เมื่อขุนนางและครอบครัวของขุนนางทุกคนนั่งตามที่นั่งของตัวเองเรียบร้อยแล้วองค์ชายองค์หญิงทั้งหลายจึงทยอยกันเดินเข้าไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงพวกเขานั่งลงตรงที่นั่งของตัวเอง พวกเขาจับกลุ่มคุยกันตามเส้นสายของแต่ละคนส่วนคนที่เป็นอริต่อกันก็มีเขม่นมองกันและกันอย่างเกลียดชัง
“ฮ่องเต้เสด็จ”ขันทีร้องตะโกน ทุกคนลุกขึ้นพลางกล่าว “ถวายพระพรฝ่าบาทขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“ฮองเฮาเสด็จ”ขันทีร้องตะโกน ทุกคนจึงกล่าว “ถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันๆปี”
ฮ่องเต้เดินไปนั่งที่โต๊ะของตนเองฮองเฮาเดินตามอยู่ข้างหลัง นางนั่งต่ำลงมา ฮ่องเต้มองทุกคนแล้วเอ่ยว่า“เริ่มงานเลี้ยงเถอะ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทขอฮองเฮาสุขเกษมสำราญเป็นมิ่งขวัญยั่งยืนนานพะย่ะค่ะ” เสนาบดีฝ่ายบุ๊นกล่าวนำทุกคนก็กล่าวตาม “ขอบพระทัยฝ่าบาทขอฮองเฮาสุขเกษมสำราญเป็นมิ่งขวัญยั่งยืนนานพะย่ะค่ะ / เพคะ”
“ดีๆๆ”ฮ่องเต้เอ่ยพลางมองฮองเฮา ฮองเฮาจึงพูดว่า “ขอบใจทุกคนที่มาอวยพรข้าในวันนี้ปีนี้เป็นปีที่ดียิ่งนัก พวกเราสามารถยึดแคว้นซางมาได้ทำให้ดินแดนแคว้นเซี่ยของพวกเราขยายกว้างใหญ่ขึ้นทุกอย่างนี้เป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาททั้งสิ้น ดังนั้นเหล้าจอกแรกนี้ข้าขอดื่มให้แก่ฝ่าบาทขอให้ฝ่าบาทอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่แคว้นเซี่ยไปตราบนานแสนนาน”
นางพูดจบก็ยกแขนเสื้อขึ้นบังพลางยกจอกเหล้าขึ้นดื่มจนหมดจอกฮ่องเต้แย้มยิ้ม “ดีๆๆ เมียรักข้าพูดได้ดี”
เขาพูดแล้วก็หลิ่วตาสั่งขันทีขันทีจึงตบมือ 3 ครั้ง แปะๆๆ
นักดนตรีก็เริ่มบรรเลงดนตรีทันทีนางรำก็เดินเรียงแถวขึ้นไปร่ายรำ เป็นอันว่างานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้วทุกคนจึงเริ่มดื่มกันกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็ยกจอกเหล้าขึ้นกล่าวอวยพรเป็นถ้อยคำมงคลถวายฮองเฮา“ขอฮองเฮาตั้งครรภ์บุตรมังกรอีกครั้งในเร็ววันพะย่ะค่ะ”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี”ฮ่องเต้หัวเราะชอบใจ หลิ่วตาสั่งขันทีให้พระราชทานรางวัลให้คนพูดขันทีก็รีบนำถุงทองไปมอบให้ คนๆ นั้นจึงกุมมือกล่าวว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทขอบพระทัยฮองเฮา”
บางคนก็ลุกขึ้นมาท่องกลอนคำอวยพรฮ่องเต้ก็พระราชทานรางวัลให้ บรรยากาศสนุกสนานยิ่งนัก
จนกระทั่งนางกำนัลคนหนึ่งเข้าไปกระซิบกระซาบข้างหูฮองเฮา ฮองเฮาพลันกระแทกจอกเหล้าปัง! “บังอาจนัก!”
“หือ? มีอะไรรึ?”ฮ่องเต้ถาม คนอื่นๆ ก็ชะงักค้างไป มองฮองเฮาเป็นตาเดียว นางรำก็ชะงักหยุดรำดนตรีก็หยุดบรรเลง บรรยากาศเงียบสงัดโดยพลัน
“มีคนกล้าขโมยของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้าน้อยเพคะ”ฮองเฮาบอกแล้วสั่งขันทีข้างกายว่า “เจ้าพาคนไปจับขโมยมาให้ได้!”
“พะย่ะค่ะ”ขันทีรับคำสั่งแล้วรีบพาคนออกไปทันทีนางกำนัลที่มาบอกก็รีบวิ่งนำทางไปจับขโมยทันที
“ใครกันช่างกล้าขโมยของๆฮองเฮา?”
“มันคงไม่อยากมีหัวอยู่บนบ่าแล้วกระมัง”
ฯลฯ เสียงซุบซิบคุยกันของผู้คนในงานเลี้ยงดังหึ่งๆ
“หึ!” องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยก้มหน้าลอบยิ้มนิดหนึ่งแล้วนางก็เงยหน้าขึ้นทำสีหน้าตกอกตกใจเหมือนคนอื่นๆ
ขณะที่นางกำนัลไปกราบทูลฮองเฮา ทางด้านเฟิ่งหวงที่นั่งอยู่ที่ศาลาริมสระบัว ขณะนั้นก็มีนางกำนัลคนหนึ่งเดินมาบอกพวกสาวใช้ว่า“พวกเจ้ามาช่วยข้ายกโต๊ะหน่อยได้ไหม ข้ายกคนเดียวไม่ไหวคนอื่นก็ไปทำงานอื่นกันหมดแล้ว”
“ไม่ได้...”สาวใช้ปฏิเสธ นางกำนัลจึงรีบบอกว่า “ข้าจะให้เงินพวกเจ้าด้วย”
นางพูดแล้วก็เอาถุงเงินออกมาขยับๆถุงเงินก็ส่งเสียงกุ๊งกิ๊งๆ เบาๆ พวกสาวใช้ได้ยินเสียงเงินกระทบกันก็หันไปมองคุณหนูเฟิ่งหวงจึงพยักหน้า “ไปเถอะ ไปช่วยนางหน่อย”
“เจ้าค่ะ”สาวใช้รับคำพลางเก็บถุงเงินไป นางกำนัลบอก “ไม่นานหรอกแค่ยกโต๊ะตัวเดียวจากตรงนั้นไปตรงนู้นเอง”
“ได้ๆ” พวกสาวใช้พยักหน้านางกำนัลจึงบอก “ตามมาซิ”
นางกำนัลบอกแล้วเดินนำหน้าไปพวกสาวใช้จึงตามนางกำนัลไปหมด เฟิ่งหวงมองตามพลางยิ้มบางๆ คิดในใจว่า ‘มาซิ ข้ารออยู่นะ’
หลังจากพวกสาวใช้ไปสักพัก เฟิ่งหวงก็ลุกขึ้นเดินออกจากศาลา นางเดินไปได้สักพักก็ถูกนางกำนัลคนหนึ่งชน“อ่ะ!”
“อ้า!” นางกำนัลคนนั้นรีบวิ่งไป ห่อผ้าตกตุบ!
เฟิ่งหวงมองห่อผ้านั้นพลางร้องเรียก“เจ้าๆ เจ้าทำของตกไว้น่ะ”
นางกำนัลคนนั้นเหมือนไม่ได้ยินรีบวิ่งไปเร็วๆ เฟิ่งหวงจึงเก็บห่อผ้าขึ้นมาแล้วขว้างใส่นางกำนัลคนนั้นทันที ฟิ้ว!
ผั๊วะ! ห่อผ้าห่อนั้นกระแทกถูกศีรษะนางกำนัลคนนั้นเข้าอย่างจัง
“โอ๊ะ!” นางร้องได้คำเดียวก็ล้มลงไป เฟิ่งหวงวิ่งไปหานางแล้วหยิบห่อผ้านั่นยัดใส่มือนางกำนัลคนนั้นพลางถอดเสื้อคลุมตัวนอกสวมให้นางกำนัลคนนั้น แล้วเอาหลงหน่าวอังที่จมูกนางกำนัลคนนั้นนางกำนัลจึงค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมา เฟิ่งหวงได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนมุ่งตรงมาทางนี้นางจึงรีบหลบไปอย่างเร็วยิ่ง
“ทางนี้ๆข้าเห็นนางไปทางนี้” เสียงสตรีร้องบอก
ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงฝีเท้าก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆเฟิ่งหวงที่หลบอยู่จึงเห็นขันทีหลายคนวิ่งมา นางจึงมองคนเหล่านั้นพลางยิ้มเยาะอยู่ในใจ‘หึ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง’
“อ่ะ นั่นๆขโมยอยู่นั่น” นางกำนัลชี้ พวกขันทีจึงกรูเข้าไปล้อมสตรีที่ล้มอยู่บนพื้นขันทีสั่ง “จับนางไป!”
“อ่ะ!” นางกำนัลตกใจ พวกขันทีจับขโมยแล้วฉุดกระชากลากตัวไปทำให้ห่อผ้าตกพื้นตุบ!
นางกำนัลจึงเก็บห่อผ้าขึ้นมาแล้วคลี่ออกเมื่อเห็นของข้างในห่อผ้านางก็บอกว่า “เจอแล้วๆ ใช่ของๆ ฮองเฮา หนอย! เจ้ากล้าขโมยของๆ ฮองเฮา เจ้าตายแน่!”
“ลากตัวไป”ขันทีบอกแล้วลากตัว ‘ขโมย’ ไปทันที นางกำนัลดิ้นขัดขืน“ไม่ใช่ข้านะ ข้าไม่ใช่ขโมย! พวกเจ้าจับคนผิดแล้ว!”
“ฮึ! เจ้านี่แหละที่เป็นขโมย ข้าเห็นเจ้าแอบเข้าไปขโมยของกับตา ของก็อยู่นี่เจ้ายังจะปากแข็งอีก” นางกำนัลยื่นห่อผ้าไปแทบจะชนหน้า ‘หัวขโมย’ แล้ว นางกำนัลปฏิเสธลั่นพลางดิ้นขัดขืน “ข้าไม่ใช่ขโมย! ข้า...อุบ!”
นางยังพูดไม่จบก็ถูกขันทีเอาผ้ายัดเข้ามาในปากแล้วขันทีคนอื่นก็ช่วยกันจับแขนนางมัดไพล่หลัง นางกำนัลเจ็บจนน้ำตาไหล นางร้องแต่ว่าเสียงที่ดังออกมามีเพียงเสียงอุกๆ
“ไปๆลากนางไปให้ฮองเฮาลงโทษ บังอาจขโมยของๆ ฮองเฮาเช่นนี้ นางตายแน่!” ขันทีสั่ง ขันทีคนอื่นๆ รับคำ “อืม”
จากนั้นพวกเขาก็ลากนางไปอย่างไม่ปรานีปราศรัยนางกำนัลก็ถือห่อผ้าเดินตามไป ในใจแอบคิดถึงทองที่จะได้รับหลังจากร่วมใส่ร้ายคุณหนูแซ่เฟิ่ง
หลังจากที่พวกขันทีลากขโมยไปแล้ว เฟิ่งหวงก็รีบกลับไปที่งานเลี้ยงก่อนที่นางจะเข้าไปในสถานที่จัดงาน นางก็รับเสื้อตัวใหม่จากผู้คุ้มกันมาสวมแล้วจึงเดินเข้างานเลี้ยงไปอย่างสบายอกสบายใจมือก็ถือพัดด้ามจิ้วปิดบังใบหน้าเอาไว้ นางยืนอยู่ด้านข้างยังไม่รีบเดินกลับไปนั่งอยู่ข้างกายท่านหมอกู่
พวกขันทีลากขโมยไปถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงพวกเขาลากนางไปตรงกลางลานที่ใช้แสดงการร่ายรำ เมื่อถึงกลางลานพวกเขาก็เหวี่ยงขโมยลงไป นางกำนัลล้มครูดไปกับพื้น ทำให้นางมีแผลถลอกทันที นางส่งเสียงอุกๆน้ำตาไหลอาบแก้ม
“ข้าน้อยจับขโมยมาได้แล้วพะย่ะค่ะ”ขันทีรายงานแล้วชี้ที่ห่อผ้าในมือนางกำนัล “ของที่ถูกขโมยไปอยู่นี่แล้วพะย่ะค่ะ”
สายตาทุกคนจ้องมองขโมยเป็นตาเดียว“โอ้...”
องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยยิ้มบางๆ‘หึ! นังแพศยา วันนี้เจ้าตายแน่!’
“เอ๊ะ! นี่คุณหนูเฟิ่งไม่ใช่หรือ?” นางถามขึ้นมาน้ำเสียงตกอกตกใจสายตาทุกคนยิ่งจ้องมองขโมยที่ล้มอยู่บนลานยกพื้นเป็นตาเดียว
“หวงเอ๋อร์” หยางซีถิงก้าวไปหา‘เฟิ่งหวง’ ทันที รัศมีที่เกิดจากการเข่นฆ่าศัตรูนับไม่ถ้วนในสนามรบที่แผ่ออกมาจากตัวแม่ทัพใหญ่ทำให้พวกขันทีผวาเฮือกพวกเขาถอยหลังไป 2-3 ก้าว นางกำนัลก็ถอยกรูดไปทันทีเช่นกัน จูลี่ถิงลุกขึ้นยืนมองอย่างงุนงงไยลูกสาวของลูกสะใภ้ถึงได้ถูกจับตัวมาแบบนี้เล่า!
บุรุษทั้งหลายในงานเลี้ยงพอเห็นสตรีที่ถูกจับมาก็มองนางเป็นตาเดียว บางคนที่จำเสื้อได้ก็เอ่ยว่า “นี่มันคุณหนูเฟิ่งไม่ใช่รึ”
“นางคือคุณหนูเฟิ่งรึ?”
ฯลฯเสียงพูดคุยดังอื้ออึง
“คุณหนูเฟิ่งรึ?”ฮ่องเต้ถามพลางจ้องสตรีนางนั้น
“อ่า...” หยางซีถิงไม่รู้จะพูดอย่างไร
ฮองเฮาเห็นฮ่องเต้มอง ‘คุณหนูเฟิ่ง’ ไม่วางตานางพลันเกิดความระแวงขึ้นมาในใจรางๆ นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “นางกล้าขโมยของๆ ข้าช่างบังอาจเสียจริง”
“ไหนดูซิ ของอะไรกัน?”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นมา นางกำนัลที่ถือของชิ้นนั้นทำท่าอึกๆ อักๆ “เอ่อ...”
ขันทีที่อยู่ใกล้ๆจึงคว้าห่อผ้ามาแล้วคลี่ห่อผ้าออกทันใด ทำให้ของที่อยู่ในห่อผ้าเปิดเผยออกมานางกำนัลนางนั้นพลันดึงของในห่อผ้าไปทันที “ไม่ได้นะ!”
ขันทีจับผ้าไว้ทำให้ผ้าอยู่บนมือเขาแต่ว่าของไปอยู่ที่มือนางกำนัลแล้วทำให้สิ่งของที่ถูกขโมยชิ้นนั้นเผยโฉมต่อหน้าสาธารณชน!!!
ฮ่องเต้เมื่อเห็นของชิ้นนั้นชัดตาเขาก็อึ้งงันไป “นั่น!”
ฮองเฮาก็อึ้งงันไปเช่นกันนางไม่ได้อึ้งงันที่ของถูกขโมยไป เพราะนางรู้แต่แรกแล้วว่าของที่ถูกขโมยไปคืออะไรแต่ที่นางอึ้งงันคือมันถูกเปิดเผยต่อหน้าทุกคนนี่แหละนางเหลือบมองฮ่องเต้แล้วเอ่ยว่า “นี่เป็นของที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ข้าข้ารักมันยิ่งนักเพราะว่าขนาดของมันเท่ากับของฝ่าบาท”
“โอ...” บุรุษหลายๆคนที่เคยเห็นของที่คล้ายๆ กันมาก่อนก็อุทานออกมาพวกเขามองของสิ่งนั้นแล้วหันไปมองฮ่องเต้อย่างไม่อยากจะเชื่อและชื่นชม ‘ถ้าขนาดของมันเท่ากับของๆ ฝ่าบาทเช่นนั้นของฝ่าบาทก็ใหญ่ถึงขนาดนี้เชียวรึ!?’
หยางซีถิงมองของสิ่งนั้นแล้วไม่พูดอะไรนั่นคือ ‘ทวนหยก’ ที่ฮ่องเต้พระราชทานให้กับฮองเฮามันทำจากหยกบรรณาการ
ส่วนพวกสตรีที่แต่งงานแล้วพอเห็นของสิ่งนั้นชัดตาพวกนางก็เอียงอายก้มหน้าลงไป บางคนก็ลอบมองฮ่องเต้แวบหนึ่งสายตาพวกนางมองตรงกลางกายฮ่องเต้อย่างอยากรู้อยากเห็น ‘ใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว!?’
ส่วนสตรีที่ยังไม่แต่งงานก็ได้แต่มองดูของสิ่งนั้นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวพวกนางไม่รู้หรอกว่า นั่นคืออะไร พวกนางรู้แค่ว่า นั่นคือแท่งหยกขาวแท่งหนึ่งที่ใหญ่เท่ากับข้อมือพวกนางเลยและยาวราวๆ2 คืบ หยกขาวมันแพะแท่งนั้นขาวสะอาดยิ่งนัก ไม่มีตำหนิใดๆ เลยแกะสลักเป็นรูปมังกรพันเสา ตัวมังกรที่พันเสาดูคล้ายของจริงมากทีเดียว!
ฮ่องเต้ได้ยินฮองเฮาพูดเช่นนั้นก็มองนางทีหนึ่งเขาเห็นสายตาของหลายๆ คนมองมาที่เขา มีทั้งสายตาไม่อยากจะเชื่อมีทั้งสายตาอยากรู้อยากเห็น มีทั้งสายตาชื่นชม ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมานางรู้จักพูดจา เขาจึงรักนางตรงนี้แหละ แม้ว่าบางอย่างนางจะโกหกก็ตาม
เฟิ่งหวงยืนมองเรื่องราวอยู่ด้านข้างคล้ายกับกำลังดูงิ้วฉากหนึ่งแท่งหยกแท่งนั้น นางมองมันแล้วคิดถึงชาติที่แล้วที่หยางถิงเฟิงบอกนางว่าจะให้ ‘ทวนหยก’ที่เหมือนกับของที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ฮองเฮา ตอนนี้นางมองดู ‘ทวนหยก’ แท่งนั้นแล้วพลันสั่นสะท้านในใจขนาดของมันใหญ่พอๆ กับ ‘ทวนทองคำ’แท่งแรกที่เขาให้นางเป็นของขวัญวันปักปิ่นในปีนั้นในชาติที่แล้ว
“ฮึ! กล้าขโมยของๆ ข้า ตัดมือนางซะ” ฮองเฮาแค่นเสียงพลางสั่งน้ำเสียงโหดเหี้ยมฮ่องเต้พลันขัดขึ้นว่า “สอบถามเสียก่อนเถอะ นางเป็นคนของท่านหมอกู่นางจะเป็นขโมยจริงๆ รึ?”
“เสด็จพ่อเพคะบางทีนางอาจจะพนันขันต่อกับคนอื่นไว้ก็ได้เพคะ หากว่านางขโมยสำเร็จ นางก็ชนะน่าจะเป็นเช่นนี้กระมังเพคะ” องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยพลันลุกขึ้นกุมมือพูด คนอื่นๆที่ฟังอยู่พากันซุบซิบ “เอ...หรือจะเป็นอย่างที่องค์หญิงบอก”
“ข้าน้อยเห็นนางแอบเข้าไปในตำหนักแล้วขโมย‘แท่งหยก’ ออกมาจริงๆ เพคะพอนางเห็นข้าน้อยนางก็ตกใจรีบวิ่งหนีไปข้าน้อยวิ่งไล่ตามนางไปจนนางหายไปข้าน้อยจึงได้รีบมากราบทูลฮองเฮาเพคะ”นางกำนัลที่ถือ ‘ทวนหยก’ บอก
“เป็นนางจริงๆ รึ?”ฮ่องเต้ถามย้ำ นางกำนัลพยักหน้าแล้วยืนยันว่า “เพคะ เป็นนางเพคะไฟในตำหนักสว่างถึงเพียงนั้น ข้าน้อยจำไม่ผิดเพคะ อีกทั้งนางงดงามถึงเพียงนี้ข้าน้อยไม่มีทางจำผิดหรอกเพคะ”
“อึกๆๆๆ...” นางกำนัลส่งเสียงแต่ว่าถูกผ้าอุดปากเอาไว้ซ้ำผมเผ้ายังหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงตกลงมาปิดหน้าปิดตา หยางถิงเฟิงจึงปลอบนางว่า“ไม่ร้องๆ ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ขโมย”
“จะไม่ใช่นางได้อย่างไรในเมื่อนางกำนัลของเสด็จแม่ยืนยันแล้วว่าเป็นนางอีกทั้งนางกำนัลคนนี้ก็ไม่ได้รู้จักคุณหนูเฟิ่งมาก่อน จะบอกว่านางใส่ร้ายคุณหนูเฟิ่งงั้นรึ?”องค์หญิงเซี่ยเจ้าเหม่ยเอ่ยขึ้นมา มือนางกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อนางแทบอยากจะเข้าไปฉีกทึ้งนังแพศยานั่นให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้!
“ในเมื่อคนของข้ายืนยันแล้วว่าเป็นนางอีกทั้งนางก็ไม่รู้จักนางมาก่อน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะใส่ร้ายนางนางกล้าขโมยของๆ ข้า พอถูกจับได้ก็กลัวความผิดขึ้นมา ฝ่าบาทเพคะเรื่องนี้ปล่อยให้ข้าลงโทษคนทำผิดเองเถอะเพคะ” ฮองเฮาพูดขึ้นมาพลางมองฮ่องเต้แอบส่งสายตายั่วยวนให้เขา ฮ่องเต้ถูกยั่วยวนกลางสาธารณชนพลันลืมเรื่องอื่นไปเลยเขาพยักหน้าอนุญาต “อืม”
ครั้นนึกได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปเขาจึงรีบบอกว่า “อย่างไรก็อย่าให้หนักหนาเกินไปล่ะ”
“เพคะ”ฮองเฮารับคำแล้วสั่งขันทีว่า “พานางไปขังไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยตัดสินโทษของนางวันนี้เป็นวันเกิดข้า เป็นวันมงคล ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องอัปมงคล”
“พะย่ะค่ะ”ขันทีรับคำสั่งแล้วขยับก้าวไปจะจับ ‘คุณหนูเฟิ่ง’ ไปขังไว้ แต่หยางถิงเฟิงมองตาดุวาวราวกับพยัคฆ์ทันที“ใครกล้าแตะต้อง...อ่ะ ท่านพ่อ! ปล่อยข้า!”
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกท่านพ่อจับลากออกไปเสียก่อนเขาจึงดิ้นจนหลุด เขากำลังจะก้าวไปหา ‘หวงเอ๋อร์’ พลันเงาๆ หนึ่งก็ก้าวมาขวางเขาเอาไว้ และเสียงเพี๊ยะ! ก็ดังขึ้น
“เฟิงเอ๋อร์! หากเจ้ายังดื้ออีก ข้าก็ไม่มีหลานเช่นเจ้า!”จูลี่ถิงตวาด นางเจ็บมือนัก แต่ในใจนางเจ็บยิ่งกว่า นางแทบไม่ตีหลานเลยสักแปะวันนี้กลับลงมือตบหน้าเขาต่อหน้าผู้คน แม้ว่าจะทำให้เขาอับอายแต่ว่านางก็ยังต้องทำ จะปล่อยให้เขาปกป้องคนๆหนึ่งจนพาทั้งจวนถูกลงโทษไปด้วยไม่ได้ อีกทั้งเด็กเฟิ่งหวงนี่ก็ไม่ใช่หลานแท้ๆของนาง ในเมื่อนางทำผิด ก็ปล่อยให้นางถูกลงโทษไปเถอะ อย่างมากแค่ถูกโบย 5 ที 10 ทีจะเป็นไรไป ยังไม่ถึงขั้นพิการเสียหน่อย
“ท่านย่า”หยางถิงเฟิงตกตะลึงไป ท่านย่าที่รักเขาราวกับเขาคือไข่มุกในฝ่ามือวันนี้นางกลับตบเขา!
“พาเขากลับไปก่อน”จูลี่ถิงสั่ง หยางซีถิงรับคำ “ขอรับท่านแม่”
“ขอประทานอภัยด้วยเพคะที่เสียมารยาทต่อหน้าฝ่าบาทและฮองเฮา”จูลี่ถิงหันไปคุกเข่าลงโขกศีรษะโปกๆ ฮ่องเต้จึงรีบบอก “เอาล่ะๆเจ้าพาหลานกลับไปก่อนเถอะ”
“ขอบพระทัยเพคะ”จูลี่ถิงกล่าวแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็ดึงแขนหลานชายไปด้วยหยางซีถิงก็ดึงแขนลูกชายอีกข้างพาเดินออกไป เขาเชื่อว่าฮ่องเต้จะต้องดูแลเฟิ่งหวงไม่ให้ถูกลงโทษหนักหนาเกินไปแน่นอนดังนั้นเขาจึงวางใจกลับไปก่อน ส่วนเรื่องที่หวงเอ๋อร์ขโมยหรือไม่ขโมยเขาจะให้คนสืบทีหลัง หากว่าได้ความว่าเฟิ่งหวงไม่ได้ทำผิด เขาก็จะนำหลักฐานต่างๆมาแสดงต่อฮ่องเต้แล้วขอรับตัวเฟิ่งหวงกลับไป
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readclub.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : @www.readclub.in
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ