“ให้ตายเถอะ ข้านึกภาพไม่ออกจริง ๆ หากต้องสู้กับ 2 ตัวนี้” ชื่อหวันเฉิงกล่าวออกมาอย่างลืมตัว
“น้องฟง ข้าขอถามอีกรอบ เสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮ่ยอยู่ระดับใดชนชั้นอะไร” เตียวเซียงหันไปถามชายหนุ่ม เพราะนางจำได้ว่าครั้งแรก ๆ ที่นางรู้เรื่องสัตว์อสูรรับใช้ นางเคยถามชายหนุ่มไปแล้ว แต่ในเวลานั้นนางมัวแต่ตกหลุมความน่ารักของสัตว์อสูรตัวน้อยทั้งสองอยู่ จึงคล้ายไม่ตั้งใจรับฟังเท่าไหร่
“ใช่เหมือนเจ้าไม่เคยบอกกล่าวเรื่องนี้” หลี่เทียนชื่อเองก็ถามเช่นกัน
“หืม? ข้าว่าข้าบอกพวกเจ้าไปหมดแล้วนะ เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ยอยู่ระดับนภาขั้น 5 ชนชั้นราชาทั้งคู่” ไฮฟงตอบไปอย่างงงวย เขาว่าเขาบอกกับทุกคนไปแล้วเรื่องสัตว์อสูรรับใช้ของเขาทั้ง 2 ตัวนี้
“พวกเราอย่าลืมสิ ว่าเวลานี้พวกเราเพิ่งกำจัดพวกมันไป การระเบิดของปราณกำลังจะเกิดขึ้น” หลิวอี้เรียกสติของทุกคน
“แล้วพวกเราควรดูดซับตัวไหนก่อนกันดี” หลินชิงจ้าวถามเพราะนางอยากดูดซับจากตัวหมูป่าราชามากกว่าพวกลูกสมุน เช่นเดียวกับคนที่เหลือที่แสดงออกชัดเจน
“พวกเจ้าไปดูดซับพวกชนชั้นปกครองก่อน ตัวราชามันไม่มีการระเบิดของปราณ เพราะว่าตั้งแต่ระดับเมฆาขึ้นมา พวกสัตว์อสูรจะมีแก่นอสูรขึ้นมาแทน จึงไม่เกิดการระเบิดของปราณ พวกเราต้องนำแก่นอสูรไปทำให้บริสุทธิ์ด้วยมุกแก้วดูดซับ แล้วจึงค่อยนำปราณนั้นมาใช้อีกที พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือไร ข้าว่าบอกพวกเจ้าไปแล้วนะ” ไฮฟงกล่าวย้ำ ก่อนที่ทุกคนจะแสดงสีหน้าละอาย เพราะพวกเขาละโมบในพลังจนหลงลืมเรื่องนี้ไปหมดสิ้น
แต่ก่อนที่ทุกคนจะตั้งตัว ซากร่างของราชาหมูป่าก็หายไป ไฮฟงได้แต่เอามือนวดขมับเพราะเขาหลงลืมคำสั่งสำคัญที่ต้องบอกกล่าวต่อสัตว์อสูรรับใช้ทั้งสอง เหตุเพราะมัวแต่พูดคุยกับคนอื่น ดังนั้นบริเวณที่สมควรมีซากร่างราชาหมูป่าเถาวัลย์ จึงเหลือแต่เพียงผลึกก้อนสีเขียวเท่าไข่ไก่ตกอยู่บนพื้นเท่านั้น ส่วนร่างราชาหมูป่าเถาวัลย์นั้นมันก็ไม่ได้หายไปไหน แค่หายไปในมิติท้องของจอมตะกละทั้งสองนั่นเอง
“หมดกันอาหารเที่ยงของพวกเรา” ไฮฟงกล่าวอย่างเสียใจ
เพราะตามคำบอกเล่าของพนักงานสมาคมฯ กล่าวไว้ว่า เนื้อราชาหมูป่าเถาวัลย์นั้น มีความอร่อยไม่แพ้เนื้อกระต่ายขาวจนถึงอร่อยกว่าด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือมันมีชั้นไขมันที่กระจายตัวจนเกิดลายหินอ่อน ซึ่งถือว่าเป็นเนื้อชั้นยอดก็ว่าได้ เขาจึงตัั้งใจว่าจะใช้มันทำอาหารให้ทุกคนได้กิน ส่วนที่เหลือจะได้นำไปขายให้กับทางสมาคมเพราะเป็นเนื้อที่ขาดตลาดราคาจึงสูงมาก แต่เวลานี้ทุกส่วนของซากร่างนั้นมันก็หายไปแล้ว ไฮฟงถอนหายใจอีกหลายรอบก่อนจะเดินไปหยิบแก่นอสูรที่ส่องแสงสีเขียวขึ้นมาเก็บ แล้วจับ 2 ตัวเล็กโยนกลับเข้าไปในมิติสัตว์เลี้ยงอย่างอารมณ์ขุ่นมัว
“นี่คือแก่นอสูรระดับเมฆา สังเกตได้จากแสงที่เปล่งออกมาเป็นสีเขียว การจำแนกแก่นอสูรว่าเป็นระดับใดนั้น เป็นเช่นเดียวกับสีพลังปราณของพวกเรา” ไฮฟงกล่าวแนะนำคนอื่น ๆ ที่เวลานี้กำลังดูดซับปราณจากพวกซากร่างหมูป่า
ดังที่รู้กันคือ พิภพปราณเป็นสีม่วง ภูผาเป็นสีฟ้าคราม เมฆาปราณเป็นสีเขียว นภาปราณเป็นสีเหลือง โลกาปราณเป็นสีส้มแสด สวรรค์ปราณเป็นสีแดง แต่โดยปกติแล้วผู้ฝึกตนปราณในระดับพิภพ ภูผาและเมฆานั้น การจะเห็นสีของปราณนั้นยาก เว้นเสียว่าวิชายุทธที่ใช้ออกจะอยู่ในระดับนภา จึงจะสามารถชักนำปราณออกมาให้เห็นได้ หรือต้องใช้ศิลาสร้างโลกเป็นตัวกลางในการวัดระดับพลังปราณที่จะช่วยจำแนกสีพวกนี้ออกตามระดับพลัง
เมื่อทุกคนดูดซับปราณในอากาศจากการปะทุเรียบร้อยแล้ว หลิวอี้และกลุ่มเพื่อนจึงเดินไปยังใต้ต้นไม้ยักษ์ ที่โคนต้นไม้นั้นมีแท่งผลึกใสตั้งโดดเด่นอยู่ ขนาดของมันนั้นสูงกว่าความสูงของหลิวอี้ถึง 2 เท่า บนแท่งผลึกใสนั้นมีอักษรจารึกชัดเจนว่า “ทางออก” หลายคนรู้ดีว่าแท่งผลึกนี้คืออะไร เพราะในทวีปธาตุทั้งหกก็มีเช่นกัน มันถูกเรียกในชื่อว่า “ศิลาสร้างโลก” นอกจากที่มันถูกใช้เป็นที่จารึกประวัติการกำเนิดโลกจอมยุทธนี้แล้ว มันยังเป็นกลไกพิเศษอีกด้วย ทั้งเป็นแม่กุญแจทางเข้าคลังสมบัติราชวงศ์ของแต่ละแคว้น เป็นอุปกรณ์วัดระดับปราณในสำนักใหญ่ และอันที่อยู่เบื้องหน้าหลิวอี้นี้ยังเป็นศิลาที่ไว้ส่งพวกเขาออกจากพื้นที่พิเศษนี้อีกด้วย หลักการใช้งานนั้นง่ายมาก เพียงถ่ายพลังปราณเข้าไปในผลึกก็พอ
หลิวอี้เดินไปยังผลึกแท่งนั้นก่อนจะวางมือทาบลงไป พร้อมกับส่งปราณเข้าไปในผลึกจนเกิดแสงสีเหลืองส่องสว่างออกมา ไม่นานทุกคนในพื้นที่พิเศษแห่งนี้ก็ได้ยินเสียงประกาศของระบบ
[ตรวจพบการผ่านเงื่อนไขลับ “การล่าเชิงอนุรักษ์”]
[ระบบกำลังประเมินคะแนนกลุ่มผู้พิชิตพื้นที่พิเศษ “หมู่ป่าเถาวัลย์”]
.
.
.
[อันดับกลุ่มของพวกคุณคือ “ทองคำขาว”]
[รางวัลที่ได้รับ : ยันต์อัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้ระดับทองแดง 6 ใบ, โอสถเสริมปราญระดับภูผาขั้นสูงความบริสุทธิ์ 10 ส่วน 6 เม็ด, ยันต์สุ่มทักษะระดับเมฆา 1 ใบ]
[ระบบจะทำการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่พิเศษหมูป่าเถาวัลย์ใน 60 ลมหายใจ] //3 นาที
จากที่ไฮฟงเคยบอกไว้ทำให้หลิวอี้และคนอื่น ๆ รู้ว่า อันดับทองคำขาวที่พวกเขาได้มานั้น นับว่าเป็นอันดับประเมินที่สูงมาก เป็นรองเพียงอันดับเพชรเท่านั้น โดยปกติจะแบ่งจากต่ำไปสูงคือ เหล็ก ทองแดง เงิน ทอง ทองคำขาวและเพชร ส่วนรางวัลพิเศษที่ระบบให้มาจากการพบเงื่อนไขลับคือ จำนวนของยันต์อัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้ที่เท่ากับจำนวนคนที่เข้ามาในพื้นที่พิเศษ โดยปกติจะมีโอกาสได้รับอัตราเพียง 1 ชิ้นในการพิชิตพื้นที่ 5 รอบ ซึ่งถือว่าได้ยากพอสมควร
แต่ก่อนที่ทุกคนกำลังจะถูกเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่พิเศษ หลิวอี้เกิดความสงสัยในต้นไม้ยักษ์ ทำให้เขามองไปรอบ ๆ ก่อนจะสังเกตเห็นว่าตามลำต้นของต้นไม้ยักษ์นั้น มีกิ่งก้านแตกออกมาเป็นระยะ ๆ ที่คล้ายจะสามารถให้คนกระโดดไปยังบนต้นไม้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นแต่ละกิ่งก็สูงพอสมควร คนที่จะสามารถขึ้นไปได้ อย่างน้อย ๆ ต้องมีวิชาตัวเบาระดับเมฆา หลิวอี้เห็นว่าเวลาเหลือไม่มากนัก เขาจึงใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาแสงดาวตก ที่กระโดดทีเดียวร่างของหลิวอี้ก็มาถึงกิ่งสุดท้ายที่แตกออกมาจากส่วนกลางลำต้น
พอหลิวอี้ขึ้นมาถึงเขาต้องประหลาดใจ เพราะว่าบนลำต้นไม้นี้มีแอ่งน้ำอยู่ และกลางแอ่งน้ำนั้นมีตอไม้ที่ถูกตัดจนเรียบ แต่สิ่งที่สะดุดตาหลิวอี้คือกล่องไม้ใบหนึ่ง เสียงระบบยังคงนับถอยหลังเตือนหลิวอี้ เขาจึงรีบหยิบกล่องไม้ขึ้นมาทัน ก่อนที่เวลาจะหมดลง ร่างของหลิวอี้มีแสงล้อมรอบ เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ก่อนจะรู้ตัวอีกทีพวกเขาทั้ง 6 คน ก็กลับมาอยู่หน้าประตูศิลาพื้นที่พิเศษแล้ว
“กล่องอะไรรึ พี่สาม” ชื่อหวันเฉิงสังเกตเห็นหลิวอี้ถือกล่องไม้อยู่ในมือ
“ข้าพบมันบนยอดต้นไม้ยักษ์นั่น” หลิวอี้บอกกล่าว ก่อนจะลองเปิดกล่องไม้ แต่พบว่าเขาไม่สามารถเปิดมันออกได้ และในเวลาเดียวกันเสียงของระบบก็ดังขึ้นในหัวของหลิวอี้
[เงื่อนไขในการเปิดกล่องยังไม่ครบ กรุณาลองใหม่ในครั้งหน้า]
เช่นเดียวกันกับคนอื่น ๆ เมื่อเห็นสิ่งที่หลิวอี้ทำหลายคนเลยทดลองเปิดบ้าง และพวกเขาก็ได้ยินเสียงของระบบเช่นเดียวกับหลิวอี้ ไฮฟงจึงบอกพวกเขาว่า ในเมืองสายน้ำมีโรงประมูลอยู่และพนักงานที่นั้นมีทักษะ “ประเมิน” ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบสิ่งของที่ไม่ทราบที่มาหรือเงื่อนไขพิเศษเช่นกล่องไม้ชิ้นนี้ได้ ทำให้หลิวอี้และคนอื่น ๆ วางแผนที่จะไปโรงประมูลเพื่อตรวจสอบกล่องไม้ใบนี้ แต่ก่อนนั้นทุกคนก็นำยันต์อัญเชิญสัตว์อสูรออกมา
ทั้ง 6 คนมองหน้ากันโดยนัยตาแสดงถึงความต้องการของพวกเขาชัดเจน พวกเขาจึงส่งพลังปราณเข้าสู่ยันต์ทันที พร้อมกับเกิดแสงสว่างขึ้นที่ยันต์ของแต่ละคน ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงหายไป พร้อมกับเกิดวงแสงที่พื้นดินด้านหน้าของพวกเขาแต่ละคน ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ปรากฏร่างของเหล่าสัตว์อสูรหลากหลายสายพันธุ์
“น่ารัก”
เป็นเตียวเซียงที่กล่าวพูดออกมาเป็นคนแรกและทำลายความเงียบของทุกคน เพราะสัตว์อสูรรับใช้เบีื้องหน้าของเตียวเซียงคือ ลูกจิ้งจอกสีขาวอ้วนกลมแสนน่ารัก มันค่อย ๆ เปิดเปลือกตาเผยให้เห็นดวงตากลมโตสุกใสสีฟ้าครามแสนงดงาม ก่อนที่มันจะเดินเอาหัวมาถูกับขาของเตียวเซียงจนน่าเอ็นดู
“ต่อไปนี้เจ้าจะชื่อ ฉัวะเอ๋อ” ที่เตียวเสียงตั้งชื่อนี้เพราะนางเห็นถึงหน้าต่างสถานะและสายพันธุ์สัตว์อสูรรับใช้ตัวนี้ของนางแล้ว มันเป็นจิ้งจอกหิมะเหมันต์ เพศเมียชนชั้นสามัญ ที่มีระดับพลังพิภพขั้น 5 ถึงพลังของมันจะอ่อนแอ แต่ความน่ารักของมันเอาไปเต็มสิบ
“เช่นนั้นเจ้าจงชื่อ เนี่ยวเทียน” หลินชิงจ้าวตั้งชื่อให้สัตว์อสูรรับใช้ของนางบ้าง มันคือนกตัวน้อยที่มีสีสันสดใสราวสายรุ้ง มันคือปักษาสวรรค์เพศเมียชนชั้นสามัญ ระดับพลังพิภพขั้น 5 เช่นกัน ตัวของมันเล็กมากยามเกาะอยู่บนปลายนิ้วของหลินชิงจ้าว ดูแล้วน่าทะนุถนอม
คนอื่น ๆ นั้นต่างก็ได้สัตว์อสูรรับใช้สายพันธุ์ต่างกันไป ไฮฟงได้รับกวางเขาทอง มีชื่อว่าเสี่ยวจิน ชื่อหวันเฉิงได้รับราชสีห์เพลิงโลกันตร์นามว่าอาจง หลี่เทียนชื่อได้มังกรอัคนีนามว่าจินเทียน ทั้งหมดต่างอยู่ในชนชั้นสามัญและระดับพลังพิภพขั้น 5 เท่ากันกับคนอื่น ๆ มีเพียงหลิวอี้ที่ต่างไปจากคนอื่น เพราะเขาได้รับไข่หนึ่งฟอง มันคือไข่จริง ๆ แถมหน้าต่างก็บอกเพียงว่ามันคือไข่สัตว์อสูรสายพันธุ์สุนัขที่รอการฟัก ระดับพลังเพียงพิภพขั้น 1 ชนชั้นสามัญเช่นกัน
“ดูเหมือนว่าเจ้าพบเจอเรื่องประหลาดอีกแล้วนะน้องสาม” ไฮฟงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา เพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ายันต์อัญเชิญเคยได้ไข่สัตว์อสูรรับใช้มาก่อน
“ข้าตกใจเช่นกัน ดูเหมือนว่าข้าต้องฟักไข่ฟองนี้ แต่ยังดีที่ระบบมิติสัตว์เลี้ยงใช้ได้ปกติ” หลิวอี้อดถอนหายใจไม่ได้กับสิ่งที่เขาอัญเชิญมา
“ข้าถูกใจนัก อาจงของข้าเวลานี้ไม่ต่างจากแมวน้อยเช่นเสี่ยวไป๋ของพี่รองเลย ดูสิมันน่ากอดมาก ๆ” ชื่อหวันเฉิงอดไม่ได้ที่จะโอ้อวดสัตว์รับใช้ของตนต่อผู้อื่น
“ก็แค่แมวสีส้ม มีหรือจะสู้เสี่ยวไป๋ของน้องฟงกับฉัวะเอ๋อของข้าได้ ทั้งอ้วนทั้งกลมราวก้อนหิมะ” เตียวเซียงกอดจิ้งจอกน้อยของนางมาอวดด้วยเช่นกัน จนคนอื่น ๆ ได้แต่อมยิ้มกับสองคนนี้ แน่นอนว่าสัตว์รับใช้ของคนอื่น ๆ ต่างอยู่ในวัยเด็กทั้งสิ้น พวกมันแทบจะใช้ต่อสู้ในเวลานี้ไม่ได้เลย
“ยามเมื่อพวกมันพัฒนาถึงระดับภูผามันก็จะเจริญเติบโตขึ้นมาก พวกเจ้าพยายามเข้าละ ส่วนไข่อสูรรับใช้น้องสาม คงต้องไปสอบถามกับทางสมาคมฯ ถึงวิธีฟักมัน” ไฮฟงกล่าวอย่างจนปัญญา
“เดี๋ยวก่อนสิ ในเมื่อเสี่ยวไป๋คือพยัคฆ์ระดับนภา ไม่สิเสี่ยวเฮ่ยด้วยเหมือนกัน ทำไมมันยังเป็นลูกแมวกับลูกกระต่ายอยู่ละ” ชื่อหวังเฉิงทักขึ้นด้วยความไม่เข้าใจ
“มันคือร่างจำแลง”
ไฮฟงพูดพร้อมกับนำสัตว์อสูรสีขาวและดำของเขาออกมาอีกครั้ง จากนั้นไม่นานพวกมันก็ขยายขนาดคืนสู่ร่างเดิม ทำให้ทั้งกลุ่มอดไม่ได้ที่จะก้มมองดูสัตว์เลี้ยงของตัวเองทันที พร้อมกับความคิดในใจของแต่ละคนว่า ‘ข้าจะไม่ให้พวกมันน้อยหน้าเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮ่ยเด็จขาด’ ถึงเสี่ยวเฮ่ยจะเป็นกระต่ายสีดำ แต่มันก็ยืนสองขาโดยมีขนาดตัวเท่าเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบปี แต่ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงคือเสี่ยวไป๋ เพราะร่างของมันใหญ่โตเท่าบ้านหลังหนึ่งได้เลย พวกเขาจึงรู้ได้ทันทีว่าทำไมไฮฟงต้องให้มันอยู่ในร่างลูกแมวอยู่ตลอด เพราะมันคงยากที่จะพาไปไหนมาไหนนั่นเอง
พวกเขาพูดคุยกันอีกพัก ก่อนจะแยกย้ายเข้าไปสำรวจมิติสัตว์เลี้ยงของแต่ละคน หลิวอี้อ่านรายละเอียดของมิติตนเองก็เข้าใจได้ทันทีว่า หากต้องการพัฒนาพื้นที่มิติจำต้องผ่านเงื่อนไขพิเศษ ทั้งการใช้เงินเหรียญในการซื้อขายของใช้ในร้านค้าของระบบมิติสัตว์เลี้ยง การเพิ่มจำนวนสัตว์รับใช้เพื่อขยายพื้นที่ ตลอดจนระดับพลังของพวกมันก็เป็นเงื่อนไขทั้งสิ้น ทำให้หลิวอี้ต้องวางแผนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมิติสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถทำให้ตระกูลของเขาเจริญก้าวหน้าอย่างมาก หากใช้พวกมันอย่างถูกวิธี
หลังจากที่ทุกคนรับรู้ถึงความสามารถของมิติสัตว์เลี้ยงแล้ว ทำให้พวกเขาตัดสินใจเข้าพื้นที่พิเศษหมูป่าเถาวัลย์อีกรอบ ทำให้ 3 วันที่ต้องรอพื้นที่เปิด พวกเขาได้กวาดล้างสัตว์อสูรรอบ ๆ หมู่บ้าน โดยเฉพาะสัตว์อสูรลิงภูเขาถูกพวกหลิวอี้ใช้เป็นแหล่งปราณชั้นดี ถึงจำนวนพวกมันจะเยอะอย่างมาก แต่ 3 วันนี้จำนวนประชากรสัตว์อสูรลิงภูเขาลดลงจนสังเกตได้ ทำให้ทางสมาคมต้องเข้ามาขอความร่วมมือกับพวกหลิวอี้ให้เบาการล่าลิงเหล่านี้ เพราะมันเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์หากพวกหลิวอี้ยังคงล่าพวกมันเช่นเดิม
เมื่อพื้นที่พิเศษหมูป่าเถาวัลย์เปิดอีกรอบ พวกหลิวอี้ก็เข้าไปจัดการพวกมันเช่นครั้งก่อน โดยไม่ลืมการล่าเชิงอนุรักษ์ ทำให้พวกเขาทั้ง 6 คนได้รับยันต์อัญเชิญตามจำนวนผู้เข้าร่วมพื้นที่เช่นครั้งก่อน เมื่อยืนยันได้ว่าสามารถทำเงื่อนไขลับนี้ซ้ำได้ พวกหลิวอี้จึงนำเรื่องนี้ไปแจ้งกับทางสมาคม ทำให้พวกเขาได้รับรางวัลเป็นบัตรเข้าร่วมงานประมูลของสมาคมการค้าที่เมืองสายน้ำ
การอัญเชิญสัตว์อสูรรับใช้รอบสองนี้ ทุกคนต่างได้สัตว์อสูรเพิ่มอีกคนละตัว เตี่ยวเซียงได้เพียงพอนสายลมชื่อเสี่ยวฉวน หลินชิงจ้าวได้หมาป่าเวหาชื่อหลันเทียน ไฮฟงได้อินทรีขนเงินชื่อเสี่ยวหยีน ชื่อหวันเฉิงได้คเชนทร์เหมันต์นามว่าอาฉิง หลี่เทียนชื่อได้มังกรนภานามว่าจินหมิง และหลิวอี้ได้ไข่อีก 1 ฟองซึ่งเป็นไข่เต่า
“ทำไมข้าถึงได้แต่ไข่?” หลิวอี้อดไม่ได้ที่จะถามโชคชะตาของตน พร้อมกับหันไปมองพี่ใหญ่ของเขาที่ มีลูกมังกรแสนสง่างามสองตัวลอยวนไปมาจนหน้าเกรงขาม
โปรดติดตามตอนต่อไป…
ระดับพลังของกลุ่มหลิวอี้ในเวลานี้
ไฮฟง มีระดับเทียบเท่าสวรรค์ขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับเมฆาขั้นกลาง (ขั้น 6)หลิวอี้ เทียบเท่าระดับโลกาขั้นกลาง (ขั้น 5) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับพิภพขั้นปลาย (ขั้น 9)หลี่เทียนชื่อ เทียบเท่าระดับโลกาขั้นต้น (ขั้น 2) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นกลาง (ขั้น 7)ชื่อหวันเฉิง เทียบเท่าระดับเมฆาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นต้น (ขั้น 2)เตียวเซียง ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ เมฆาขั้นต้น (ขั้น 2)หลินชิงจ้าว ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ เมฆาขั้นต้น (ขั้น 2)