"คุณพ่อ คุณแม่คะ เล็กไม่ยอมนะคะ! นังเด็กนี่มันแกล้งเชอรี่ลูกของหนู ทำให้หน้าเชอรี่โดนนาบจนเกือบเสียโฉม" เมื่อเห็นว่าชนิดาไม่เป็อะไรแล้ว อำภาก็หันมาเล่นงานอนงค์กานต์ทันที
อนงค์กานต์รีบพาตัวเข้ามาเบียดติดกับแม่ พร้อมแสดงอาการตัวสั่น อนงค์รีบกอดปลอบลูกสาวพร้อมกับเอ่ยเสียงแข็ง "คุณอำภาคะ ก็เห็นกันทุกคนว่าคุณเชอรี่เสียหลักไปเอง คุณอย่ามาใส่ร้ายเด็กแบบนี้สิคะ"
"เพราะนังนิดมันหันไปผลักเชอรี่จนเสียหลักต่างหาก คุณพ่อ คุณแม่ก็เห็นเหมือนเล็กใช่มั้ยคะ" อำภายังคงยืนกรานใส่ร้าย
"นิดไม่มีตาหลังนะคะ คุณอำภา เธอจะเห็นได้ยังไงว่าคุณเชอรี่อยู่ข้างหลัง"
"คุณแม่คะ!!" อำภาแผดเสียงเรียกมารดา พร้อมส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
วัลภาส่ายตาไหววูบก่อนกล่าว "ฉันก็เห็นเหมือนอำภา แม่อนงค์ เธออย่าปกป้องลูกแบบผิด ๆ เด็กทำผิดก็แค่ให้ยอมรับผิดแล้วก็ขอโทษเื่ที่ก่อเท่านั้น"
"แม่นิด เธอขอโทษเชอรี่เดี๋ยวนี้" พร้อมกับหันไปออกคำสั่งกับอนงค์กานต์ที่ยังแสดงอาการตัวสั่นอยู่ในอ้อมกอดของแม่
"กราบขอโทษที่เท้าค่ะ คุณแม่พูดให้จบสิคะ นิด เธอเข้ามากราบขอโทษที่เท้าของเชอรี่เดี๋ยวนี้!"
อนงค์สุดจะทน ใบหน้าเธอโกรธขึ้งและเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กานต์แตะที่แขนห้ามเธอเสียก่อน
"คุณนาย คุณอำภาครับ ผมยอมให้ลูกสาวผมทำแบบนั้นไม่ได้ ผมก็เห็นด้วยเช่นกันว่านิดไม่ได้แกล้งขัดขาหรือผลักอะไรคุณเชอรี่แม้แต่น้อย คุณเชอรี่เธอเสียหลักไปเองจริง ๆ" กานต์เอ่ยปฏิเสธเสียงขื่น แต่แววตาแสดงถึงความแข็งกร้าวด้วยความไม่พอใจ
"คุณคะ!" วัลภาเมื่อเห็นอาการนี้ของกานต์ นางจึงหันไปจ้องเขม็งที่นายอารักษ์เพื่อให้จัดการเื่นี้
นายอารักษ์ที่นั่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใช่ เขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง เมื่อมองไปที่แววตาแข็งกร้าวของกานต์ และเห็นแววตาคาดคั้นของวัลภาและบรรดาสมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ เขาจึงนั่งหลับตานิ่งพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ
"กานต์ ให้ลูกสาวแกขอโทษหลานสาวฉันเดี๋ยวนี้ เื่ราวจะได้จบ" นายอารักษ์เอ่ยออกมาเสียงหนัก
"กราบขอโทษที่........"
"พอแล้วแม่อำภา!" นายอารักษ์หันมาเอ่ยเสียงดุกับอำภาก่อนที่เธอจะพูดจบประโยค
"อย่าทำให้เป็เื่ใหญ่ แค่พูดคำขอโทษออกมาก็พอ" นายอารักษ์ย้ำ "บอกลูกแกให้พูดขอโทษสิ" และก็มองกานต์นิ่ง ๆ อยู่แบบนั้น
อยุติธรรมจริง ๆ อนงค์ตอนนี้โมโหถึงขีดสุด เธอปลายตาดุส่งไปให้กานต์ สามีของเธอจะทนก็ทนไป แต่เธอไม่ขอทนอีกแล้ว "คุณท่านคะ...." อนงค์เอ่ยเสียงห้วน แต่ไม่ทันพูดจบ สามีก็ยุดแขนเธออีกครั้ง พร้อมส่งสายตาขอร้องมาให้ อนงค์สะบัดหน้าหนีแล้วก็ไม่ได้พูดใด ๆ ออกไปอีก
"ว่าไงเ้ากานต์" อารักษ์เอ่ยถามเสียงหนัก
กานต์กลืนน้ำลายลงคอพร้อมกับมองหน้านายอารักษ์อยู่นาน "ลูกสาวผมไม่ผิดครับ เธอไม่จำเป็ต้องขอโทษใครทั้งนั้น"
อนงค์เหลียวมองสามีด้วยความแปลกใจปนประทับใจ ที่ผ่านมา สามีเธอมักจะยอมคนกลุ่มนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าพวกเขาจะพูดจาว่าร้ายสามีเธอมากแค่ไหน กานต์ก็ทำเพียงแค่อดทนและอดทนเท่านั้น
"นายกานต์ แกหัดแข็งข้อั้แ่เมื่อไหร่" ยุภาถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
"ฉันบอกให้ขอโทษเชอรี่เดี๋ยวนี้ไง" คราวนี้นายอารักษ์หันมาพูดอนงค์กานต์โดยตรง เมื่อได้ยิน เธอก็ยิ่งเบียดเข้ามาหาแม่มากขึ้น เพื่อแสดงให้พ่อและแม่เห็นว่าเธอกลัวสถานการณ์ในตอนนี้มากแค่ไหน
อนงค์ลูบปลอบประโลมลูกด้วยความสงสาร ส่วนกานต์ขบกรามแน่นเมื่อเห็นอาการนี้ของลูก
"ลูกสาวผมไม่ผิดครับท่าน ผมไม่อนุญาตให้เธอขอโทษใคร"
"ดี! ดีมาก ปีกกล้าขาแข็ง!" นายอารักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดุและหนัก อารมณ์โมโหเริ่มปะทุขึ้นมา "เมื่อไม่เห็นหัวฉันแบบนี้ ต่อไปแกไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่ว่าวันไหน ๆ แกก็ห้ามมาเหยียบบ้านนี้อีก ตอนนี้พวกแกทั้งหมดไสหัวออกจากบ้านนี้ไปได้แล้ว"
"ใจ รีบไล่พวกเขาออกไป" วัลภาได้โอกาสจึงหันมาสั่งแม่บ้านที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ตรงประตูหน้าห้อง
"ไปเถอะพี่ เขาไล่แล้ว" อนงค์เอ่ยเสียงห้วน เธอไม่อยากทนอยู่ที่นี่แม้แต่อีกวินาทีเดียว
กานต์นั่งก้มหน้าคุกเข่ากำมือแน่น จะอธิบายอะไรไปก็คงไม่มีประโยชน์แล้วตอนนี้ เขาเงยหน้ามองนายอารักษ์อย่างตัดใจ คลานเข่าเข้าไปใกล้นายอารักษ์และกราบลงบนตัก "ผมขอขอบคุณท่านมากนะครับที่ช่วยส่งเสียเลี้ยงดูผมจนเรียนจบ ผมจะสำนึกในพระคุณของคุณท่านตลอดไป อนาคต หากคุณท่าน้าให้ช่วยเหลืออะไร ผมพร้อมเสมอนะครับ คุณท่านทราบที่อยู่ผมอยู่แล้ว สามารถเรียกผมมาหาได้ทุกเมื่อ ผมกราบลาท่านตรงนี้" พูดจบกานต์ก็หันมาพยักหน้าให้กับภรรยาและลูก
"นามสกุลเทียมเมฆาของฉันก็ไม่เหมาะกับครอบครัวแกด้วย แกเข้าใจใช่ไหม" นายอารักษ์เอ่ยเสียงหนักไล่หลังทั้งสามคนตอนกำลังเดินออกจากห้องรับแขกไป กานต์ชะงักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจูงมือลูกสาวก้าวต่อไปข้างหน้า ก้าวออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างมั่นคง โดยมีอนงค์กานต์ที่ลอบยิ้มน้อย ๆ ระหว่างเดินตามการจับจูงของพ่อไป
"พ่อคะ นิดขอโทษนะ" อนงค์กานต์เอื้อมมือไปแตะแขนกานต์เบา ๆ ขณะที่พาเดินออกจากบ้านหลังนั้นมาไกลพอควรแล้ว
"ขอโทษทำไมลูก ลูกได้แกล้งเชอรี่ตามที่เขากล่าวหารึเปล่า"
อนงค์กานต์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ "ถึงนิดจะไม่ได้ทำ แต่ก็เป็เพราะนิดที่ทำให้พ่อแตกหักกับบ้านนั้น นิดขอโทษนะคะ"
กานต์เอื้อมมือไปลูบศีรษะของบุตรสาวก่อนเอ่ยปากอย่างอ่อนโยน "นิดไม่จำเป็ต้องขอโทษหรอกลูก ไม่ใช่ความผิดของนิดเลย เป็ความผิดของพ่อเองต่างหาก ที่พ่อไม่ยอมรับความจริงั้แ่แรก ยังคงเพียรพยายามที่จะเข้าหา เข้าพบ เพื่อหวังว่าวันหนึ่ง คุณปู่ของลูกจะยอมรับว่าพ่อเป็ลูกคนหนึ่งของท่าน" กานต์กลืนก้อนสะอื้นที่คอลงไปอย่างลำบาก ั้แ่จำความได้และรับรู้สถานการณ์ของตัวเอง เขาก็เพียรพยายามมาโดยตลอด ทำตัวดี ตั้งใจเรียน เอาใจใส่ช่วยเหลือคนในบ้านทุกอย่าง เพื่อหวังเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น หวังให้พ่อยอมรับ เรียกเขาว่าลูกสักครั้ง แต่ในที่สุดความพยายามของเขาก็ไม่เกิดผล
"และเป็พ่อเองที่เป็ฝ่ายดึงทั้งแม่และนิดมาเผชิญกับเื่เหล่านี้มาหลายต่อหลายปี ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเราทั้งสองคนไม่ชอบเลยแม้แต่น้อย พี่ขอโทษนง และพ่อขอโทษนิดด้วยนะลูก"
"พี่พูดอะไรแบบนั้นจ๊ะ เราครอบครัวเดียวกัน เื่ของพี่ก็เป็เื่ของนงด้วย ต่อให้หนักกว่านี้นงก็เต็มใจ"
"นิดก็เต็มใจเหมือนกัน" อนงค์กานต์รีบพูดสนับสนุน
"จริงหรือ ก่อนเข้าไปในบ้านนั้นแม่เห็นนิดทำหน้าซีด ตัวเย็นอยู่เลยนะ" อนงค์เอ่ยกระเซ้าลูกสาว เพื่อหวังเปลี่ยนบรรยากาศและเปลี่ยนจิตใจที่หดหู่ของสามีให้ดีขึ้น ซึ่งก็ได้ผลทันตา กานต์ได้ฟังก็อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกถึงสภาพของบุตรสาวก่อนหน้านี้
"เต็มใจก็ส่วนเต็มใจ ไม่ชอบก็ส่วนไม่ชอบสิแม่ มันแยกกันได้" อนงค์กานต์อุบอิบแก้ตัว
"เอาล่ะ ต่อไปพ่อจะไม่ยอมให้เกิดเื่ฝืนใจแบบนี้ขึ้นกับเราทั้งสองคนอีกเป็เด็ดขาด" กานต์สัญญาอย่างแม่นมั่น เกิดเื่แบบนี้ก็ดีไปอย่าง อย่างน้อยก็ยังเห็นปลายทางว่าจะเป็อย่างไรต่อไป
"จากนี้ พ่อจะดูแลครอบครัวเล็ก ๆ ของเราอย่างไม่พะวงหน้าหลัง พ่อจะไม่เห็นใครหรือเื่ไหนสำคัญไปกว่าแม่และนิด" สองแม่ลูกถึงกับน้ำตาซึมเมื่อได้ยินประโยคนี้
"พ่อจะทำให้ครอบครัวของเราแวดล้อมไปด้วยความรักและความเข้าใจ และมีความสุขมากขึ้นทุกวัน"
"ต้องเป็ครอบครัวที่มีเงินด้วย!" อนงค์กานต์ทะลุออกมากลางปล้อง ทำเอากานต์และอนงค์หัวเราะออกมาเสียงดัง
"ต้องเป็ครอบครัวที่มีเงินเยอะ ๆ ด้วย พ่อให้สัญญา แต่ตอนนี้เราไปหาอะไรทานกันก่อน แล้วมาช่วยกันคิดว่านามสกุลใหม่ของเราจะใช้อะไรดี เปิดทำการวันแรกพ่อจะไปเปลี่ยนที่อำเภอทันที" จากนั้นทั้งสามคนก็พูดคุยและถกกันอย่างออกรสตลอดทางที่ไปทานข้าวและขับรถกลับบ้าน หัวข้อก็ไม่พ้นเื่นามสกุลใหม่ของพวกเขา ซึ่งพูดคุยกันอยู่หลายวันถึงได้ข้อยุติ
วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2529 มีเื่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิตของอนงค์กานต์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้ว นั่นคือ เธอเปลี่ยนมาใช้นามสกุลใหม่ ั้แ่วันนี้ไปเธอมีชื่อและนามสกุลใหม่ว่า อนงค์กานต์ รักนิเวศน์
ทั้งครอบครัวได้พูดคุยเื่นามสกุลใหม่นี้อยู่หลายวัน กานต์อยากให้มีคำว่าบ้านอยู่ในนามสกุล คิดกันอยู่หลายตลบ กานต์ที่คุ้นเคยกับคำไทยมากกว่าสองแม่ลูกเพราะตนเองสอนภาษาไทยอยู่แล้ว ก็นั่งพลิกพจนานุกรมดูจนสะดุดใจกับคำว่า นิเวศน์ ที่แปลว่าบ้าน จึงเขียนคำนี้มาให้ทั้งสองแม่ลูกดู ซึ่งทั้งสองชอบมาก
แต่จะมีแค่นิเวศน์ ก็ดูจะห้วนไป อนงค์กานต์จึงเสนอให้ใส่คำว่ารักไปข้างหน้า แปลแบบเข้าใจกันเองง่ายๆ ว่า เป็บ้านที่ประกอบไปด้วยความรัก สองสามีภรรยาต่างเห็นชอบ รักนิเวศน์ จึงเป็นามสกุลใหม่ของพวกเขานับั้แ่นั้นมา