บทที่22โชคชะตาเล่นตลก
ด้วยสตรีนางนี้คือยอดฝีมือผู้หนึ่งการดึงกระบี่จึงรวดเร็ว แ่เบา และไม่ผิดพลาดแม้เพียงเสี้ยว เมื่อกระบี่ถูกถอนออกจากร่างฮุ่ยจวินก็กัดฟันประคองสติมิให้สลบไป ก่อนจะโรยผงสมุนไพรในมือเข้าใส่าแด้านหน้าส่วนแผลด้านหลังสตรีนางนั้นก็ใช้ผ้าที่ห่อด้วยสมุนไพรอันแหลกละเอียดยัดปิดเพื่อห้ามโลหิตและช่วยให้ร่างกายของชายหนุ่มสมานแผลเร็วขึ้น
ด้วยสมุนไพรที่เตรียมมานับว่าช่วยห้ามโลหิตและปิดปากแผลได้อย่างดียิ่ง แต่แผลถูกแทงทะลุทั้งหน้าและหลัง เช่นนั้นจึงจำเป็ต้องปิดข้างใดข้างหนึ่งซึ่งวิธีการปิดปากแผลที่ดีและเกิดประสิทธิผลมากที่สุดก็คือการเย็บปิดให้เนื้อสมานกัน
“ด้าย"
ฮุ่ยจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความเ็ปเส้นไหมขนาดเล็กที่สตรีนางนั้นได้แก้ออกมาจากรอยปักชุนบนชุดคลุมของนางก็ถูกนำมา ฮุ่ยจวินใช้เข็มเงินดัดแปลงจนสามารถร้อยไหมแลเหมาะต่อการเย็บแผลทำลายสิ่งสกปรกหรือสิ่งที่อาจปนเปื้อนบนตัวเข็มและปากแผลด้วยตัวยาสมุนไพรที่ผสมขึ้นจากนั้นมันก็ลงมือเย็บปากแผลด้านหน้าของตนอย่างสดๆ ทันที
ความเ็ปทำให้ฟันของมันขบท่อนเถาวัลย์ในปากจนดังกรอดๆแต่กระนั้นมือที่กำลังเย็บแผลกลับมั่นคงแน่นิ่งราวกับขุนเขา จังหวะของการลงเข็มช้อนเส้นไหม ผูกปมด้ายปิดแผลล้วนราบเรียบสม่ำเสมอไม่ติดขัดแม้เพียงชั่วลมหายใจ สตรีนางนั้นชมมองมันทุกขั้นตอนทุกการลงมือ และทุกการตัดสินใจ ในใจก็ได้แต่นึกเลื่อมใสในความทรหดอดทน และความสู้ชีวิตอย่างไม่ท้อถอยของบุรุษหนุ่มผู้นี้ขนาดความตายอยู่ห่างเพียงแค่เอื้อม ประกายชีวิตห่างไกลอย่างริบหรี่ แต่แววตาของมันหาได้ท้อถอยหมดหวังไม่
เมื่อนางเห็นเช่นนั้นพลังใจและความฮึกเหิมที่จะมีชีวิตรอดก็ได้ถูกจุดประกายขึ้นมาอย่างเปี่ยมล้น นางเองก็ยังไม่อยากตายนางเองก็อยากทราบว่าผู้ใดทำให้นางต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ ดังนั้นไม่ว่าเื่ใดที่จะช่วยให้บุรุษตรงหน้ามีชีวิตรอดอยู่ได้นางก็จะทำทั้งสิ้น เพราะหากมันรอด โอกาสที่ตนจะมีชีวิตรอดก็ย่อมสูงตามไปด้วย
สตรีนางนั้นฝืนร่างกายอันสาหัสของตนถ่ายทอดพลังลมปราณปาฏิหาริย์เพื่อช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตให้แก่ฮุ่ยจวินอีกทางแม้จะช่วยไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็ช่วยประคับประคองมิให้พลังลมปราณชีวิตของชายหนุ่มได้รับผลกระทบจนเกินไป
ท่ามกลางความเ็ปอย่างสุดแสนจนสติของชายหนุ่มจะสิ้นไปได้ทุกเมื่อ ที่กลางหลังของฮุ่ยจวินก็มีสองฝ่ามือวางทาบ ความอบอุ่นสายหนึ่งถูกถ่ายทอดแต่ความอบอุ่นสายนี้ดูจะขาดห้วงไม่ประติดประต่อ นั่นแสดงให้เห็นว่าเ้าของฝ่ามือก็มีสภาพที่ย่ำแย่มิแพ้กัน
“ลำบากท่านแล้ว"
“อย่างไรข้าก็ต้องพึ่งเ้าหากเ้าตายแล้วใครจะรักษาข้า"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“แต่อย่าหักโหมจนเกินไป่นี้ข้ายังต้องพึ่งท่านเช่นเดียวกัน"
ฮุ่ยจวินยังคงกัดฟันฝืนเย็บแผลบริเวณหน้าอกจนเสร็จสรรพก่อนที่มันจะโรยด้วยผงสมุนไพรทับอีกครั้ง ส่วนห่อผ้าสมุนไพรที่ด้านหลังก็ถูกยัดเข้าไปในแผลแล้วขั้นตอนนี้นับว่าเ็ปแสนสาหัสยิ่งกว่ากระบี่แทงเข้า แต่พอเสร็จขั้นตอน พอตัวยาเริ่มแผ่สรรพคุณไปยังาแอาการเย็นสบายจากตัวยาสมุนไพรเริ่มกำจายขึ้น ความเ็ปแม้ยังมีอยู่แต่ก็ลดน้อยลงไปอักโข
ฮุ่ยจวินถอนหายใจด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดก่อนมันจะกล่าวขึ้น
“พันแผลให้แก่ข้าเอาให้แน่นพอดี ไม่หลวมและไม่อึดอัดจนเกินไป"
สตรีนางนั้นที่เตรียมผ้าสะอาดตามคำบอกของฮุ่ยจวินอยู่ก่อนแล้วนางก็ทำการพันแผลให้แก่ฮุ่ยจวินอย่างประณีต สายตาก็จ้องมองบุรุษหนุ่มที่ทรหดตายยากเบื้องหน้า
“เ้าเป็บุรุษธรรมดาที่เข้มแข็งกว่าบุรุษทุกผู้ที่ข้าเคยเจออาจเข้มแข็งกว่าผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ด้วยซ้ำ"
ฮุ่ยจวินตะแคงร่างพิงเข้าใส่ต้นไม้ใหญ่ด้วยอาการเมื่อยล้าถึงขีดสุดก่อนมันจะมองไปที่กองสมุนไพรที่ให้สตรีนางนั้นเก็บมา มันหยิบพืชที่มีรูปใบเรียวยาวคล้ายกระสวยปลายแหลมข้างใบกอปรไปด้วยรอยหยักขนาดเล็ก แล้วกล่าว
“อิมเอียคักสมุนไพรแก้อาการปวด"
จากนั้นมันก็ชี้ไปที่เม็ดขรุขระสีน้ำตาลแดงคล้ายหินกรวด
“อู่เว่ยจื่อบำรุงหัวใจและเสริมพละกำลัง"
แล้วก็ชี้ไปที่สมุนไพรที่เป็แผ่นสี่เหลี่ยมสีน้ำตาล
“เปลือกโต่วต๋งช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น”
ก่อนนิ้วที่เลื่อนไปมาอย่างยากลำบากจะหยุดอยู่ที่ใบหน้าของสตรีนางนั้น
“ข้ารู้จักทุกสมุนไพรที่มีแต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่รู้จักชื่อของผู้ที่เก็บมันมา"
สตรีนางนั้นมองชายหนุ่มแวบหนึ่งภายใต้รอยกระ จุดด่างดำ และความมอมแมมหมองคล้ำราวกับผู้ที่เจนโลกมาอย่างยากลำบากกลับซุกซ่อนไว้ด้วยพื้นฐานความคมคายอยู่มิน้อยหากมองบุรุษผู้นี้อย่างผิวเผิน มันก็มิได้สะดุดตาอันใด แต่หากได้พินิจมองอย่างจริงจังมันกลับซุกซ่อนไว้ด้วยความน่าชมมองเป็อย่างมาก
“นี่คืออุบายหลอกถามชื่อสตรีที่เห่ยที่สุดนับั้แ่ที่ข้าเคยได้ยินมาแต่ก็เหมาะสมกับเ้าดี…”
หอบหายใจเล็กน้อยก่อนนางจะกล่าวต่อ
“ก็ได้ในเมื่อมีชะตากรรมต้องร่วมหัวจมท้าย จะตายวันตายพรุ่งย่อมมิอาจรับรู้ เช่นนั้นข้าก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปกปิดตัวตนกับเ้าข้าแซ่ มู่ นาม ผิงเยว่"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะแล้วทวนคำ
“มู่ผิงเยว่เป็นามที่ไพเราะ น่าเสียดายที่มีความอำมหิตไปบ้าง”
มู่ผิงเยว่ถลึงตาใส่มัน
“เ้า”
ฮุ่ยจวินกลับกล่าวอย่างโรยแรง
“เมตตาต่อผู้อื่นมีแต่จะนำพาความสุขสู่ตน”
“เ้าไม่ต้องมาสอนข้า”
ฮุ่ยจวินมองใบหน้าของนางมิกล่าววาจาอันจะขัดใจนางอีกเพราะมันเกรงว่านางจะเปลี่ยนใจไม่ร่วมมือกับมันในการเอาชีวิตรอด จึงกล่าวเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ส่วนนามอันต่ำต้อยของข้านั้นฮุ่ยจวิน”
กล่าวจบมันก็ให้นางผสมส่วนสมุนไพรขึ้นอีกหลายขนานซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็สมุนไพรที่รักษาอาการาเ็ภายใน กระดูก เส้นเอ็น รวมถึงระบบประสาทส่วนปลายให้แก่นาง
“กินและทายาสมุนไพรเหล่านี้ตามข้าบอกส่วนขาของท่านให้ใช้ท่อนไม้มัดดามไปก่อน ขอเวลาข้าพักฟื้นฟูสองวัน ข้าจะเริ่มทำการฝังเข็มรักษาให้แก่ท่าน"
ได้ยินวาจาของชายหนุ่มมู่ผิงเยว่ก็พลันขมวดคิ้ว ด้วยอาการาเ็ที่สาหัสถึงเพียงนั้น เวลาเพียงสองวันมันจะดีขึ้นได้อย่างไรแม้แต่จะขยับร่างเพิ่มมากกว่านี้ก็คงเป็ไปไม่ได้ ผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ที่มีร่างกายอันแข็งแกร่งแผลเช่นนี้ยังต้องพักรักษาเป็เวลาสามสัปดาห์ ส่วนคนทั่วไปก็อาจจะเป็หลายเดือนหรือเป็ปีฮุ่ยจวินแม้จะพิเศษแลทรหดกว่าคนทั่วไปขึ้นมาหน่อย แต่อย่างน้อยมันก็คงต้องใช้เวลานับแรมเดือน
ทว่าผ่านไปเกือบสองวันแผลบนร่างของฮุ่ยจวินกลับสมานกันอย่างรวดเร็วกว่าที่คิด ลมปราณชีวิตก็ไหลเวียนคืนกลับสู่ความมั่นคงและมีชีวิตชีวาอีกครั้งสร้างความแตกตื่นสงสัยแก่มู่ผิงเยว่ยิ่ง มันมีเส้นชีพจรลมปราณที่หนาทึบจนเหมือนจะตีบตันเช่นนั้นเหตุใดพลังชีวิตและการรักษาฟื้นฟูของร่างกายถึงได้สูงล้ำเหนือความคาดหมายถึงเพียงนี้
“ร่างกายของมันแท้จริงเป็เช่นไรเส้นชีพจรลมปราณขนาดใหญ่จนดูตีบตันนี้ แท้จริงคือสิ่งใด ใช่เป็ความพิการหรือเป็พร์ฟ้าประทานกันแน่?”
ในหัวของมู่ผิงเยว่เต็มไปด้วยความสงสัยแต่สำหรับฮุ่ยจวินที่ผ่านห้วงเวลาการพักรักษามาสองวันนี้นับว่ามันมีสีหน้าที่สดใสขึ้นเป็อย่างมากรอยความซีดเซียวเหมือนคนใกล้ตายในทุกขณะได้หายไป คนสามารถขยับแขนขาแลร่างกายได้อย่างใจนึกมากยิ่งขึ้น
เมื่อขยับร่างกายได้อย่างสะดวกแขนเคลื่อนไหวไม่ติดขัด มือสามารถหยิบจับสิ่งของได้อย่างคล่องแคล่ว มันก็เข้าไปหามู่ผิงเยว่แกะผ้าพันไม้ที่ผูกยึดติดกับขาซ้ายของนางออก ลูบสองนิ้วลงยังขานางอย่างแ่เบา
“ยังดีที่กระดูกมิได้กดทับเส้นประสาทจนเกินไปและกระดูกยังสามารถต่อคืนได้"
กล่าวจบมันก็หยิบเข็มเงินปักกระตุ้นที่เส้นชีพจรลมปราณบริเวณดังกล่าวห้าเข็มทำการปิดสกัดจุดลมปราณเพื่อให้เกิดการอัดแน่นแลเบ่งพองของเส้นชีพจรลมปราณชีวิต ผลักดันเส้นประสาทให้เคลื่อนจากกระดูกท่อนที่หักเสี้ยวหนึ่งและชั่วอึดใจ มันก็พลันผลักฝ่ามืออย่างรวดเร็วโดยมิให้มู่ผิงเยว่ได้ทันตั้งตัว
กึก
“โอ๊ย!!”
เสียงกระดูกถูกดัดเข้าที่พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเ็ปของมู่ผิงเยว่ แต่ด้วยกลัวว่านางจะเ็ปจนพลั้งกัดลิ้นตัวเองแขนอีกข้างของชายหนุ่มจึงส่งเข้าไปที่ปากของนาง เป็สิ่งรองรับให้นางขบกัดอย่างทันท่วงที
ฮุ่ยจวินรู้สึกเ็ปที่ท่อนแขนแต่มันก็ยังคงมุ่งสมาธิอยู่ที่การรักษาขาข้างซ้ายให้แก่นาง เข็มเงินทั้งห้าถูกถอนออกเข็มเงินที่อาบไปด้วยตัวยารักษากระดูกสิบเล่มถูกฝังลงไปแทน เป็เวลาชั่วธูปไหม้มันจึงถอนเข็มขึ้นพร้อมกับแรงขบกัดที่แขนจะลดลง
ฮุ่ยจวินทาสมุนไพรที่ผสมกับขี้ผึ้งพอกลงยังขาของนางก่อนพันผ้ากับท่อนไม้ยึดติดที่ขาซ้ายของนางไว้เช่นเดิม
“ท่านมิต้องกลัวว่าจะพิการอีกต่อไปแล้ว"
มู่ผิงเยว่กลับมิได้มองที่ขาของตนแต่นางเพียงจ้องมองท่อนแขนของชายหนุ่มที่มีโลหิตไหลอาบด้วยความซาบซึ้งใจ
“แขนเ้า"
ฮุ่ยจวินยกแขนข้างดังกล่าวขึ้นมาชมดูก่อนกล่าวว่า
“แผลเท่านี้นับว่าเล็กน้อยนักทาสมุนไพรแลขี้ผึ้งผสมเพียงวันเดียวก็หาย"
“ขอบคุณ”
“เราท่านล้วนจำเป็ต้องพึ่งพาอาศัยกันหากไม่ได้ท่านช่วยเป็มือเป็เท้าให้ก่อนหน้า ข้าคงจะไม่มีโอกาสอยู่มาได้ถึงวันนี้เช่นนั้นคำขอบคุณต้องคืนกลับแก่ท่านแล้ว… วันนี้พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ท่านยังต้องเผื่อแรงรักษาอาการาเ็ที่แผ่นหลัง"
มู่ผิงเยว่มองหน้าชายหนุ่มแวบหนึ่งก่อนเลื่อนสายตาไปยังป่าเขาที่รกชัฏ
“โชคชะตานับว่าเล่นตลกดีแท้คนที่ข้าคิดจะไล่ล่ากำจัดจนสุดหล้าฟ้าเขียว กลับเป็คนที่รักษาชีวิตให้แก่ข้า”
กล่าวถึงโชคชะตาฮุ่ยจวินก็ได้นึกไปถึงฮุ่ยไป๋ ใบหน้าจึงเจือไปด้วยแววความหมองเศร้าลงทันที อุตส่าห์มันและนางหาทางมีชีวิตอยู่ต่อได้แล้วแท้ๆสุดท้ายกลับมีเื่ราวมิคาดฝันพรากพวกมันให้จากกันไปอีก มันไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะมีชะตาชีวิตเป็เช่นไรจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยจากเงื้อมมือของสตรีปริศนาผู้นั้นได้หรือไม่ หากรอดแล้วนางจะไปที่ใดก็ยังมิอาจทราบใช่นางจะตามหาตนจนมีชีวิตระหกระเหยากลำบากหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้วมันจะมีชีวิตรอดไปจากหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างที่ส่องลงมาได้เมื่อใดหรือจะต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้จนแก่ตายไปก่อน
ฮุ่ยจวินคิดอย่างวุ่นวายมาถึงตอนนี้มันก็แหงนหน้าจ้องมองแผ่นฟ้าที่ถูกบดบังด้วยต้นไม้มากมายด้วยแววความไม่ยินยอมพร้อมใจก่อนกล่าวพึมพำออกมา
“พูดถึงโชคชะตามันก็มักเล่นตลกกับชีวิตคนเช่นนี้"