บทที่ 21 ชีวิตคนดุจละคร
คนของสมาคมพ่อค้าได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้คนจากที่ทำการขุนนางจะมาพบ แต่ละคนจึงเตรียมตัวมาอย่างดี
กู้อวี้เดินตามหลังเซียวเหยาอ๋อง มองปราดเดียวก็เห็นผู้ดูแลหอหยกงามและร้านภูษาฟ้าสองคน พวกเขาล้วนเป็คนฉลาด เห็นนางแล้วก็ทำเหมือนไม่รู้จัก
สามหมื่นตำลึง ห้าหมื่นตำลึง และหนึ่งแสนตำลึงที่นางพูดไว้ในที่ทำการขุนนางก่อนหน้านี้เป็เพียงการประเมินขั้นต่ำ หลังมีประกาศออกไปอย่างเป็ทางการว่าราชสำนัก้ารับสมัครพ่อค้าเป็ผู้สนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์ กล่าวได้ว่าดุจเลียงผาพลัดหลงไปอยู่กลางฝูงหมาป่า พ่อค้าแต่ละรายล้วนจับจ้อง้าแย่งชิ้นเนื้อกันตาเป็มัน
สำหรับเหล่าพ่อค้า นี่คือโอกาสดีที่ยากจะพบพาน ในบรรดาชนชั้นทั้งสี่*[1] พ่อค้าถูกจัดให้เป็ชนชั้นต่ำตลอดกาล หากได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นบัณฑิต ฐานะของพวกเขาก็จะยกระดับขึ้นอย่างมาก
จวินเจ๋อเดินไปนั่งลงตรงตำแหน่งประธานอย่างผ่าเผย ผู้ดูแลร้านกรุ่นกลิ่นชาก็ยกชามาบริการอย่างมีไหวพริบ
“ท่านอ๋อง นี่คือชาเข็มเงินหมื่นวสันต์ ผลิตที่เจี้ยนหนาน น้ำชาดุจดั่งน้ำค้าง กลิ่นหอมสดชื่น รสชาติออกหวาน เหมาะจะนำไปให้บัณฑิตทั้งหลายจิบระหว่างงานชุมนุมปราชญ์เป็อย่างยิ่ง”
เห็นผู้ดูแลร้านกรุ่นกลิ่นชาแสดงฝีมือแล้ว ตัวแทนร้านค้าอื่น ๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ต่างเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจวินเจ๋อ
สายตาจวินเจ๋อมองผ่านศีรษะมนุษย์ออกไปเห็นกู้อวี้นั่งอยู่คนเดียวตรงที่นั่งเบื้องล่าง ไร้คนรบกวน จิบน้ำชากินของว่างอย่างสบายอารมณ์ เขาจึงพูดขึ้นมาว่า
“ทุกท่าน ข้ามีหน้าที่กำกับดูแลการรับสมัครพ่อค้าของกรมขุนนางเท่านั้น ผู้มีอำนาจตัดสินรายนามผู้สนับสนุนที่แท้จริงคือกู้ซื่อจื่อที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างหาก”
กู้อวี้ยังมีของว่างอยู่ในปาก ครั้นเห็นทุกคนมองมาทางตนเองก็รีบกลืนลงไป ในกลุ่มตัวแทนร้านค้าเ่าั้ ผู้ดูแลหอหยกงามและร้านภูษาฟ้าถูกคนเบียดจนหน้าเขียว
นางดื่มชาล้างปาก ในเมื่อเซียวเหยาอ๋อง้าแอบอู้ ยกอำนาจตัดสินใจให้นางเอง ก็อย่ามาโทษว่านางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็แล้วกัน
เห็นตัวแทนร้านค้าทั้งหลายมายืนออกันตรงหน้า นางจึงกล่าวขึ้นมาว่า
“ทุกท่านไม่ต้องร้อนใจ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทุกท่านแบ่งกลุ่มกันตามประเภทสิ่งของเครื่องใช้ที่้าสมทบ ได้แก่ อาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า และสี่สมบัติล้ำค่าในห้องหนังสือ*[2] จากนั้นให้รวบรวมรายชื่อโดยเรียงตามจำนวนขีด*[3] ของแซ่ของสมาชิกในกลุ่มแล้วส่งมาให้ข้า ข้ากับท่านอ๋องจะได้เรียกทุกท่านเข้าพบตามลำดับ”
ได้ยินกู้อวี้กล่าวดังนั้น ทุกคนก็หันไปจับกลุ่มและเขียนรายชื่อออกมา
“กู้ซื่อจื่อช่างมีฝีมือนัก” จวินเจ๋อค้นพบว่ากู้อวี้ทำอะไรเป็ขั้นเป็ตอน มักทำงานน้อยแต่ได้ผลมากเสมอ
“ท่านอ๋องชมเกินไปแล้ว นั่นเป็เพียงวิธีอำนวยความสะดวกให้คนอื่นและตัวเองก็เท่านั้น อีกหน่อยยังต้องรบกวนท่านอ๋องร่วมพิจารณากับข้าน้อย” กู้อวี้กล่าว
หลังจากนั้นไม่นาน คนของสมาคมพ่อค้าก็นำรายชื่อมาส่ง
กู้อวี้เรียกเข้าพบทีละคน เมื่อเข้ามาแล้วก็ให้พวกเขาแนะนำกิจการของตนเองโดยสังเขป รวมถึงเงินหรือสินค้าที่้านำมาสนับสนุนงานชุมนุมปราชญ์ แม้กู้อวี้จะเตรียมใจมาแต่เนิ่น ๆ ทว่าก็ยังอดทึ่งต่อความกระตือรือร้นของพวกเขาไม่ได้ แต่ละคนล้วนทุ่มกันอย่างสุดตัว หวังจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้ร้านค้าของตนเอง
แต่เกณฑ์การพิจารณากลับไม่ใช่ว่าพ่อค้ารายไหนสนับสนุนเงินมากที่สุดก็เลือกพ่อค้ารายนั้น หญิงสาวย่อมมีความคิดของตนเอง
บัณฑิตที่เดินทางมาเมืองหลวงส่วนใหญ่เป็ปัญญาชนที่มีฐานะยากจน สิ่งของที่จะนำไปให้พวกเขาใช้จะด้อยคุณภาพเกินไปไม่ได้ เพราะจะทำให้ฝ่าาเสื่อมเสียพระเกียรติ แต่จะใช้ของแพงเกินไปก็ไม่ดี เพราะอาจทำให้ปัญญาชนที่ยากจนเ่าั้เกิดการเปรียบเทียบและท้อแท้ใจได้
นางเตรียมพู่กันและกระดาษไว้ข้าง ๆ จดข้อมูลที่พ่อค้าแต่ละคนรายงานลงไปทีละอย่าง เซียวเหยาอ๋องกลายเป็สัญลักษณ์นำโชค นั่งไขว่ห้างบนตำแหน่งประธานดูนางก้มหน้าก้มตาทำงาน
แต่ละครั้งที่นางถามขึ้นมาว่า “ท่านอ๋องคิดเห็นเช่นไร?”
เขาก็จะตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าเพียงมีหน้าที่กำกับดูแล รายละเอียดปลีกย่อยยกให้กรมขุนนางตัดสินใจเองดีกว่า”
กู้อวี้ชักจะไม่เข้าใจคนผู้นี้ขึ้นมาเสียแล้ว เหตุใดฝ่าาจึงส่งเขามากำกับดูแล ในเมื่อเขามาแล้ว เหตุใดจึงทำท่าลอยตัวอยู่เหนือเื่ราวเหมือนไม่เกี่ยวข้องอันใดกับตนเองเช่นนั้น
แม้หอหยกงามและร้านภูษาฟ้าจะเป็กิจการของนางทั้งคู่ แต่ก็ทุ่มเทเต็มที่เพื่อการนี้เช่นกัน ร้านทั้งสองประกวดราคาเพื่อ่ชิงสิทธิ์ปักชื่อกิจการไว้บนชุดของบัณฑิต
เซียวเหยาอ๋องที่วางเฉยมาแต่ต้นพลันกล่าวขึ้นมาหลังผู้ดูแลหอหยกงามเดินออกไป “ร้านขายเครื่องประดับมาทำอะไรที่นี่”
กู้อวี้ลอบตื่นตัว เขาถามขึ้นมาปุบปับเช่นนี้คงไม่ได้มองอะไรออกแล้วหรอกนะ
“ฝ่าาทรงให้ความสำคัญกับงานชุมนุมปราชญ์ ร้านค้าต่าง ๆ จะอยากมีส่วนร่วมในเื่นี้ก็ไม่แปลก ยอดบริจาคของหอหยกงามก็สูงมาก ทั้งยังสมทบผ้าห่มและที่นอน นับว่ามีความจริงใจ”
จวินเจ๋อหมุนแหวนน้าวบนนิ้ว “กู้ซื่อจื่อดูจะให้ความสนใจหอหยกงามเป็พิเศษ เมื่อครู่ตอนผู้ดูแลหอหยกงามเข้ามา กู้ซื่อจื่อซักถามเขาละเอียดกว่าคนที่ผ่านมาเสียอีก”
หญิงสาวทราบว่าคนผู้นี้มีสายตาดุจเหยี่ยว ฝีมือเล็ก ๆ น้อย ๆ ของนางไม่อาจปิดบังเขาได้ จึงกล่าวว่า “น้องสาวของข้าน้อยโปรดปรานเครื่องประดับของหอหยกงาม ถ้าทำได้ ข้าน้อยก็อยากช่วยส่งเสริมสักครา”
ผู้ฟังยิ้มพราย “น่าเสียดายที่แต่ละร้านมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หอหยกงามเด่นเื่เครื่องประดับ ด้านเสื้อผ้าอาภรณ์เกรงว่ายังไม่อาจเทียบร้านภูษาฟ้า ร้านอาภรณ์เซียน และหอแพรพรรณได้”
กู้อวี้ก้มหน้า อมยิ้มที่มุมปาก คิดในใจว่ารู้หรอกว่าท่านจะสร้างปัญหาให้ ร้านภูษาฟ้าและร้านอาภรณ์เซียนเป็กิจการของนาง ส่วนหอแพรพรรณกลับไม่คู่ควรให้เอ่ยถึง
“ท่านอ๋องชี้แนะเช่นนี้ ข้าน้อยจะจดชื่อร้านภูษาฟ้า ร้านอาภรณ์เซียน และหอแพรพรรณลงไปก็แล้วกัน”
จวินเจ๋อฟังออกว่าน้ำเสียงของนางแฝงความยินดีก็ยิ้มบางอย่างรู้ทัน กู้อวี้คนนี้น่าสนใจทีเดียว
กว่าจะพบตัวแทนจากร้านค้าต่าง ๆ ครบทุกคน กู้อวี้ก็แทบหมดแรง ส่งสรุปที่เรียบเรียงเสร็จแล้วให้เซียวเหยาอ๋อง เขากล่าวโดยไม่แม้แต่จะมองดูว่า “กู้ซื่อจื่อจัดการได้เหมาะสม ข้าวางใจยิ่ง ไปเถอะ”
คู่สนทนาเก็บมือกลับมาแล้วเดินตามเขาออกไปจากสมาคมพ่อค้า ท่ามกลางเสียงคารวะลาของเหล่าตัวแทน
สมาคมพ่อค้าตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองหลวง ที่นี่เป็ย่านที่ชาวบ้านร้านตลาดมาเยือนคับคั่ง เป็ศูนย์กลางของความรื่นรมย์ทั้งหลาย ตอนที่คนทั้งสองเดินออกไป นักแสดงงิ้วคณะหนึ่งกำลังเริ่มการแสดงพอดี ผู้ชมเบียดเสียดเต็มหน้าเวที ทั้งยังมีเสียงร้องชมเชยดังขึ้นเป็ระยะ
เซียวเหยาอ๋องชะงักฝีเท้า “ถ้ากู้ซื่อจื่อไม่มีธุระอื่นอีกก็ไปสำรวจความเป็อยู่ของราษฎรด้วยกันกับข้าเถอะ”
เวทีของโรงงิ้วเรียบง่ายอย่างยิ่ง แต่ผู้ที่มาชมกลับตั้งใจดูตาไม่กะพริบ
เมื่อกู้อวี้และจวินเจ๋อเข้าไป เสี่ยวเอ้อร์ของโรงงิ้วก็มองออกทันทีว่าแขกสองคนนี้หากไม่ใช่ผู้สูงศักดิ์ก็ต้องร่ำรวยมีฐานะ จึงจัดการหาที่นั่งด้านหน้าสุดให้ทั้งสองอย่างกระตือรือร้น ทั้งยังยกเมล็ดแตงและน้ำชามาบริการ
จวินเจ๋อถาม “แสดงเื่อะไรอยู่รึ?”
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มตอบ “งิ้วที่กำลังแสดงอยู่คือเื่ ‘ห้วงฝันยวนยาง’*[4] เป็เื่ราวเกี่ยวกับครอบครัวผู้ลากมากดีตระกูลหนึ่งของเจ้อโจวในสมัยราชวงศ์ก่อน ครอบครัวนี้มีบุตรีนามว่าซุ่ยเหนียง นางเกิดมามีรูปโฉมงามล่มเมือง หมั้นหมายกับญาติผู้พี่นามว่าตู้อิงหล่างั้แ่เด็ก แต่ใครก็คาดไม่ถึงว่าระหว่างที่ซุ่ยเหนียงออกไปข้างนอกครั้งหนึ่ง กลับไปต้องพระทัยฮ่องเต้ที่ปลอมตัวเป็สามัญชนเข้า จึงมีพระราชโองการเรียกตัวนางเข้าวังไปเป็พระสนม”
“คนรักทั้งสองถูกกำแพงวังกั้นกลาง ไม่อาจพบหน้า ญาติผู้พี่ตู้อิงหล่างจึงตรอมใจเพราะเื่นี้ ดื่มสุราจนเมามายทุกวัน”
“ตอนที่แสดงอยู่นี้เรียกว่า ‘บุรุษงมงายรักเมามายแย่งกำไลหยกขาว’ หลังตู้อิงหล่างดื่มสุราจนเมามายก็ไปต้องตากำไลหยกขาววงหนึ่งขณะเดินตลาด กำไลวงนี้คล้ายกับกำไลของญาติผู้น้อง ตู้อิงหล่างจึงอยากซื้อกลับมาเพื่อเป็ของระลึกถึงนางอันเป็ที่รัก”
“แต่เขายากจนขัดสน ถูกคุณชายบ้านรวยผู้หนึ่งแย่งซื้อไปในราคาสูง เขาดื่มจนเมาขาดสติ เห็นว่ากำไลหยกขาวถูกคนซื้อไปก็เข้าไปแย่งชิงโดยไม่ประมาณตน กำไลหยกตกพื้นแตกออกเป็เสี่ยง ๆ ตู้อิงหล่างก็ถูกคุณชายบ้านรวยผู้นั้นกระทืบไปยกหนึ่ง”
จวินเจ๋อฟังจบก็โยนเงินก้อนหนึ่งตกรางวัลให้เสี่ยวเอ้อร์ แล้วหันมากล่าวกับกู้อวี้ว่า “กู้ซื่อจื่อคิดว่าละครเื่นี้เป็อย่างไร”
กู้อวี้ยิ้มตอบ “ข้าน้อยไม่ค่อยได้ดูละครและไม่มีความเข้าใจด้านนี้ ไม่อาจวิจารณ์ได้ว่าดีหรือไม่ดี”
จวินเจ๋อหันกลับไปมองเวทีงิ้ว บนนั้นกำลังถึงตอนครึกครื้นพอดี
“ละครดุจชีวิตคน ชีวิตคนดุจละคร กู้ซื่อจื่อควรชมงิ้วเื่นี้อย่างมีวิจารณญาณ”
มุมปากกู้อวี้แฝงรอยยิ้ม แววตาที่มองไปทางเวทีเย็นเยียบประหนึ่งน้ำแข็ง
[1] ชนชั้นทั้งสี่ (士农工商) เป็แิที่แบ่งกลุ่มคนในสังคมออกเป็ 4 ระดับ เรียงจากสูงไปต่ำ ได้แก่ บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า
[2] สี่สมบัติล้ำค่าในห้องหนังสือ (文房四宝) หมายถึง พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
[3] จำนวนขีด (笔画数) หมายถึง จำนวนเส้นที่ต้องลากในการเขียนตัวอักษรจีนหนึ่งตัว
[4] ยวนยาง (鸳鸯) หรือเป็ดน้ำแมนดาริน เป็นกที่มีคู่ชีวิตเพียงตัวเดียว แม้คู่ของมันตายแล้วก็จะครองตัวเป็โสดไปตลอด จึงเป็สัญลักษณ์ของความรักเดียวใจเดียว