นักข่าวสาวเมื่อได้รูปของชายที่โดนไฟไหม้แล้วก็ได้ดำเนินการกลับมายังออฟฟิศทันที ตุ๊บ!!!เสียงวางกระเป๋าบนโต๊ะทำงานของนักข่าวสาว "เฮ้อ !!! กว่าจะได้มาสักที " นักข่าวสาวบ่น พร้อมทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง "ไหนขอเปิดคอมดูหน่อยสิ ว่ามีรูปไหนที่ชัดๆ บ้าง อืมมม " นักข่าวสาวนั่งเลือกรูปที่ได้แอบถ่ายภายในโรงพยาบาลในขณะที่กำลังเลือกรูปอยู่นั้นเอง .......
จ๊ะเอ๋!!! เฮ้ย ใครวะ... นักข่าวสาวใ
"อั้วเองไง จำไม่ล่ายหรอ......" ชายตาตี่ร่างอ้วนพุงพุ้ยตอบ " อุ๊ย!!! ขอโทษคะ คุณสุธี " นักข่าวสาวตอบ " นี่อาศศิธรเื่รูปที่อั้วให้ไปถ่ายลื้อได้มารึ......ยางงงง?? สุธีถามหน้าตาขมักขเม่น " รีบหน่อยนะ อั้วรออยู่ " พูดจบสุธีก็เดินจากไป " คะๆจะรีบส่งวันนี้หล่ะคะ " ศศิธรตอบแบบไม่พอใจ " ไอบรรณาธิการบ้า เอ้ย!!! จะรีบไปไหน มันรู้ได้ไงว่าเรามาที่ ออฟฟิศ ต้องมีคนบอกแน่ๆ ศศิธรบ่น
รูปพวกนี้บางรูปเหมือนมีบางอย่างที่ไม่สมเหตุสมผลเลยอะเอางี้ดีกว่า เราเลือกเฉพาะที่สำคัญๆดีกว่า ส่วนที่ไม่สำคัญก็เอาเก็บไว้ก่อนแกล้งไอ้บรรณาธิการนั่นด้วย ชอบมาหลีเราตลอดเลย มากี่ทีก็มาแต๊ะอั๊ง ตลอดอะ นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็คนต้นเื่นะโดนต่อยปากไปละ คนยิ่งเพลียๆอยู่ ....... รีบๆไปส่งดีกว่าได้กลับบ้าน
" กลับมาแล้วคะแม่ " ศศิธรบอกแม่ดรุณี " ลันจ้า มาเหนื่อยๆอาบน้ำอาบท่าก่อนแล้วเดี๋ยวมากินข้าวกันนะลูก " แม่บอกบูลัน " แม่ขา หนูไม่กินข้าวได้ไหมอะไม่ค่อยหิวอะ " ลันบอกแม่ " ไป!! อาบน้ำก่อนค่อยว่ากันมากินข้าวแล้วเดี๋ยวแม่มีเื่จะเล่าให้ฟัง? แม่บอกลันก่อนไปอาบน้ำ
" ได้คะแม่ลันตอบอย่างเด็กว่าง่าย ............งานเข้าครับ..งานเข้าๆๆๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น " ลันจ้า " แม่ดรุณีะโเรียกลัน มีคนโทรมาหาลูกจ้า คะ !!! แม่
" ......สวัสดีคะศศิธรพูดคะ " นี่อาศศิธร..... รูปที่ลื้อมาส่ง ทำไมได้เท่านี้อะ มันน้อยปายไหมอะไหนลื้อบอกมีเยอะแยะไง น้ำเสียงสุธีที่โทรมาพูดแบบผิดหวัง
" มีแค่นั้นแหละคะภาพที่ได้มันเบลอๆอะคะ เพราะรีบถ่าย ไม่งั้นฉันโดน รปภ.โรงพยาบาลลากตัวแน่ๆ ศศิธรบอกไป
" เออๆ แค่นี้ก็แค่นี้ วันหลังต้องดีกว่านี้นะอาศศิธรเข้าใจไหม สุธีถาม " คะๆได้คะ " ศศิธรรีบตอบพร้อมตัดสายทิ้ง เฮ้อ !!! ยังตามมาราวีอีกนะ ศศิธรบ่น
" ใครโทรมาอะลูก แม่เห็นลูกอารมเสีย แม่ถามลัน " จะมีใครละ ก็บรรณาธิการจอมชีกอคนนั้นนะสิ เื่งานนะเคี่ยวมาก พอกับเื่สาวนะถึงไหนถึงกันเลย
ขอบอก " ลันบอกแม่ดรุณี " ไหนแม่บอกมีเื่อะไรจะเล่าให้หนูฟังละ " ลันย้อนถามแม่ " ออ จำได้ละ เมื่อตอนบ่ายๆ น้าดาบแกพาผู้หมวดใหม่มาที่บ้านเราด้วยนะเห็นว่าเขาสองคนได้รับคำสั่งให้มาสืบคดีของคนที่ถูกไฟไหม้ " แม่บอกลัน " แล้วน้าดาบแวะมาเอาของที่ซื้อมาให้แม่ใช่ไหม ลันถามแม่ " ใช่ๆ เห็นว่าผู้หมวดคนนี้เป็เด็กหนุ่มไฟแรงอืมมม เขาชื่อหมวด ระพี " แม่บอกลัน " แค่นี้หรอแม่ นึกว่ามีอะไร หนูไปนอนนะถ้างั้น ลันบอก เอ้าๆลูก ไอลูกคนนี้นี่ ยังเล่าไม่จบเลย " แม่ดรุณีบ่นลัน
โรงพยาบาลในเมือง
หมอวินัยได้ดูรูปในวัยเด็กที่ถ่ายกับชายวัยกลางคนสวมเครื่องแบบตำรวจ โดยที่เด็กคนนั้นได้ขี่คอของนายตำรวจเพื่อกลับบ้าน มันทำให้หมอวินัยคิดถึงชีวิตในวัยเด็ก
" นัย !!! เอ้ย ลูกรักของเตี่ย มานี่มา มากินข้าวกันก่อน เสียงชายคนนึงรูปร่างท้วมๆ ผิวขาวหน้าตาบ่งบอกเลยว่าต้องมีเชื้อสายจีน เพราะตาที่มีชั้นเดียวในตาที่เล็กเรียว แถมพูดออกมาก็พอจะเดาออกว่าเป็ยังไง
" อั้วไม่อยากกินอั้วอยากเล่นก่อน " เด็กคนหนึ่งอายุราวๆ 6 ขวบ นั่งเล่นตามประสาเด็ก
เป็ธรรมดาของเด็กที่ทำอะไรเพลินๆแล้วมีคนมาขัดจึงทำให้อารมเสียบ้างบางครั้ง " มากินข้าวก่อนสิ เตี่ยจะไปขายของละน้า เดี๋ยวลื้อจะหิวน้าาา พ่อของเด็กบอก " เตี่ยถ้าอั้วกินข้าวเตี่ยจะพาไปขายของไหมอะ " เด็กชายวินัยถามพ่อ " ม่ายล่ายๆๆ ลื้อมีหน้าที่เรียนจะได้เก่งๆ อย่าไปขายของกับเตี่ยเลยมันลำบาก สู้อยู่บ้านอ่านหนังสือดีกว่า " พ่อของวินัยบอก " อั้วอยากไปกับเตี่ย อั้วไม่อยากเรียนนี่นา ถึงยังไงสักวันอั้วก็ต้องมาขายของแบบเตี่ย สู้อั้วช่วยเตี่ยดีกว่า " เด็กชายวินัยตอบ " ม่ายล่ายยๆ ลื้อนี่นะเป็เด็กที่ฉลาดแต่ไม่ชอบเรียน สักวันเราต้องใช่วิชาที่เรียนมาทำงานนะ"
" เตี่ยเรียนมาน้อย อั้วอยากให้ลื้อเป็เศรษฐีกับเขาบ้างไม่ต้องลำบากเหมือนเตี่ยตอนนี้ " เตี่ยพูดบอกวินัยพลางเอามือลูบหัว " เ้าต้องรับปากกับเตี่ยก่อนว่า ถ้าเตี่ยพาไปขายของด้วยลื้อต้องเรียนหนังสือห้ามดื้อเป็อันขาด " เตี่ยบอกวินัย
" ตกลงครับ เตี่ย เย้ๆๆ ได้ไปขายของกับเตี่ยแล้ว " วินัยดีใจกระโดนโลดเต้น ด้วยความตื่นเต้นที่ได้ช่วยเตี่ยขายของ
พ่อของเด็กชายวินัยทุกวันจะเข็นรถเข็นจากห้องแถวเก่าๆที่ใกล้จะผุพัง ซึ่งเป็ที่ซุกหัวนอนของสองพ่อลูกคู่นี้ เสื่อผืนหมอนใบก็ทำให้พวกเขาหลับได้ ไม่มีแม้ไฟฟ้าใช้ การจุดตะเกียงก็ทำให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับยามค่ำคืนของแต่ละวัน ทุกเช้าตี 5 เตี่ยของวินัยจะมีรถมาส่งผักใกล้ๆห้องแถวที่เขาพักอยู่ เขาต้องเลือกซื้อผักที่จะขายมาทำความสะอาดแล้วถึงจะนำไปขายที่ตลาด โดยใช้รถเข็นเข็นไปขาย ผักที่ได้จึงสดและใหม่ทุกวัน เตี่ยของวินัยเป็คนขยัน อดทน คนทั้งตลาดจึงชอบเขาและช่วยเขาซื้อผัก
วันนี้ก็เป็เช่นทุกวัน ในตลาดสด " โหยยยย....... เตี่ย ของขายเยอะจัง " วินัยตื่นตาตื่นใจที่วันนี้ได้ติดสอยห้อยตามพ่อมาขายของด้วย " ฮาฮาฮา นัย ลื้อเนี่ย ไม่เคยมาสินะ อยู่แต่ในห้อง ได้ออกมามั่งก็ดี " เตี่ยพูดแล้วสายตามองดูลูกที่กำลังวิ่งนำหน้า และแล้วเด็กชายวินัยก็ ตามพ่อไปขายของทุกวัน
หลังจากนั้นเป็ต้นมา
ผ่านมา 3 ปี จากที่สองพ่อลูกได้เช่าห้องอยู่ บัดนี้กิจการขายผักของเขาได้ทำให้มีเงินเก็บ พอที่จะสร้างบ้านเล็กๆอยู่ได้ไม่อัตคัตขัดสน วันนี้ก็เป็ดังเช่นทุกวัน ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ …….วินัยจะช่วยเตี่ยขายของที่ตลาด เพราะไม่ได้ไปโรงเรียน " อา....วินัย เอ้ย เตี่ย เนี้ยสอนอั้วเป็คนดีได้ แต่สอนให้เองเรียนเก่งๆม่ายล่ายเองต้องตั้งใจเรียนนะ " เตี่ยพูดสอนเด็กชายวินัย วินัยพยักหน้ารับรู้ " ดีๆจะได้เป็เ้าคนนายคน เออๆ " เตี่ยบอก
ตอนนี้คนที่มาซื้อของในตลาดก็เบาบางลง " วินัย อั้วจะเล่านิทานให้ ลื้อฟังนะ นิทานนี้ต้นตระกูลของเราเป็ 1 ในนั้นด้วยยามยุคที่าโลกครั้งที่ 1 ได้เกิดขึ้นนะ มีคนได้หนีตายกันจำนวนมาก บางคนเจ็บบางคนตาย บางคนพร้อมที่จะต่อสู้ไปกับานี้ แต่เมื่อเราสู้ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ฉันใดก็ฉันนั้น ในเมื่อเราสู้ไม่ได้ เราก็เกิดการกลัว และคิดที่จะหลบหนีหาที่ที่ดีกว่านี้ให้จงได้
แต่เรายิ่งหนี ก็ไม่รู้จะไปพึ่งใคร คิดดูนะ ขนาดแม่น้ำยังเป็สีแดงท้องฟ้า ไม่มีแม้นกบินผ่าน เดินไปทางไหนก็ไร้ผู้คน พวกเราจึงซ่อนตามที่ต่างๆภาวนาให้าครั้งนี้ สงบลง เราจะได้ใช้ชีวิตตามเดิมแต่เหตุการณ์ไม่เป็ดังที่เราหวังไว้ เมื่อเหตุการณ์สงบลงบรรพบุรุษของเราได้ถูกจับในข้อหาก่อการกบถต่อประเทศ
ทุกคนที่รอดจากาครั้งนั้นถูกจับขังคุกเพื่อไม่ให้เห็นเดือนและตะวัน ถูกทรมานเพื่อที่ทางรัฐบาลจะเค้นเอาบางสิ่งบางอย่างซึ่งบรรพบุรุษของเราไม่รู้เื่อะไรเลยแต่ก็ต้องรับชะตากรรมอันนี้ไว้แล้วชะตาที่เปลี่ยนแปลงคนกลุ่มนี้ก็มาถึง วันนั้นเกิดการรัฐปะาท่านผู้นำสูงสุดจึงทำให้เกิดการจลาจลกันขึ้น เหล่านักโทษได้พร้อมใจกันแหกคุกออกมาภายนอกกระทำการอุกอาจ ฆ่าคนที่คิดจะขวางทางให้ดับดิ้นไป
เหมือนความคิดพวกเขาถูกะเิออกมาฆ่าทุกคนที่ขวางหน้าปล้นสะดมคนรวยมาช่วยคนจน การปะทะกันทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมาก ทั้งรัฐบาลและนักโทษ คนตายเป็เบือ พวกที่หนีรอดได้ก็เกิดการวมตัวกันหาพื้นที่หลบซ่อน และแบ่งทองและเงินที่ได้เพื่อที่ทุกคนจะได้ไปตั้งตัว
ตอนนี้ได้เกิดเป็ กลุ่มของคนได้หลายกลุ่มแต่ละกลุ่ม มีหัวหน้าของตนเอง เหล่าหัวหน้าได้มาประชุมกันว่าเราควรจะทำอะไรสักอย่างนึง ให้เราได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆ อีกต่อไป
ไม่ทันที่จะประชุมรัฐบาลได้ส่งทหารมาเพื่อที่จะปราบคนพวกนี้ทั้งหมด แต่สุดท้าย คนพวกนี้ตายเกือบหมดยกเว้นหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้ากลุ่มสัญญากันว่าจะมาพบกัน ณ ที่ตรงนี้อีกในอีกหลายปีข้างหน้าถ้ามีาแบบนี้อีก
ผ่านมาหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าคนเ่าั้ที่เคยสัญญากัน จะมาพอเจอกันอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะทุกคนนั้น เป็ระดับมหาอำนาจ แต่ในใจทุกคนนั้นเครียดแค้นรัฐบาลการมาประชุมในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ
" เวลาคงทำให้ทุกคนพอที่จะเปลี่ยนโลกทั้งใบแล้วสินะ " ชายร่างั์ใส่หมวกใส่เสื้อโค้ชสีดำลุกขึ้นพร้อมคาบซิก้าที่มีไฟลุกโชนที่ปลายซิก้าพูดขึ้น
" ฮ่า ฮ่า ฮ่าเมื่อก่อนเราต้องหนีหัวซุกหัวซุน มาบัดนี้เราจะยืนหยัดร่วมกันต่อสู้ " ชายรูปร่างสันทัดผอมๆ นัยตาเล็กแต่เป็ประกายแต่งตัวในชุดของคนญี่ปุ่นโบราณยิ้มและพูดอย่างใจเย็น
" มาบัดนี้รัฐบาลต้องกลัวเราเรายิ่งใหญ่ที่สุดแล้วทุกๆด้าน " ชายคนนี้พูดและหัวเราะในลำคอ ลักษณะท่าทางเหมือนชาวอาหรับ เพราะมีผ้าและเสื้อคลุมกายยาวมองเห็นแต่ดวงตาเป็ประกาย
" แล้วนี่ผู้นำแต่ละกลุ่ม มากันแค่นี้หรอ " ชายแต่งชุดสีดำ กางเกงขายาว เสื้อแขนยาวสวมหมวกทรงกลมๆ บนหัว พูดแล้วพลางเดินแหวกกลางกลุ่มคนเ่าั้
" น่าจะมีแค่นี้นะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า นอกนั้นกลัวปอดแหกไปร่วมกับรัฐบาล " ยังๆๆไม่หมด มี ไอ้ตาขาวอีกคนไง มันมาแน่ เชื่อข้าได้ชายสูบซิก้าพูด
ขณะที่ทุกคนมากันครบพวกเขาก็คุยกันและก็วางแผนการต่อไปว่าควรทำเช่นไร
" พวกเ้าเหลือกันแค่นี้หรอ " ชายแก่หนวดยาวสีขาวใส่ชุดขาว เอ่ยถามขึ้น
" ใช่ครับ เรามีกันตอนนี้ 5 กลุ่มพวกเราชุมนุมกันแล้วว่า เราต้องรวมกันเป็กลุ่มเดียวโดยให้ผู้าุโเป็ผู้ตัดสินที่เรามาวันนี้ ก็คือเื่ ทรัพย์สินของพวกเราที่เรามีแต่ละคน เราจะเอามารวมกันเพื่อจะให้เป็หนึ่ง เราเตรียมมาแล้วสถานที่เราก็เตรียมแล้ว แต่ต้องเป็ความลับ ไม่มีใครสามารถเอาได้กุญแจมีเพียงหนึ่งเดียว
ถ้าจะเอาทรัพย์สินในที่แห่งนี้ได้จะต้องเป็คนในตระกูลของพวกเราทั้ง 5 คน นี้เท่านั้น " .......... ในเวลาอีก 100 ปีข้างหน้าพวกผมเชื่อว่าทรัพย์สินที่พวกเราซ่อนไว้ จะมีมูลค่านับมหาศาล ประเมินค่ามันไม่ได้
........................................................................................................................................................
" เตี่ยๆ ที่เตี่ยเล่าให้อั้วฟังอะมันเื่จริง หรอ? วินัยถาม
" อั้วก็ฟังจากปู่มาอีกทีปู่เล่าให้อั้วฟังั้แ่เด็กๆ แต่อั้วไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรมากมายอั้วคิดว่าน่าจะจริงนะ " เตี่ยตอบ
" อ้าววันนี้ มีมะระจีนกับเห็ดหอมไหมเถ้าแก่ซิง " ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจเดินมาที่ร้าน
" มีสิคุณตำรวจวันนี้จะทำ เมนูอะไรละครับ ??? สงสัยเป็เมนูเพื่อสุขภาพอีกละสิ " ..................เถ้าแก่ซิง เตี่ยของวินัยตอบ
" ออ ไม่เชิงหรอกครับ ส่วนมากอาหารที่ผมทำก็เป็ยา อยู่แล้วละครับ " นายตำรวจหนุ่มตอบ
" วันนี้เอา .....อารายยยยมั่งละ คุณตำรวจ อั้วจะได้หยิบให้ถูก " เตี่ยวินัยถาม
" จัดตามรายการที่เขียนนี้เลยครับ เถ้าแก่ เดี๋ยวผมมาเอานะ " ตำรวจนายนั้นยืนกระดาษที่เขียนจดรายการส่งให้ เตี่ยของวินัย
สักพักตำรวจนายนั้นก็กลับมาที่ร้าน เพื่อมาเอาของตามรายการที่สั่ง
" นี่ครับของที่สั่ง อั้วจัดให้อย่างดีเลย " เตี่ยวินัยบอก
" เถ้าแก่ ทำไมมันเยอะแยะแบบงี้ละ ของที่ผมสั่งมันไม่น่าจะเยอะนะ " นายตำรวจมองดูถุงใส่ของอย่าง งงๆ
" เท่าไหร่ค่าของ ตำรวจหนุ่มถามราคา เก้าสิบบาท ละกัน คุณตำรวจ "เตี่ยตอบทันควัน
" เอ้า ผมให้ หนึ่งร้อยบาทเลย ไม่ต้องทอน นายตำรวจส่งเงินให้ " วินัยเอื้อมมือมารับพร้อมทั้งยกมือไหว้ " ขอบคุณครับ คุณตำรวจ "
" นี่ใครอะ??? อาแป๊ะ หลานหรอ ตำรวจหนุ่มเชิงถาม จุ๊ๆ อย่าพูดเสียงดังสิ ....อันนี้ลูกคนเล็กของอั้วเอง ชื่อ วินัย " เตี่ยของวินัยบอก
" สวัสดีครับ ผมชื่อวินัยครับ เป็ลูกของเตี่ยซิง " เด็กวินัยตอบแบบมั่นใจ ........ " สวัสดี ฉัน ร้อยตำรวจโท ฤทธิ์ชาติ วงษ์อาสา เพิ่งย้ายมาประจำที่นี่ไม่นานจ้าาา
" มีอะไรให้ฉันช่วย ก็บอกมาได้นะ " นายตำรวจทักทายแบบเป็กันเอง
ว้าววววว ชุดตำรวจนี้ เท่ จังเลยครับพ่อ ชุดสวยมากกว่า ชุดหมอ สะอีกนะ วินัยพูดพลางทำตาโต
" ฮาฮาฮา บอกแล้วให้ ลื้อเรียนเก่งๆ จะได้เป็ตำรวจแบบ ผู้หมวดเขามียศใหญ่ๆโตๆ"
" ไม่ขนาดนั้นหรอกเถ้าแก่ เออ นี่ก็สายมากละ งั้นผมไปก่อนนะครับเดี๋ยวแม่บ้านรอกินข้าว ไว้คุยกันใหม่นะครับ " ผู้หมวดพูดจบก็รีบไปทันที
...........................................................................................................
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา วินัยก็เหมือนได้ครูสอนเพิ่มขึ้นอีก หนี่งคน เพราะผู้หมวด ฤทธิ์ชาติจะมาซื้อของที่ร้าน เตี่ยเป็ประจำ คอยสอนการบ้านที่วินัยไม่เข้าใจ จึงทำให้ดูสนิทสนมกับครอบครัวนี้มากขึ้น
ขณะที่เตี่ยอยูกับวินัยสองคนที่บ้าน " อาวินัยเอ้ย!!! เตี่ยอะ จะบอกอะไรลื้อหน่อยนะ " เตี่ยพูดพร้อมกับกวักมือเรียก ครับเตี่ย วินัยขานรับ
" ลื้อต้องเชื่อฟัง ผู้หมวด ให้มากๆนะ ผู้หมวดเขาเป็คนดี มีความรู้ สักวันลื้อจะได้เป็แบบเขา ั้แ่ที่ ลื้อเด็กๆ เตี่ยก็ไม่เห็นมีใครที่ลื้อ เคารพนับถือและเชื่อฟัง เท่าอาผู้หมวดคนนี้เลยนะ " เตี่ยถามวินัย ครับเตี่ย " ก็เพราะผู้หมวดเขาใจดี แถมไม่ดุเหมือนตำรวจบางคนอะเตี่ย " วินัยตอบ
" ดีแล้วๆ ฮาฮาฮา " เตี่ยหัวเราะ หลังจากบอกวินัยเสร็จ สายตาของเถ้าแก่ก็มองเห็นกระดาษคล้ายซองจดหมายสีแดง
เอ๊ะ !!!!!! จดหมายใครวางไว้บนโต๊ะกับข้าว เมื่อเช้าไม่มีนี่นา " เถ้าแก่ซิงมองดูบนโต๊ะซึ่งตอนนี้มีจดหมาย 1 ฉบับ
" รึของ วินัย ครูสั่งให้เขียนมั้ง ไหนลองเปิดดูสิ ว่าเขียนไว้ว่าอย่างไร ?????
**** อาซิง พวกเรารู้ว่า ลื้อ ยังมีชีวิตอยู่ ลื้อไม่ต้องหลบซ่อนพวกเรารู้แล้ว ถ้าไม่อยากให้ชีวิตตกอยู่ในอันตราย ลื้อจงออกมาพบพวกเรา หลังป่าช้าท้ายหมู่บ้าน*****