เมื่อเย่เสวี่ยอี๋มองไปที่โอสถแก่นทองคําตรงหน้า สีหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ แววตาเปล่งประกายวาววับอึ้งตะลึงพูดไม่ออกเป็เวลานาน
ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ เย่จื่อเฟิงได้ดูดซับปราณิญญาออกจากโอสถแก่นทองคําไปมากแล้ว ดังนั้นคุณภาพของมันจึงไม่มากมายเท่าของเดิม คุณภาพลดลงมาจนเหลือระดับหวง แม้แต่เย่จื่อเฟิงก็ยังไม่คิดว่าคุณภาพของมันจะลดระดับถึงเพียงนี้ ถึงกระนั้นโอสถระดับหวงจะถูกสรรค์สร้างด้วยน้ำมือของพี่ชายแสนไม่เอาถ่านของนางได้อย่างไร นอกจากนี้หากควานหาโอสถระดับหวงจนทั่วเมืองเหลยโจวก็ยังมีแค่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะเย่จื่อเฟิงโบกมือไปมาตรงหน้าของนาง คาดว่านางก็คงยังไม่ได้สติกลับคืน
เสวี่ยอี๋กัดริมฝีปากเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า " ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านจงบอกความจริงแก่ข้ามาซะดีๆ ว่าท่านไปขโมยโอสถแก่นทองคําเม็ดนี้มาจากไหน!?”
"ขโมย!? ขมงขโมยอะไรกันเล่า ข้าปรุงมันเองกับมือ? " เย่จื่อเฟิงขมวดคิ้วย่น เขาเป็ถึงปรมาจารย์โอสถที่เก่งกาจที่สุดในโลกหล้า ตราบใดที่มีวัตถุดิบส่วนผสมอยู่ตรงหน้า ต่อให้เขาอยู่ในระดับระดับกำเนิดปราณ หรือต่อให้เป็โอสถวิเศษชนิดใด ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่สามารถกลั่นสกัดได้
" ไม่ เป็ไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด! ั้แ่เล็กจนเติบใหญ่ข้าเติบโตมากับท่าน ข้ารู้จักท่านดีรู้คัมภีร์ทุกเล่มที่ท่านอ่าน ท่านชอบดูภาพสาวงาม ภาพบุปผา ภาพลามกแอบซุกไว้ในคัมภีร์มากมายท่าน แต่ท่านก็ไม่เคยเปิดอ่านคัมภีร์เ่าั้ แต่ท่านไปอ่านคัมภีร์การกลั่นสกัดปรุงยาั้แ่เมื่อไหร่กัน!?” เย่เสวี่ยอี๋กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
เย่จื่อเฟิงฟังเื่ที่น่าอับอายนี้อยู่พักหนึ่ง เขาไม่เคยคิดว่าร่างนี้นอกจากจะไม่เอาถ่านแล้วยังทำตัวน่าอับอายบ้ากามอย่างที่สุด ดูเหมือนว่าเขาคงจะต้องกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาเสียแล้ว
" สบายใจได้ไม่ว่าท่านจะลามกจกเปรตมากแค่ไหน แต่ท่านเป็พี่ชายของข้า เมื่อครบกำหนด 3 วัน ข้าจะช่วยหาวิธีนำโอสถที่ท่านขโมยมาไปคืนให้แก่เ้าของ แล้วข้าก็สัญญาว่าจะไม่นำเื่นี้ไปฟ้องท่านพ่อด้วย! "
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเย่จื่อเฟิงก็ยิ้มอย่างขมขื่น ภายในใจก็แอบคิดว่าตัวข้านี่แหละปรมาจารย์โอสถไม่ต้องไปหาคนอื่นแล้ว พี่ชายเ้าที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ไง! ถึงกระนั้นหัวใจของเขาก็รู้สึกอบอุ่นอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเขาจะไม่มีอะไรดีเลย แต่น้องสาวคนนี้ก็ยังเป็ห่วงเป็ใยเขาอยู่เสมอ
" เสวี่ยอี๋ในเมื่อเ้ารู้เช่นนั้น เ้าคิดว่าคนอย่างข้ามันเป็ไอ้ขี้ขโมยเช่นนั้นรึ? "
ไม่ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเย่เสวี่ยอี๋เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเพิ่งจะตระหนักว่าพี่ชายของตนเองเป็คนขี้โรคอ่อนแอ ไม่มีทางที่คนอย่างเขาจะกล้าขโมยโอสถของผู้อื่น แล้วโอสถเม็ดนี้มาจากไหนกัน?
" ถ้าเช่นนั้น โอสถแก่นทองคําเม็ดนี้เป็ของปลอมใช่หรือไม่? "
เมื่อเห็นนางพูดเองสรุปเองเช่นนี้ เย่จื่อเฟิงถึงกับอึ้งจนพูดไม่ถูกเลยทีเดียว ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรดูเหมือนแม่น้องสาวตัวดีจะไม่มีวันยอมเชื่อ นอกจากให้นางได้เห็นกับตาของตนเอง นางจะต้องเชื่อเขาอย่างแน่นอน
" เอาล่ะๆ สรุปก็คือไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ไม่เชื่อ เ้าไม่คิดบ้างเลยหรือว่า บางทีพร์ของพี่ชายเ้าอาจจะตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน!? " เย่จื่อเฟิงคิดว่านี่เป็ข้ออ้างที่ดีที่สุด
" เื่เช่นนี้ เป็ไปได้ด้วยหรือ? "
" เป็ไปด๊าย มันเป็ไปได้อยู่แล้ว " เย่จื่อเฟิงยิ้มแห้งๆ ตอบเสียสูงแสร้งพยักหน้าเออออ แต่ในความเป็จริงสิ่งที่เขากล่าวไป มันเป็ไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ที่เขาทำได้เพราะเขาเป็ปรมาจารย์โอสถนั่นเอง
เย่เสวี่ยอี๋มองเขาด้วยสายตาสงสัยสุดฤทธิ์ แล้วนางก็เอ่ยขึ้นว่า " ท่านพี่ ท่านอยากให้ข้าเชื่อว่า ท่านเป็ผู้กลั่นสกัดโอสถเม็ดนี้ใช่หรือไม่? เอาล่ะ... ถ้าอยากให้ข้าเชื่อ ท่านต้องกลั่นสกัดโอสถระดับหวงให้ข้าได้เห็นกับตา เมื่อนั้นข้าถึงจะเชื่อท่าน! "
ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเสียที เย่จื่อเฟิงฟังแล้วก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก หลังจากพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามานาน ในที่สุดเสวี่ยอี๋เปิดโอกาสให้เขาพิสูจน์
"แล้ววัตถุดิบล่ะ? " เขามองไปที่เย่เสวี่ยอี๋ด้วยความคาดหวัง นางเป็คนฉลาดเฉลียวย่อมรู้ว่า ถ้าไม่มีข้าวสารจะหุงข้าวได้อย่างไร เมื่อใดที่มีวัตถุดิบเขาถึงสามารถกลั่นสกัดปรุงโอสถได้ บางทีอาจจะยกระดับโอสถให้คุณภาพสูงขึ้นกว่าเก่า แล้วมันจะช่วยให้เขาเลื่อนขั้นขึ้นสู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 ได้
" ท่านพี่ ท่านมาเอาดีทางด้านปรุงยาั้แ่เมื่อไหร่? จริงงั้นหรือที่พร์ของท่านก็ตื่นขึ้นมาเอาเสียดื้อๆ?”
เย่เสวี่ยอี๋ฉีกยิ้มกว้างแล้วกล่าวต่อว่า " ถ้าเป็เื่วัตถุดิบท่านหายห่วงได้เลย ท่านพ่อตามใจข้าจะตาย ตามใจข้าทู้กกก∼อย่าง ตราบใดที่มันไม่เหลือบ่ากว่าแรงเกินไป ท่านพ่อจะต้องยอมแน่ๆ "
ไม่ได้ยินเช่นนั้นเย่จื่อเฟิงก็มีสีหน้าหมองคล้ำ รีบส่ายศีรษะพร้อมกล่าวว่า " ไม่ได้เด็ดขาด ค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบในครั้งนี้ จะต้องไม่รบกวนเขาเด็ดขาด "
"ทําไมเล่า? " เย่เสวี่ยอี๋ครุ่นคิดชั่วครู่ แล้วกล่าวว่า " อ๋อ∼ข้ารู้แล้ว ถ้าให้ท่านพ่อจ่ายค่าวัตถุดิบอีกครั้ง ถ้าท่านกลั่นสกัดโอสถจนกลายขี้เถ้าอีกเตา ท่านพ่อจะโกรธมากแล้วสั่งขังท่านเพิ่มขึ้นอีก 2-3 วัน"
เย่จื่อเฟิงยิ้มเบาๆ ไร้ซึ่งความคิดเห็นเพิ่มเติม
สำหรับคนที่เคยใช้ชีวิตมาสองภพชาติ เป็เื่ปกติที่ความคิดอ่านของเขาจะแตกต่างจากคนวัยหนุ่มสาว เขาไม่้าให้เย่ฉงเทียนรู้เื่ว่าเขามีความสามารถทางด้านกลั่นสกัดปรุงโอสถ
หากเป็เช่นนั้น ตัวเขาคงต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการปรุงโอสถระดับต่ำ จนไม่มีเวลาฝึกฝนวรยุทธ์ ซึ่งเป็อีกหนึ่งวิถีที่สำคัญยิ่ง ด้วยเพราะการฝึกวรยุทธ์และการเป็นักปรุงโอสถไปพร้อมกันนั้นในชาติภพที่แล้ว ทำให้เขาตระหนักอย่างแจ่มแจ้งว่าการปรุงโอสถนั้นถือเป็วิถีรอง ส่วนการฝึกยุทธ์คือวิถีหลักซึ่งเขาจำเป็ต้องให้ความสำคัญกับมันก่อน สิ่งนี่ถึงจะเป็วิถีทางการฝึกฝนที่ถูกต้อง นอกจากนี้หากเปิดเผยออกไปว่าเขาสามารถปรุงโอสถระดับสูงออกมาได้ มันอาจดึงดูดความสนใจจากตระกูลอื่น จนทำให้ยอดฝีมือระดับิญญายุทธ์หมายเอาชีวิตของเขา เพราะ้าตัดไฟแต่ต้นลม จากนั้นเขาก็ฆ่าตายไปในท้ายสุด
" ในเมื่อท่านพี่จื่อเฟิงกล่าวเช่นนี้ เอาเป็ว่าข้าจะไม่ขอเงินท่านพ่อไปซื้อวัตถุดิบก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าใช้เงินส่วนตัวของข้าเอง”
เย่จื่อเฟิงยิ้มอ่อนแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณมากน้องสาว หากข้าสามารถปรุงยาโอสถแก่นทองคําครั้งนี้เสร็จสิ้น ข้ากับเ้าต้องแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ต้องสัญญากับข้าก่อนว่าเื่ในวันนี้เราอย่าบอกให้ใครรู้เด็ดขาด"
แม้ว่าโอสถแก่นทองคําจะเป็โอสถระดับต่ำ เหมาะสำหรับระดับกำเนิดปราณ แต่ราคาค่างวดของมันก็มากกว่าโอสถระดับหวงถึง 5 เท่า แล้วนี่คือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดปรมาจารย์โอสถระดับหวงถึงได้รับการยกย่องเป็อย่างสูง เพราะในสายตาของผู้อื่นเขาคือต้นเงินต้นทองเคลื่อนที่
เย่เสวี่ยอี๋หัวเราะแล้วกล่าวว่า " คิกๆๆ ท่านพี่ ท่านทําหน้าจริงจังถึงเพียงหนี้ ทำให้ข้าเกือบโดนท่านหลอกจริงๆ แล้วสิ เอาเป็ว่าให้ท่านปรุงโอสถออกมาได้เป็พอ ไม่ว่าโอสถเม็ดนั้นคุณภาพต่ำเพียงใดก็ตาม ข้าก็พอใจมากแล้ว! "
" ถ้าเช่นนั้นเ้าก็เตรียมตัวดีใจได้เลย " เย่จื่อเฟิงกระหยิ่มยิ้มย่อง
หลังจากนั้นเขาก็หยิบโอสถแก่นทองคําขึ้นมาใส่ไว้ในมือของเสวี่ยอี๋ แล้วกล่าวว่า " อะ… หากเ้าคิดว่ามันเป็ยาปลอม ก็ลองเอามันไปขายร้านขายโอสถดูก็แล้วกัน "
เสวี่ยอี๋พยักหน้าแล้วยิ้ม " ก็ได้...ต่อให้มันเป็โอสถระดับต่ำแค่ไหน ก็น่าจะหักค่าวัตถุดิบได้บ้างนิดหน่อย”
....
หลังจากเสวี่ยอี๋ออกไป
เย่จื่อเฟิงก็นั่งลงบนพื้นเข้าฌานสมาธิ
พันธสัญญาการเดิมพันสามวันใกล้จะครบกำหนด หวางหลินอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่สี่ ส่วนเขาอยู่ระดับกำเนิดปราณขั้นที่สาม่กลางเท่านั้น ถึงแม้ยามนี้เขาจะเปิดเส้นลมปราณทั่วร่างเป็ที่เรียบร้อยทำให้พลังวัตรของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้วก็ตาม ทว่าร่างกายของเย่จื่อเฟิงก็ยังอ่อนแอด้วยโรครุมเร้ามากเกินไป แม้จะสามารถใช้โอสถยกระดับพื้นฐานฝึกตนได้ แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางด้านกายเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างทันทีทันใดได้
ฉะนั้นในเื่ของความแข็งแรงทางกายเนื้อ เขายังต้องฝึกฝนอย่างหนัก
แต่โชคดีที่ในชาติก่อน เย่จื่อเฟิงได้ฝึกวรยุทธ์ควบคู่ไปกับการปรุงโอสถ ทั้งยังอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ดังนั้นภายในหัวของเขาจึงเต็มไปด้วยหลังข้อมูลไม่ว่าจะเป็เคล็ดลับกลโกงต่างๆ ส่งผลให้การยกระดับกำเนิดปราณไม่ได้ยากเย็นสำหรับเขา
" ในชาติก่อนข้าฝึกวรยุทธ์เกี่ยวกับธาตุอัคคี นำมันมาประยุกต์ใช้งานหลายอย่าง รวมถึงนำมาช่วยกลั่นสกัดปรุงโอสถ แต่ปัจจุบันร่างของข้าอ่อนแอเกินไป แม้แต่จะใช้ลมปราณกลั่นสกัดปรุงโอสถยังไม่อาจทำได้ เมื่อเป็เช่นนี้ข้าควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี? "
เย่จื่อเฟิงเฝ้าถามตัวเอง
เขารำพึงกับตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะพร้อมกล่าวขึ้นว่า " จริงสิ! ไฉนข้าไม่ลองตรวจสอบภูตยุทธ์ของเ้าไม่เอาถ่านเย่จื่อเฟิงดู แล้วก็ปลุกมันให้ตื่น? "
ทุกคนมีโอกาสปลุกภูตยุทธ์ของตนขึ้นมา หลังจากก้าวผ่านระดับกำเนิดปราณมาได้ ซึ่งอันที่จริงไม่ต้องรอให้ถึงตอนนั้นก็สามารถปลุกมันตื่นขึ้นมาได้ แต่มันต้องใช้กรรมวิธีซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าภูตยุทธ์ของตนคืออันใดกันแน่?
ทว่าโชคดีที่เย่จื่อเฟิงนั้นมีความทรงจำระดับปรมาจารย์ยุทธ์ แต่ในชาติปางก่อน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามลำดับแรกเขาคงจะต้องตรวจสอบดูก่อน และไม่ใช่เื่ง่ายที่จะควานหา แล้วถ้าหาไม่เจอเขาก็คงจะต้องยอมแพ้ในความอับโชคของตนเอง
คิดได้ดังนั้นเขาก็เริ่มเข้าฌานจมสู่ห้วงสมาธิ แล้วเขาก็ััได้ถึงคลื่นิญญา
เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเขาก็ััได้ถึงเสียงหวีดหวิวของกระแสใช้วาโยคล้ายกับเสียงผิวปาก เขารู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรีเต็มไปด้วยหมู่มวลดารา สิ่งที่เขาเห็นยามนี้มวลหมอกปกคลุมราวกับอยู่ในห้วงนิมิต เห็นภูผาบรรพตตั้งตระหง่าน แต่เป็เพราะไอหมอกบดบังวิสัยทัศน์โดยรอบจึงไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทันใดนั้นเขาก็ััได้ถึงเงาตะคุ่มๆ ขนาดใหญ่ราวภูตผี ภาพเงาตะคุ่มๆ นั้นจ้องเขม็งมาที่เขาเขม็ง แต่ไม่ได้เข้ามาโจมตีหรือเข้าใกล้มันยังคงจ้องมองเขาอยู่กับที่ โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่
" ิญญาภูตยุทธ์งั้นหรือ? ไม่สิ... ไม่มีทาง มันใหญ่เกินกว่าที่จะเป็ิญญาภูตยุทธ์” เย่จื่อเฟิงประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แม้ชาติที่แล้วเขาจะอยู่ในระดับปรมาจารย์ยุทธ์ แต่ก็ไม่เคยเห็นภูตยุทธ์เช่นนี้มาก่อน
เย่จื่อเฟิงเริ่มครุ่นคิดกับตัวเองว่า ‘ดูเหมือนว่าสาเหตุที่ทำให้เ้าหนุ่มเย่ไม่ได้เื่ผู้นี้ต้องเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ เป็เพราะภูตยุทธ์ลึกลับตัวนี้อยู่ในร่าง...’
เงาิญญาบินวนเวียนไปมารอบๆ ทว่าสายตายังคงจับจ้องมาที่เย่จื่อเฟิง ซึ่งรูปลักษณ์ของมันดูแปลกประหลาดเป็อย่างมาก
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่ทุ้มต่ำเย็นเฉียบดังขึ้นว่า " ข้าคิดว่าด้วยร่างกายที่อ่อนแอขี้โรคของเ้า คงไม่มีชีวิตอยู่จนมีโอกาสปลุกภูตยุทธ์อย่างข้าให้ตื่นขึ้นมาได้ แต่...เหตุใดตอนนี้เ้าถึงอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 ได้ ทั้งยังมองเห็นและพูดคุยสื่อสารกับข้าได้อีก?”
เหมือนไม่ได้มีแค่เย่จื่อเฟิงเท่านั้นที่ประหลาดใจ แม้แต่ภูตยุทธ์ก็ประหลาดใจเช่นกัน
" เอาเถอะ... ด้วยสภาพร่างกายของเ้า คงจะอยู่ไม่ถึงระดับผู้ฝึกยุทธ์์เป็แน่ หากเ้าด่วนตายจากไป ตัวตนของข้าคงไร้ความหมาย ดังนั้นข้าจะช่วยให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการให้เ้าดึงพลังภูตยุทธ์ของข้าบางส่วนไปใช้แล้วกัน " เงาิญญากล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
"ว่าอย่างไรนะ? ไม่ต้องถึงขั้นระดับผู้ฝึกยุทธ์์ เ้าก็จะให้ข้ายืมพลังภูตยุทธ์มาใช้? " ต่อให้เป็ชาติที่แล้วของเขาๆ ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีเื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน แต่เขาเป็คนฉลาดหลักแหลม ดังนั้นจึงไม่จำเป็ต้องรอคำอธิบายของเงาิญญา สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างเขาสามารถฟื้นฟูรักษาด้วยโอสถวิเศษ
ในเวลาต่อมาเย่จื่อเฟิงรู้สึกเวียนศีรษะเป็อย่างยิ่ง ศีรษะของเขายามนี้รู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ โลกที่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกวันราวกับสรวง์ค่อยๆ หายไป แล้วสติของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา
เมื่อสักครู่คือการสื่อสารผ่านจิต สำหรับเย่จื่อเฟิงที่พึ่งอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นที่ 3 ยังคงรู้สึกมึนงงสับสนอยู่ไม่น้อย เมื่อเขาฟื้นคืนสติจากทะเลจิติญญา เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบจิตใจลง แล้วสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือเขาสามารถติดต่อสื่อสารผ่านจิตกับิญญาลึกลับตนนี้ได้ แล้วเขาก็คิดว่าพวกิญญาตนนี้ต้องมีอะไรพิเศษเป็แน่
ตามปกติแล้วภูตยุทธ์จะเป็สิ่งที่ตายไปแล้ว โดยภูตยุทธ์ส่วนใหญ่จะสามารถปลดปล่อยพลังความสามารถได้เทียบเท่ากับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นที่ภูตยุทธ์สามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้ จึงเป็สิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
เมื่อคิดดังนั้นเย่จื่อเฟิงก็รู้สึกถึงความยากลำบากที่กำลังรอคอยอยู่ ความฝันที่ว่าจะฝึกฝนตนเองอย่างสะดวกสบายคงหมดสิทธิ์เสียแล้ว อย่างไรก็ตามการที่เขาจะฝึกฝนบำเพ็ญจนไปถึงครึ่งทางของชาติที่แล้วได้เมื่อใดนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเวลา ด้วยภูตยุทธ์ระดับสูงตัวนี้จะเป็ตัวชี้ชะตาในอนาคตของเขาภายในทวีปิญญายุทธ์ ซึ่งคงต้องบอกว่าผู้ฝึกวรยุทธ์ทุกคนล้วนใส่ใจในเื่นี้เป็อย่างยิ่ง!
" เอ้อ...จริงสิ เ้าภูติยุทธ์ตัวนั้นบอกว่าจะให้ข้ายืมพลัง? พลังของเ้าภูตยุทธ์เงาิญญาขนาดใหญ่ตัวนี้ มันคืออะไรกันแน่? "
เย่จื่อเฟิงกลางมือทั้งสองข้างออก ทันใดนั้นแววตาของเขาก็แข็งค้าง เพราะยามนี้บนิัของเขามีบางอย่างเปลี่ยนไป...
จบตอน