เกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 100 อดีตที่ยาวนาน

            ความแค้นเป็นพลังให้เขาและปิดตาเขาไว้ในเวลาเดียวกัน

            เวลาที่สตรีผู้นั้นมองเขาอย่างเขินอายเขาก็คิดถึงความอ้างว้างของการสูญเสียบิดา

            ในตอนที่นางทักทายเขาด้วยถ้อยคำบางเบาเขาก็นึกถึงภาพที่มารดาทิ้งเขาไว้ตามลำพัง

            ยิ่งนางรักและชื่นชมเขามากขึ้นเท่าใดเขาก็ยิ่งเข้าสู่ความเกลียดชังมากขึ้นเท่านั้น

            แม้จะยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดแต่ในขณะนั้น เขาได้วางอวิ๋นอี้และพ่อของนางไว้บนเสาแห่งความเกลียดชัง

            เขาต้องแก้แค้นพวกนั้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

            ตั้งแต่วันที่พบกันบางทีเขาอาจจะกลายเป็นปีศาจไปแล้ว

            แต่ช่างมันปะไร

            เขาไม่ทำร้ายผู้อื่น ผู้อื่นก็มาทำร้ายครอบครัวของเขา

            หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องมีผู้ใดได้อยู่เป็นสุขเลยเสียดีกว่า

            อวิ๋นเส่าต้าวกับท่านพ่อหรงอี้เจินเป็นเพื่อนกันมานานหลายปีในตอนแรกที่พวกเขาติดตามองค์ฮ่องเต้ออกรบทั่วยุทธภพตอนนั้นพวกเขากำลังเป็นบุรุษเลือดร้อน เรียกกันว่าพี่น้องมีเรื่องให้พูดคุยไม่รู้จบ ในช่วงชีวิตวัยรุ่นมักจะสร้างปาฏิหาริย์ไว้นับไม่ถ้วน

            หลังจากที่ครองใต้หล้าได้แล้วหรงอี้เจินและอวิ๋นเส่าต้าวต่างก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชาแห่งขั้วตรงข้ามพวกเขาทั้งสองมีความสามารถบู๊และบุ๋นในการช่วยองค์ฮ่องเต้ปกครองราชย์

            อวิ๋นเส่าต้าวมีความสามารถเรื่องของการศาลและกฎหมายล้วนอยู่ในระบอบระเบียบ ในตอนที่กำลังกระสับกระส่ายเขาก็ออกมาตรการทำให้ชีวิตของประชาชนได้เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว

            หรงอี้เจินอยู่นิ่งได้ไม่นานอยู่ในเมืองหลวงมาช่วงหนึ่ง ก็ขอไปอยู่ที่ชายแดนสมัยนั้นราชวงศ์เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นใหม่ขอบแดนค่อนข้างโดนจับตามองอยู่ ฮ่องเต้อวี่ซวนจึงอนุญาตให้เขาไป

            หกเจ็ดปีหลังจากนั้นทุกอย่างก็สงบสุขและราชวงศ์ต้าอวี่ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

            เพียงแต่วีรบุรุษแก่ง่ายการต่อสู้มาหลายปีส่งผลเสียให้ร่างกายของหรงอี้เจินเป็นอย่างมากอากาศที่ชายแดนมักจะทำให้เขาไม่ค่อยสบาย เขาเริ่มจะปวดเอวปวดหลังถึงขนาดจับมีดดาบไม่ได้

            ท่านแม่แนะนำให้กลับเมืองหลวงร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน จนในที่สุดท่านพ่อเถียงมิได้ ได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วยครอบครัวสามคนก็เก็บของกันอย่างตื่นเต้น หลังจากที่ไปอยู่ข้างนอกมานานในที่สุดก็ได้กลับไปอยู่บ้านอย่างสงบสุขแม้แต่หรงซิวที่เป็นเด็กในตอนนั้นก็ยังรู้สึกว่ามีความสุขนัก

            พวกเขาคิดว่าชีวิตจะดำเนินไปอย่างสงบสุขท่านพ่อและท่านแม่จะมีชีวิตวัยชราที่สงบสุข ปลูกดอกไม้เลี้ยงหมาอยู่อย่างเรียบง่ายแต่พวกเขาคิดผิด

            ท่านพ่อของเขาไม่สามารถอยู่นิ่งได้เมื่อมาถึงเมืองหลวง หลังจากที่สุขภาพดีขึ้นแล้ว เขาก็เริ่มไปทำงานเขาเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ เป็นขุนนางระดับสูงฮ่องเต้อวี่ซวนโปรดปรานเขาเป็นพิเศษ ไม่มีผู้ใดกล้าขัดแข้งขัดขาเขานอกจากอวิ๋นเส่าต้าว

            ทั้งสองมักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องเล็กน้อยทะเลาะกันในราชสำนัก บางคราที่ท่านพ่อกลับมาจากทำงานเขาก็ชี้จมูกของอวิ๋นเส่าต้าวด่ากราด

            ด่ากันก็เช่นนั้นวันถัดมาพวกเขาก็นั่งดื่มกันต่อ

            หรงซิวเคยคิดว่านั่นเป็นสภาพที่ดีที่สุดของการเป็นเพื่อนกันวินาทีก่อนหน้ายังเบิกตาด่ากัน วินาทีต่อมาสามารถยอมสละเลือดเนื้อเพื่อกันและกันได้

            เขาคิดไม่ถึงว่าใจคนจะกั้นด้วยหนังท้อง [1] ในโลกนี้มีสิ่งล่อใจมากมายเหลือเกินเพื่อชื่อเสียงผลประโยชน์ เพื่อเงินทอง พี่น้องแท้ๆ ยังฆ่ากันเองได้ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนที่รู้จักกันครึ่งทาง

            ก่อนที่ท่านพ่อจะเสียสภาพของเขาก็ผิดแปลกไป เขาตื่นตระหนกตลอดทั้งวัน เป็นกังวลและขี้สงสัยท่านแม่เคยเกลี้ยกล่อมเขาว่า หากไม่ไหวก็อย่าออกไปจากเมืองหลวงท่านพ่อที่อ่อนโยนกับพวกเขามาตลอด จู่ๆ ก็อารมณ์ร้าย ขี้หงุดหงิดและโวยวายเสียงดัง

            ท่านแม่ตกใจกลัวจนร้องไห้เขาจึงปลอบนางอย่างระมัดระวัง

            คงจะเป็นเพราะตระหนักได้ว่าตนเองเสียการควบคุมท่านพ่อจึงขังตนเองไว้ในห้อง ไม่ชอบพบปะผู้คน ไม่ออกจากห้อง

            เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปชั่วขณะหนึ่งเขาก็ได้รับจดหมาย

            จดหมายฉบับนั้นเขียนว่ากระไรกันแน่จนถึงตอนนี้หรงซิวก็ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะว่าเขาหามันไม่พบเดาว่ามันน่าจะถูกทำลายไปแล้ว

            แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นท่านพ่อก็ค่อยๆ มีความสุขขึ้นมา คนในครอบครัวก็วางใจลงเล็กน้อยมีเพียงท่านแม่เท่านั้นที่ยังคงกลุ้มใจ และหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ออกไปเที่ยวภูเขาจนถึงคราที่โศกนาฏกรรมได้เกิดขึ้น

            เมื่อหรงซิวมีเป้าหมายในเรื่องใดแล้วเขาย่อมแน่วแน่ทำให้ถึงที่สุด

            ใจของเขาตั้งมั่นแล้วว่าจะหลอกใช้อวิ๋นอี้เขาจึงลงมืออย่างว่องไว

            หรงซิวรู้อยู่เสมอว่าตนเองดูดีเป็นที่ชื่นชอบของสาวๆ ตราบใดที่เขาเต็มใจจะเล่นด้วย นางก็ติดกับได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก

            แน่นอนว่าอวิ๋นอี้ยอมให้เขาหมดใจ

            เขาหมั้นหมายกับนางอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เริ่มต้นแผนอันยาวนาน

            แสงสีขาวส่องมาทางหน้าต่างส่องผ่านผ้าบางสีน้ำเงินเข้ามา แสงเป็นประกายได้ตกลงบนผ้าห่มนุ่มๆและลอยมาเข้าดวงตาของเขา ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย

            หรงซิวรู้สึกตัวก็ตระหนักว่าเป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว

            หญิงสาวตัวเล็กในอ้อมแขนของเขาร้องไห้หนักมากเมื่อคืนนี้จนตาของนางยังบวมแดงเขาหวั่นไหวมากจนอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวจูบนางเข้าที่ใบหน้า

            อวิ๋นอี้เจ็บปวดไปทั่วตัวทำให้นางนอนหลับได้ไม่สบาย ในความงุนงงก็รู้สึกได้ว่ามีคนใกล้เข้ามานางเอียงหน้าออกไปโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็รู้สึกเย็นวาบบนใบหน้าของนาง

            “อุ๊...”

            สัมผัสแปลกๆ ทำให้นางพึมพำเสียงเบามือเล็กๆ ของนางดิ้นรนอย่างไม่เป็นสุข บังเอิญไปตบหรงซิวโดยไม่ได้ตั้งใจกล้ามเนื้อของชายหนุ่มนั้นแข็งแรง นิ้วของนางทั้งเจ็บและชา จึงทำได้เพียงร้องอู้อี้ขึ้นมา

            ใจของหรงซิวรับไม่ไหว ปวดใจนักเลยรีบคว้ามือนางเอามาชิดปากทั้งจูบทั้งเป่า แล้วบอกต่อว่า “โอ๋ๆเป็นความผิดของข้าเอง”

            น้ำเสียงของเขาช่างอ่อนโยนอวิ๋นอี้วุ่นวายอยู่ครู่หนึ่งก็หันตัวกลับ หน้ามุ่ยให้เขาแล้วนอนต่อ

            เมื่อมองแผ่นหลังของนางหรงซิวทำกระไรไม่ถูกทั้งรู้สึกขบขัน

            ที่แท้เวลาที่เป็นห่วงใครคนหนึ่งจริงๆแม้แต่เขาเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำกระไรได้บ้าง

            ในใจคิดอย่างนั้นก็ทำไปทันทีและแม้แต่ร่างกายของข้าก็เคลื่อนไหวเร็วกว่าสมองคิดเสียอีก

            มันเป็นสัญชาตญาณเป็นธรรมชาติราวกับการหายใจ

            เขาถูกพิษจากนางแล้วจริงๆ

            หรงซิวกุมขมับนอนไม่ค่อยหลับมาทั้งคืน ตอนนี้เขาก็ง่วงขึ้นมาแล้วกำลังคิดว่าจะนอนกับสาวน้อยอีกสักพัก แล้วนอกห้องก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังนั้น

            “ฝ่าบาทเพคะ?” เซียงเหอถามเสียงเบา “ฝ่าบาทตื่นหรือยังเพคะ?”

            หรงซิวทำได้เพียงลุกขึ้นตั้งใจเบาเสียงฝีเท้าเอาไปที่ประตู เขาเปิดประตูอย่างเงียบๆ แล้วถามเซียงเหอ“มีกระไร?”

            เซียงเหอรีบก้มหน้าลงและรายงานตามจริงว่า“ท่านขันทีมาบอกฎีกาเพคะ บอกว่าให้ฝ่าบาทเข้าวังเพคะ”

            “เพิ่งจะมาหรือ?” หรงซิวพิงประตู เขาถามอย่างไม่ใส่ใจ

            เซียงเหอก้มหัวลงต่ำอีก “เพคะบอกว่าองค์ฮ่องเต้มีรับสั่ง ให้ฝ่าบาทรีบไปเพคะ”

            "เข้าใจแล้ว"

            หรงซิวโบกมือให้แล้วหันหลังเข้าไปในห้อง เซียงเหอไม่รู้ว่าเกิดกระไรขึ้นกันแน่ ทำได้แค่ยืนนิ่งๆนางมองเข้าไปในห้องเงียบๆ เห็นผิวขาวจั๊วะของอวิ๋นอี้ หน้าก็แดงขึ้นทันที

            ไอหยา!

            ไม่น่าเชื่อ!

            มิคิดเลยว่าพระชายาร้องคราเดียวจะทำเอาคนตะลึง!

            หากจำไม่ผิดล่ะก็ทั้งสองคนอยู่ในห้องอย่างไม่ละอายต่อกันมาสองวันแล้ว!

            มองไม่ออกจริงๆว่าองค์ชายจะดุดันเพียงนี้!

            หากพระชายาสมบูรณ์หน่อยตั้งครรภ์องค์ชายน้อยได้ แค่คิดก็มีความสุขแล้ว!

            เซียงเหอคิดในใจอย่างบ้าคลั่งแต่ใบหน้าก็ยังคงจดจ่อ เห็นหรงซิวนั่งยองๆ อยู่ข้างเตียง เอนร่างไปด้านหน้าไม่รู้ว่าเขาพูดกระไรกับอวิ๋นอี้ หญิงสาวที่หลับใหลอยู่พยักหน้ารัวๆเขาลุกขึ้นยิ้ม แล้วเดินออกไปอย่างช้าๆ

            หรงซิวจัดของเสร็จก็เดินไปที่ห้องโถงพยักหน้าให้ท่านขันที แล้วทั้งคณะก็ออกเดินทางไปที่พระราชวัง

            เชิงอรรถ

            [1] ใจคนกั้นด้วยหนังท้อง 人心隔肚皮 หมายถึง ใจคนยากแท้หยั่งถึง

    คล้ายกับเรื่องเกี้ยวรักท่านอ๋อง ฉบับชายาข้ามมิติ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน