บทที่ 12 พายุที่กำลังมา
ยามรุ่งอรุณแห่งเมืองหย่งหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบสงบ แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องทะลุผ่านเมฆหมอกบาง ๆ ที่ปกคลุมเทือกเขารอบเมือง สีส้มอมแดงของขอบฟ้าค่อย ๆ แผ่ขยายราวกับเืที่กำลังไหลช้า ๆ บนผืนผ้าใบสีคราม
ทว่าบรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลเฉากลับตึงเครียดราวกับถูกกดทับด้วยูเาน้ำแข็งั์ อากาศเย็นะเืจากลมยามเช้าพัดโชยเข้ามาในโถงประชุมาุโ แต่กลับไม่สามารถคลายความหนักอึ้งที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณได้แม้แต่น้อย
โคมไฟทองสัมฤทธิ์ที่ห้อยจากเพดานยังคงส่องแสงสลัวจาง ๆ แม้จะเป็ยามเช้า เพราะค่ายกลป้องกันยังคงทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้โถงใหญ่ดูมืดครึ้มและเต็มไปด้วยเงามืดที่ยาวเหยียด
เพียงชั่วข้ามคืนหลังจากเฉาหลินหยวนลอบฟังแผนการของตระกูลหู เขาไม่ได้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ใช้หยกส่งสัญญาณภัยขั้นสูงสุดที่เก็บรักษาไว้ในห้องลับของประมุขตระกูลถูกหยิบออกมาใช้งานเป็ครั้งแรกในรอบสิบสองปี
หยกสีเขียวมรกตชิ้นนี้แกะสลักลายัคู่เคียงวิหคอย่างวิจิตร เมื่อถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณจินตัน มันแผ่คลื่นพลังที่สั่นะเืไปทั่วคฤหาสน์ตระกูลเฉาในทันใด ผู้าุโทุกคนที่หยกสัญญาณตระกูลต่างรู้สึกถึงการสั่นะเืที่รุนแรงราวกับแผ่นดินไหวในห้วงจิติญญา
หัวใจของพวกเขากระตุกวูบด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว เพราะหยกสัญญาณภัยขั้นสูงสุดนี้จะถูกใช้งานก็ต่อเมื่อตระกูลเฉากำลังเผชิญภัยพิบัติที่อาจนำไปสู่การล่มสลายทั้งตระกูลเท่านั้น
ผู้าุโระดับหนิงม่ายทั้งสิบสองคนที่ยังหลงเหลือในตระกูลเฉาต่างรีบเร่งร่างกายด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าสู่โถงประชุมาุโโดยไม่สนใจยามเช้ามืด
ใบหน้าของแต่ละคนซีดเผือดด้วยความกังวลที่ยากจะปกปิด บางคนยังสวมเพียงอาภรณ์นอน เส้นผมยุ่งเหยิง แต่ไม่มีใครกล้าชะล่าใจแม้แต่น้อย เพราะการเรียกประชุมด้วยหยกสัญญาณภัยขั้นสูงสุดนี้ ในประวัติศาสตร์ตระกูลเฉาเคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้ง และทุกครั้งล้วนนำมาซึ่งเืและน้ำตา
ผู้ฝึกตนระดับหนิงม่ายถือเป็กองกำลังสำคัญเชิงกลยุทธ์ของตระกูลเฉา การสูญเสียแม้แต่คนเดียวก็สามารถทำลายรากฐานของตระกูลได้อย่างรุนแรง เพราะในเมืองหย่งหนิงแห่งนี้ ผู้ฝึกตนระดับหนิงม่ายคือยอดฝีมือที่สามารถครองด้านหนึ่งได้ หากสูญเสียไปมาก ตระกูลเฉาจะอ่อนแอลงจนกลายเป็เหยื่อของตระกูลอื่น ๆ ได้ในชั่วพริบตา ผู้าุโทั้งสิบสองคนนี้ บางคนมาจากสายตรง บางคนจากสาขาหลัก และส่วนน้อยจากสาขาย่อยที่รอดชีวิตจากการถูกปลดออกไปเมื่อหลายปีก่อน พวกเขาคือเสาหลักที่ค้ำจุนตระกูลเฉาให้ยืนหยัดมาจนถึงทุกวันนี้ ท่ามกลางการรุมกดขี่จากตระกูลหูและพันธมิตรสี่ตระกูล
เมื่อมาถึงโถงประชุม ผู้าุโทั้งสิบสองคนต่างนั่งลงบนเก้าอี้ไม้สนที่เรียงรายรอบโต๊ะหินอ่อนยาว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหายใจของกันและกันชัดเจน ทุกคนต่างสำรวจคนในห้องโถงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดกลัว
เมื่อเห็นผู้าุโหลักทั้งห้าเริ่มทยอยเข้ามาทีละคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและขรึมขึง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่หมายจะกวาดล้างตระกูล พวกเขาอดไม่ได้ที่เหงื่อจะผุดขึ้นตามหน้าผากและหลังมือ ความกังวลในใจยิ่งทวีคูณราวกับพายุที่กำลังก่อตัว
เฉาเสวียนเหิง ผู้าุโใหญ่ เดินเข้ามาเป็คนสุดท้าย ร่างกายชราภาพที่เหี่ยวย่นยิ่งดูแก่ชราและอิดโรยในยามเช้า ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ดวงตาลึกดุจสระโบราณฉายแววตึงเครียดและขรึมขึง กลิ่นอายมรณะจาง ๆ แผ่ซ่านออกมาเบา ๆ จากร่างกายที่ใกล้ถึงวาระสุดท้าย ทำให้ผู้าุโหลายคนที่มาจากสาขารองตัวสั่นโดยไม่รู้ตัว เพราะในอดีต เฉาเสวียนเหิงเคยเป็ยอดฝีมือที่โเี้ในการปกป้องตระกูล แต่บัดนี้ เขาเหลือเพียงร่างกายที่ถดถอยและพลังปราณที่แ่เบา
“ผู้าุโใหญ่... เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?” เฉาอู่เจี้ยน ผู้าุโหนิงม่ายขั้นสี่่ต้นจากสาขารอง เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความกังวล
“การใช้หยกส่งสารเตือนภัยขั้นสูงสุดเช่นนี้... ตระกูลเฉากำลังมีภัยใหญ่หรือขอรับ? หรือตระกูลหูจะเคลื่อนไหวใหญ่แล้ว? พวกมันกล้าส่งคนมาบุกคฤหาสน์หลักของเราโดยตรงหรือ?”
คำถามของเขาราวกับจุดชนวนให้ผู้าุโคนอื่น ๆ เริ่มเอ่ยขึ้นตามกัน เสียงพูดคุยดังขึ้นเบา ๆ แต่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ข้าได้ยินข่าวลือว่าตระกูลหูกำลังรวบรวมกำลังพลเพิ่มเติม... พวกมันอาจอาศัยบารมีหุบเขาหลอมอัคนีบุกมาเต็มกำลัง!”
“หากเป็เช่นนั้น เราจะต่อสู้อย่างไร? ผู้ฝึกตนหนิงม่ายของเรามีเพียงเท่านี้ ตระกูลหูมีมากกว่าเราเสียอีก!”
“ผู้าุโใหญ่ ท่านเรียกพวกเรามาด้วยหยกสัญญาณภัย... ต้องมีเื่ใหญ่แน่ ข้าพร้อมสละชีวิตปกป้องตระกูล!”
เฉาเสวียนเหิงเพียงนั่งลงช้า ๆ ที่ตำแหน่งผู้าุโใหญ่ มือสั่นระริกวางบนโต๊ะหินอ่อน ดวงตาลึกจ้องมองทุกคนอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะส่ายหน้าช้า ๆ เสียงแหบพร่าแ่เบาแต่ทำให้ทุกคนเงียบกริบ “ข้าไม่รู้... หากเ้าจะถามก็รอฟังท่านประมุขเถิด…”
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางโถง ผู้าุโหนิงม่ายหลายคนตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายแข็งทื่อราวรูปปั้นหิน
“ห่ะ! ท... ท่านประมุข? ท่านประมุขเฉาหลินหยวน? แต่ท่านปิดด่านมานานสิบสองปี... ข่าวลือบอกว่าท่านอาจล้มเหลวหรือดับสูญไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ผู้าุโใหญ่ ท่านล้อเล่นหรือขอรับ? หากท่านประมุขยังมีชีวิตอยู่ เหตุใดจึงไม่ปรากฏตัวมานานขนาดนี้?”
“หรือว่า... ท่านประมุขทะลวงจินตันสำเร็จจริง?”
ความสับสนและความหวังผสมความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วโถง ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยแววตาที่ไม่อยากเชื่อ แต่ก่อนที่จะมีใครเอ่ยถามต่อ เสียงลมปราณที่หนักแน่นและบริสุทธิ์แผ่ซ่านเข้ามาในโถงอย่างกะทันหัน อากาศสั่นะเืราวกับถูกคลื่นั์ซัดกระหน่ำ โคมไฟทุกดวงสว่างวาบขึ้นในทันใด
เพียงพริบตา ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์ก็ปรากฏขึ้นราวกับหลุดออกมาจากห้วงมิติ นั่งลงใจกลางโต๊ะหัวโต๊ะของประมุขตระกูลอย่างสง่างาม เฉาหลินหยวนนั่งนิ่ง ดวงตาคมกริบกวาดมองทุกคนในโถงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเย็นเยียบ พลังปราณขอบเขตจินตันแผ่ซ่านออกมาเบา ๆ แต่หนักแน่นราวภูผาั์
ทำให้ผู้าุโหนิงม่ายทุกคนรู้สึกเหมือนถูกกดทับจนหายใจติดขัด เส้นผมยาวสลวยสีดำสยายลงถึงเอวปลิวไสวเบา ๆ ตามลมปราณ ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติราวเทพเซียนลงมาจุติ ผิวพรรณขาวซีดแต่มีเืฝาดมีชีวิตชีวา ดวงตาใสกระจ่างดุจหยกแก้วแต่แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำและเจตนาฆ่าฟันที่ซ่อนเร้น
ผู้าุโทั้งสิบสองคนและผู้าุโหลักทั้งห้าต่างตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ร่างกายสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว บางคนลุกพรวดขึ้นยืน มือสั่นระริกชี้ไปยังร่างนั้น
“ท... ท่าน... ท่านประมุข!? ท่านเฉาหลินหยวน!? ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงหรือ!?”
“ท่านประมุข... ท่านทะลวงจินตันสำเร็จแล้วใช่หรือไม่? พลังปราณนี้... ช่างบริสุทธิ์และหนักแน่นยิ่งนัก!”
“ข้า... ข้าคิดว่าท่านดับสูญไปแล้ว... แต่ท่านกลับมาแล้ว... ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ!”
น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลลงแก้มของผู้าุโหลายคน เฉาเสวียนเหิงและผู้าุโหลักทั้งห้าที่ล่วงรู้อยู่แล้ว แต่พอเห็นประมุขตระกูลพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มอย่างโล่งอก
เฉาหลินหยวนเพียงยกมือขึ้นโบกเบา ๆ พลังปราณอบอุ่นแผ่ซ่านออกมา ทำให้ทุกคนลุกขึ้นนั่งได้ “เงียบเถิด... เรายังไม่มีเวลามาเสียใจหรือดีใจกัน”
เสียงทุ้มนุ่มแต่ทรงพลังของเขาดังก้องในโถง ทำให้ทุกคนเงียบกริบในทันใด ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองทุกคน ส่งประกายเย็นเยือกที่ทำให้หัวใจทุกดวงเย็นวาบ “ตระกูลหูจะเคลื่อนไหวแล้ว... พวกมันวางแผนกวาดล้างตระกูลเฉาของเราให้สิ้นซากภายในเจ็ดวันนี้ โดยอาศัยบารมีหุบเขาหลอมอัคนีและกำลังพลทั้งหมด”
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางโถง ผู้าุโทุกคนหน้าซีดเผือดในทันใด ความตกตะลึงและความกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว “กวาดล้างภายในเจ็ดวัน!? พวกมันกล้าขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“ด้วยบารมีหุบเขาหลอมอัคนี... เราจะต่อสู้อย่างไร?”
“หูเฟิงกำลังจะกลับมา... และอาจารย์ของมันคือยอดฝีมือจินตัน... เราจะตายกันหมดแน่!”
เสียงพูดคุยดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก แต่เฉาหลินหยวนเพียงยกมือขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทุกคนเงียบกริบ
“หากไม่สู้... พวกเราก็รอรับความตายแน่นอน ตระกูลเฉาจะถูกกวาดล้างสิ้นซาก ลูกหลานจะกลายเป็ทาสหรือถูกสังหาร ไม่มีใครรอด แต่หากสู้... เรายังพอมีหวังอยู่บ้าง หวังที่จะพลิกกระแสฟ้า หวังที่จะทำให้ตระกูลหูและผู้ที่หนุนหลังมันจ่ายราคาแพงสำหรับความทะเยอทะยานนี้!”
ดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งความมุ่งมั่นและเจตนาฆ่าฟันที่ร้อนแรงราวเพลิงผลาญ ทำให้ผู้าุโหลายคนที่เคยสิ้นหวังเริ่มรู้สึกถึงเปลวไฟแห่งความหวังที่กำลังลุกโชนขึ้นในใจ
“ท่านประมุข... ท่านมีแผนการอย่างไรขอรับ?” เฉาเสวียนเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เฉาหลินหยวนยิ้มเย็นบาง ๆ “สองวันข้างหน้า... เราจะลงมือ ในยามนี้ หากตระกูลหู้ายึดครองร้านค้าของตระกูลเฉา ก็ปล่อยมันไป หากอยากได้เส้นแร่เหมืองศิลาปราณระดับต่ำ ก็ปล่อยมันไป อย่าต่อสู้ อย่าขัดขวาง... ให้พวกมันคิดว่าเราอ่อนแอและยอมจำนน”
ผู้าุโหลายคนตาเบิกกว้างด้วยความงุนงง “ท่านประมุข... นั่นหมายความว่า...”
“เราจะยอมให้พวกมันรังแกต่อไปหรือ?”
เฉาหลินหยวนพยักหน้า เสียงเรียบแต่แฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟันที่เย็นะเื “ใช่... เพราะวันที่สองที่ข้ากล่าว จะเป็วันสุดท้ายของตระกูลหู... เราจะทำให้พวกมันจ่ายราคาด้วยเืและน้ำตา สำหรับทุกสิ่งที่พวกมันทำกับตระกูลเราในสิบสองปีที่ผ่านมา!”
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ตีลงบนหัวใจทุกดวง ทำให้ผู้าุโทุกคนตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นและความหวังที่พลุ่งพล่าน พลังปราณจินตันของเฉาหลินหยวนแผ่ซ่านออกมาอย่างเต็มที่ ทำให้โถงสั่นะเืและโคมไฟสว่างวาบราวกับดวงตะวัน
“เตรียมตัวให้พร้อม... สองวันนี้ จะเป็จุดเริ่มต้นของการแก้แค้น และจุดจบของตระกูลหู!”
ในโถงประชุมที่เคยเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นที่กำลังลุกโชนอย่างรุนแรง
ตระกูลเฉา... กำลังจะลุกขึ้นสู้ และคราวนี้ จะไม่มีวันยอมแพ้อีกต่อไป!