห้า เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเองก็สามารถที่จะใช้มือเพียงข้างเดียวสู้กับเขาทั้งสิบคนได้เลย
เฉินหมิงกำหมัดขึ้นอีกครั้ง ออกหมัดดุจพยัคฆ์มังกร กระตุ้นพลังจากตลอดทั่วทั้งร่างขึ้นมาภายในพริบตา ปะทุหมัดเข้าใส่บนหน้าอกของแม่ทัพเกราะทอง จนเกิดเสียงดัง กร๊อบ กร๊อบ !
แม่ทัพเกราะทองได้ถูกกำปั้นของเฉินหมิงกระแทกจนออกไปจากตำหนัก ทั่วทั้งร่างคล้ายกับโคลนตมไปแล้วก็มิปาน เหลือเพียงกระดูกไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์
จ้าวชิงเหยาที่หันไปมอง เมื่อพบว่าเฉินหมิงมาถึงยังที่แห่งนี้ ภายในดวงตาได้เปล่งรัศมีลึกลับอันเจิดจ้าออกมา : “ท่านอาจารย์ ข้าทราบอยู่แล้วว่าท่านจะต้องมาอย่างแน่นอน”
เฉินหมิงทำการกระชากโซ่เหล็กที่ติดอยู่บนมือทั้งสองข้างของจ้าวชิงเหยาจนขาด ร่างกายของจ้าวชิงเหยาสั่นระริกเล็กน้อย คล้ายกับไม่อาจที่จะทรงกายได้มั่น เฉินหมิงหันกายคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้าจ้าวชิงเหยา จากนั้นก็ได้กล่าว : “ขึ้นมา”
และที่ด้านนอกของตำหนักแคว้นวูจี ได้เกิดความชุลมุนขึ้นเป็นระลอกตั้งแต่ที่ แม่ทัพใหญ่ตายไป ต่อให้โง่งมกว่านี้ พวกเขาก็ทราบได้ว่ามีคนมาช่วยจ้าวชิงเหยาไปแล้ว ผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถียี่สิบกว่าคนได้รุดมาถึงสนามรบตั้งแต่แรกแล้ว และที่ด้านหลังของพวกเขา ยังมีผู้ฝึกตนที่เหยียบกระบี่อีกมากมาย รุดหน้ากันเข้ามา และภายใต้พระราชวัง ทัพใหญ่หลายหมื่นได้มารวมตัวกันในที่แห่งนี้ ในมือถือเอาไว้ด้วยคันธนูยาวที่พร้อมจะแผลงศรได้ทุกเวลา
ดาบหอกที่ภายนอกตั้งเรียงราย กลางเวหาเองก็ได้ถูกผู้ฝึกตนที่เหยียบกระบี่เหินปิดกั้นเอาไว้ พวกเขาได้ตั้งใจที่จะทำการสังหารเฉินหมิงลงในที่แห่งนี้ !
จ้าวชิงเหยาพบว่าได้มีความเคลื่อนไหวอยู่ที่ภายนอกเช่นเดียวกัน : “ท่านอาจารย์ ท่านไปเถอะ ข้ามีแต่จะทำให้ท่านเหน็ดเหนื่อยเท่านั้น หากท่านยังไม่รีบไป ก็จะไปไม่ได้แล้ว”
เฉินหมิงนึกในใจขึ้นว่าดรุณีน้อยผู้นี้ถือได้ว่ามีความเป็นห่วงเป็นใยตนเองอยู่ : “ไม่ต้องกลัวแล้ว คนทั้งหลายหมื่นคนนี้ได้ถูกข้าล้อมไว้เพียงคนเดียวแล้ว เป็นอย่างไร ไม่ได้เจอกันมาสักพัก ก็ไม่คิดที่จะฟังผู้เป็นอาจารย์แล้ว ? ”
จ้าวชิงเหยาที่ฟุบอยู่บนแผ่นหลังของเฉินหมิง ใช้แขนทั้งสองข้างคล้องเข้าไปที่คอเฉินหมิง เขายันกายลุกขึ้นทราบดีว่าจ้าวชิงเหยาได้ถูกคนกลุ่มนี้เคี่ยวกรำจนไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงอะไรแล้ว อีกทั้งยังเกรงว่าจ้าวชิงเหยาจะร่วงลงจากบนแผ่นหลังของเขา จึงได้ยื่นมือดึงผ้าเส้นหนึ่งที่อยู่ใจกลางตำหนัก ไหลเวียนพลังมนตร์ตรา มัดจ้าวชิงเหยาเอาไว้อยู่บนแผ่นหลังของตนเอง
กระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ได้ลอยออกมาจากภายในแหวนเก็บวัตถุ พร้อมกับมาอยู่บนมือข้างขวาของเฉินหมิง เขากระชับกระบี่ อุ้มจ้าวชิงเหยาไว้บนแผ่นหลัง เดินจนมาถึงประตูทางเข้าตำหนัก ทัพใหญ่และผู้ฝึกตนที่อยู่บนฟ้าหันไปมองแท่นสูงของบันได เฉินหมิงยกกระบี่ขึ้น ยิ้มกว้างแล้วกล่าว : “พวกเจ้าล้วนแต่จงฟังข้าเอาไว้ให้ดี พวกเจ้าได้ถูกข้าล้อมเอาไว้แล้ว หากว่ายอมศิโรราบในตอนนี้ พวกเจ้ายังมีโอกาสที่จะกลับตัวกลับใจ หรือไม่ พวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะอยู่อย่างเงียบๆ เพราะว่าคำพูดทุกคำของพวกเจ้าล้วนแต่จะกลายเป็นคำพูดสุดท้ายแล้ว ! ”
.
.
.
.